พระคัมภีร์ลลิตวิสตร

พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์พุทธประวัติฝ่ายมหายาน

ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร เปรียญ

แปลเป็นภาษาไทย

บทนำของผู้แปล

     อธิบดีกรมศิลปากร (ธนิต อยู่โพธิ์) เมื่อท่านยังมิได้เกษียณอายุ ท่านสั่งข้าพเจ้าให้แปลพระคัมภีร์ลลิตวิสตรภาษาสันสกฤตออกมาเป็นภาษาไทย ข้าพเจ้าแปลจบแล้ว อธิบดีกรมศิลปากร (ธนิต อยู่โพธิ์) พ้นหน้าที่ราชการโดยเกษียณอายุ เมื่อ พ.ศ. 2511 ต่อมา ข้าพเจ้าปรารภถึงการพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้คุณหญิงดุษฎีมาลา มาลากุลทราบ ท่านรับเป็นธุระช่วยเหลือติดต่อกับอธิบดีกรมศิลปากร(เชื้อ สาริมาน) ก็ได้รับความเห็นชอบ จัดการพิมพ์ขึ้นจึงสำเร็จรูปเป็นหนังสือที่ท่านอ่านอยู่ในขณะนี้

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน พุทธศาสนานิกายมหายานในเนปาลมีพระคัมภีร์พุทธศาสนาอยู่ 9 พระคัมภีร์คือ 1 ลิลิตวิสฺตร  2 อษฺฏสาหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตา  3 คณฺฑวฺยูห สูตร  4 ทศภูมิก หรือ ทศภูมีศฺวร     5สมาธิราช หรือจนฺทฺรปฺรทีป สูตร  6 ลงฺกาวตาร สูตร  7สทฺธรฺมปุณฺฑรีก สูตร  8 ตถาคตคุหฺยก   9 สวฺรณปฺรภาส สูตร

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ไวปุลฺย สูตร หรือมหานิทาน ลลิต แปลว่า การเล่นสนุกสำราญหรือการกรีฑา วิสฺตร แปลว่า กว้างขวาง พิสดาร ลลิตวิสตร หมายถึงชีวประวัติและงานของพระพุทธเจ้าอย่างกว้างขวางพิสดาร

     พระคัมภีร์นี้ ตามเนื้อเรื่องว่า เป็นพระธรรมเทศนาที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธ ส่วนผู้นำพระธรรมเทศนาบทนี้มาบอกคือ พระอานนท์ ซึ่งมีคำขึ้นต้นเหมือนพระสูตรทั่วไปในนิกายหีนยาน หากแต่เป็นภาษาสํสกฤตเท่านั้น คือขั้นต้นว่า เอวํ มยา ศฺรุตมฺ เอกสฺมินฺสมเย ภควานฺ ศฺราสฺตยํ วิหรติ สฺม เชตวเน' นาถปณฺฑทสฺยาราเม มหตา ภิกฺษุสํเฆน สารฺธํ ทฺวาทศภิรฺภิกฺษุสหไสระ ในนิกายหีนยานก็เริ่มต้นด้วยว่า เอวํ เม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถาปิณฺฑิกสฺส อาราเม มหตา ภิกขุสํเฆน สทธึ ปญจมตเตหิ ภิกขุสเตหิ ฯ เป ฯ เป็นต้น และในนิกายหีนยาน เมื่อเรื่มต้นว่า เอวํ เม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ฯ เป ฯ แล้ว ก็กล่าวต่อไปว่า พระพุทธประทับอยู่กับพระภิกษุจำนวนเท่านั้นเท่านี้แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระภิกษุทั้งหลายขานรับแล้วพระองค์ก็แสดงธรรมเลยทีเดียว แต่ในพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เมื่อได้กล่าวคำเริ่มพระสูตรว่า เอวํ มยา ศรุตม แล้ว ก็บรรยายภาพของพระพุทธที่ประทับอยู่กับพระภิกษุ และพระโพธิสัตว์ ทรงเข้าสมาธิชื่อพุทธาลังการวยูหะในยามกลางราตรี และทรงเปล่งพระรัศมีชื่อชญานาโลกาลังการะออกจากกลุ่มพระเกศาสว่างทั่วเทวพิภพ ขึ้นไปจนถึงชั้นศุทธาวาส เทพเจ้าตื่นตกใจ เมื่อทราบว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็เริ่มร้องเพลงถวายสดุดีพระพุทธ ครั้นแล้ว องค์อิศวรกับเทพอื่นๆก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธที่วิหารเชตวัน น้อมเศียรอภิวาทพระบาทพระพุทธแล้ว กราบทูลอาราธนาให้พระองค์แสดงไวปุลยสูตร ซึ่งเรียกว่า ลลิตวิสตร เพื่อให้สัตวโลกบรรลุความหลุดพ้นและประสบมงคลต่างๆ พระพุทธทรงรับด้วยพระอาการดุษณีภาพ เทพเหล่านั้นก็ดีใจ โปรยปรายดอกไม้ทิพย์แสดงความดีใจ ต่อจากนี้พระองค์ก็ทรงแสดงลลิตวิสตร เริ่มต้นตั้งแต่พระองค์เป็นเทพบุตรสถิตย์อยู่บนสวรรค์ชั้นดุษิต

     ลลิตวิสตรนี้ แบ่งออกเป็น 27 บท เรียกว่า ปริวรรต หรืออัธยาย แต่ละอัธยายมีข้อความไม่เท่ากัน สั้นบ้างยาวบ้าง อัธยายที่ 1 เรียกว่านิทานปริวรรต ว่าด้วยเหตุที่พระพุทธทรงแสดงธรรมปริยายคือ ลลิตวิสตรนี้ โดยเล่าว่ามีเทพเจ้ามาทูลขอร้องให้พระองค์ทรงแสดงไวปุลยสูตรดั่งกล่าว พระพุทธทรงเล่าเรื่องราว โดยตรัสเป็นคำประพันธ์ว่า

ตตฺภิกฺษโว เม  ศฺฤณุเตห สรฺเว

ไวปุลฺยสูตฺรํ หิ มหานิทานมฺ

ยทฺภาษิตํ สรฺวตถาคไ ตะ ปฺราคฺ

โลกสฺย สรฺวสฺย หิตารฺถเมวมฺ ฯ

คำแปล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งปวงจงฟังมหานิทานของตถาคต

อันเป็นสูตรที่กว้าขวางไพบูลย์

ซึ่งพระตถาคตทั้งปวงได้ตรัสแสดงในครั้งก่อนๆ แล้ว

เพื่อประโยชน์ชาวโลกทั้งปวงดั่งนี้แล ฯ

     อัธยายที่ 2 ว่าด้วยทรงพระอุตสาหะที่จะเสด็จอุบัติในมนุษยโลกแล้วตรัสรู้เป็นพระพุทธ

     อัธยายที่ 3 ว่าด้วยพระองค์ทรงเลือกตระกูลที่จะเสด็จไปบังเกิดว่าควรจะเกิดในตระกูลไหน พระมารดาพระบิดาเป็นคนเช่นไร

     อัธยายที่ 4ว่าด้วยหัวข้อแสงสว่างแห่งธรรมมีอะไรบ้าง ซึ่งทรงแสดงธรรมครั้งสุดท้ายขณะที่ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิต

     อัธยายที่ 5 ว่าด้วยการจุติจากสวรรค์ชั้นดุษิตของพระองค์

     อัธยายที่ 6 ว่าด้วยเสด็จลงสู่พระครรภ์พระนางมายาประทับอยู่ในวิมานแก้วในพระครรภ์พระมารดา

     อัธยายที่ 7 ว่าด้วยทรงสมภพที่ป่าลุมพินีใต้ต้นมะเดื่อ เมื่อเชิญเสด็จเข้าสู่พระนครแล้วได้รับการตั้งพระนามว่า สรฺวารฺถสิทธ  และหลังประสูติแล้วได้ 7 วัน พระนางมายาถึงก็กาละ  อสิตมหาฤษีกับนรทัตผู้เป็นหลานชายเข้าไปเยี่ยม เมื่อตรวจพิจารณาดูลักษณะพระกุมารแล้วพยากรณ์ว่า พระกุมารจะได้เป็นพระราชาจักรพรรดิ์ หรือไม่ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธ เอกอัครประเสริฐเลิศในมนุษย์โลกและเทวโลก

     อัธยายที่ 8 ว่าด้วยการนำพระกุมารไปเทวสถาน พอพระกุมารย่างพระบาทเข้าไป เทวรูปที่ตั้งอยู่ก็ล้มลงหมด

     อัธยายที 9 ว่าด้วยเครื่องประดับ มีคนนำเครื่องประดับไปถวายพระกุมาร พระกุมารแต่งพระองค์ด้วยเครื่องประดับแล้ว เครื่องประดับต่างๆอับหมองไป เพราะพระกายของพระกุมารรุ่งโรจน์กว่า ขับให้เครื่องประดับหมองไป

     อัธยายที่ 10 ว่าด้วยพระกุมารเสด็จไปโรงเรียนพร้อมด้วยเด็กตั้งหมื่น พระกุมารบอกชื่อหนังสือให้อาจารย์วิศวามิตรสอน แต่ชื่อหนังสือเหล่านั้น อาจารย์ไม่รู้ เด็กตั้งหมื่นเรียนหนังสือกับอาจารย์โดยการช่วยเหลือของพระกุมาร ตัวหนังสือที่เด็กอ่านแต่ละตัวออกเสียงเป็นธรรมภาษิตและบทปรัชญาไปหมด

     อัธยายที่ 11 ว่าด้วยพระกุมารเสด็จเยี่ยมหมู่บ้าชาวนา ประทับนั่งที่โค่นต้นหว้าเข้าถึงจตุรธยาน เงาต้นหว้าไม่คล้อยไปตามตวงตะวัน พระฤษี 5ตนเหาะมา ไม่อาจเหาะผ่านไปได้ต้องลงพื้นดิน เห็นพระกุมารประทับนั่งอยู่ใต้ต้นหว้า ต่างพากันเข้าไปน้อมตัวลงทำอัญชลีกราบไหว้พระกุมาร พระบิดาตามไปพบ ก็ทรงอภิวาทพระกุมารแล้วพระกุมารก็เสด็จกลับ

     อัธยายที่ 12 ว่าด้วยทรงแสดงศิลป และได้รับการอภิเษกพระนางโคปาเป็นอัครมเหษี

     อัธยายที่ 13 ว่าด้วยการเตือน คือพระพุทธใน 10 ทิศและเทพทั้งหลาย เตือนพระกุมารให้ออกมหาภิเนษกรมณ์โดยแทรกคำเตือนมาในเสียงดนตรี

     อัธยายที่ 14 ว่าด้วยความฝัน พระกุมารได้รับคำเตือนจากเทวดาเหมือนเคลิ้มฝัน จึงทรงเล่าให้พระบิดาฟัง พระบิดาก็ทรงฝันเหมือนกัน คือฝันว่าพระกุมารทรงบรรพชา และพระบิดาทรงจัดการป้องกันมิให้พระกุมารเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พระกุมารเสด็จชมอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต 4 คือเทวดาแปลงตัวเป็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต

     อัธยายที่ 15 ว่าด้วยพระกุมารเสด็จออกอภิเนษกรมณ์

     อัธยายที่ 16 ว่าด้วยเมื่อทรงบรรพชาแล้วเสด็จเข้าไปหา อาราฑะ กาลาปะ ทรงศึกษาธรรมจนจบ ไม่สมพระสงค์ เสด็จออกจากสำนักนั้น เสด็จไปนครราชคฤห์พบกับพระราชาพิมพิสาร พระราชาพิมพิสารแบ่งสมบัติถวาย พระองค์ไม่ยอมรับ ทรงยืนยันว่าจะแสวงหาคุณธรรมของบรรพชิต พระราชาพิมพิสารทูลขอร้องว่าถ้าพระองค์ประสบคุณธรรมของบรรพชิตแล้วขอให้แสดงให้มีส่วนรู้บ้าง

     อัธยายที่ 17 ว่าด้วยทรงประพฤติทุษกรจรรยา คือประพฤติทรมานพระองค์อันทำได้ยาก และก่อนทรงประพฤติได้เข้าไปหาดาบสชื่อ รุทรกะ รามปุตระ ทรงศึกษาสมาบัติไนวสํชญาน สํชญายตนะ เมื่อทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงเสด็จออกจากสำนักรุทรกะ รามปุตระ และตอนนี้พระภัทรวรรคีย 5รูป ผู้เป็นศิษย์ของรุทรกะ รามปุตระ เห็นพระองค์ออกจากสำนักอาจารย์ ก็ปลีกตัวจากอาจารย์ติดตามพระองค์ไป โดยคิดว่า พระองค์ตรัสรู้แล้วตนจะได้ฟังธรรมได้รับความตรัสรู้ด้วย ต่อมา พระองค์อดอาหาร กลั้นลมหายใจที่เรียกว่า ทุษกรจรรยา คือประพฤติตนอันยากที่จะทำได้

     อัธยายที่ 18 ว่าด้วยเสด็จแม่น้ำไนรัญชนาแล้วเริ่มเสวยอาหาร ภัทรวรรคียเห็นพระองค์คลายความเพียรจึงผละจากและไปยังนครพาราณสี

     อัธยายที่ 19 ว่าด้วยเสด็จสู่ควงไม้โพธิ ทรงรับหญ้าหอมจากคนเกี่ยวหญ้าชื่อ สวัสติกะ ทรงนำไปปูลาดใต้ต้นโพธิแล้วประทับนั่งบนนั้น

     อัธยายที่ 20 ว่าด้วยวิมานที่ควงไม้โพธิ

     อัธยายที่ 21 ว่าด้วยการรังควานของมาร

     อัธยายที่ 22 ว่าด้วยการตรัสรู้เป็นพระพุทธ

     อัธยายที่ 23 ว่าด้วยเทวดาสรรเสริญพระพุทธ

     อัธยายที่ 24 ว่าด้วยพ่อค้า 2 คนคือ ตระปุษะ กับภัลลิกะ พบพระพุทธแล้วถวายข้าวคั่วคลุกน้ำผึ้งกับอ้อยควั่น และมหาราชทั้ง 4ถวายบาตรแก่พระพุทธเพื่อให้ทรงรับไทยธรรม

     อัธยายที่ 25 ว่าด้วยมหาพรหมศิขีทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม

     อัธยายที่ 26 ว่าด้วยการแสดงธรรมจักรแก่ภัทรวรรคียทั้งห้า

     อัธยายที่ 27บทส่งท้าย ว่าด้วยอานิสงส์แห่งพระคัมภีร์ลลิตวิสตร

     ในอัธยายที่ 7 ว่าด้วยทรงสมภพนั้น กล่าวไว้ว่าพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์พระมารดาประกอบด้วยฤทธิปราติหาริย์เห็นปานนี้ เมื่อครบ 10 เดือน เดือนล่วงไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จออกทางพระปรัศว์เบื้องขวาของพระมารดา ข้อความตอนนี้ ในอัธยายนั้นกล่าวว่า พระอานนท์ทูลถามว่าเมื่อพระองค์ประทับอยู่ในพระครรภ์กระทั่งเสด็จออกจากพระครรภ์ทางพระปรัศว์เบื้องขวาของพระมารดานั้น น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี พระองค์ตรัสว่า ข้อนี้ ต่อไปภิกษุผู้มิได้อบรมกาย วาจา ใจ เป็นศรมณะมีมลทิน เป็นศรมณะจอมปลอม จะไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น อีกตอนหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า ดูกรอานนท์ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นประกอบด้วยกุศลมูลอันไม่ต่ำทราม จะเป็นมิตรเนื่องด้วยเป็นชาติเดียวกันกับตถาคต และตรัสว่าย่อมเป็นที่เจริญใจของมิตร ความข้อนี้เทียบกับพระกฤษณะตรัสกับพระอรชุนในคัมภีร์ภควัทคีตา อัทธยายที่ 12 ตั้งแต่โศลกที่ 12 ถึงโศลกที่ 20ความว่า ผู้ตั้งมั่นในศรัทธานับถืออาตมา(หมายถึงพระกฤษณะซึ่งเป็นองค์อาตมัน) เป็นอย่างยอด มีภักดี บำเพ็ญอมฤตธรรมตามที่กล่าวมาแล้ว ผู้นั้นเป็นยอดที่รักของอาตมา

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่ามหานิทานเป็นสูตรเกี่ยวกับความเริ่มต้นความเป็นพระพุทธ ทำนองเดียวกับคัมภีร์มหาปุราณของฝ่ายพราหมณ์ หนังสือเช่นนี้แสดงถึงลักษณะของมหายานสูตร และบางส่วนก็เหมือนหรือคล้ายกับพระคัมภีร์ฝ่ายหีนยาน มีข้อความที่ตรงกับภาษามคธเช่นในมหาวัคค์พุทธอุทานว่า

สุโข  วิเวโก  ตุฏฐสส                 สุตธมมสส  ปสสโต

อพยาปชฌํ  สุขํ   โลเก              ปาณภูเตสุ  สญญโม

สุขา วิราคตา  โลเก                   กามานํ  สมติกกโม 

อสมิมานสส  โย วินโย               เอตํ  เว  ปรมํ  สุขํ ฯ

คำแปล

ความสงัด เป็นสุข ของบุคคลผู้สันโดษ  มีธรรมปรากฏแล้ว เห็นอยู่

ความไม่พยาบาทคือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลายเป็นสุขในโลก

ความปราศจากความกำหนัดคือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก

การกำจัดอัสมิมานะเสียได้ นั่นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง ฯ

ลลิตวิสตร อัธยายที่24 โศลกที่ 81-82 ว่า

สุโข วิเวกสตุษฏสย                  ศรุตธรมสย  ปศยตะ

อวยาพธยํ  สุขํ  โลเก               ปรราณิภูเตษุ  สำยตะ

สุขา  วิราคตา โลเก                 ปาปานํ  สมติกรมะ

อสมิน  มานุษยวิษเย                เอตทไว ปรมํ  สุขม ฯ

คำแปล

ความวิเวกของผู้ยินดี ฟังธรรมแล้ว เห็น(ธรรมนั้น) แล้ว ย่อมเป็นสุข

ความไม่พยาบาท สำรวมอินทรีย์ในสัตว์มีชีวิตทั้งหลายย่อมเป็นสุขในโลก

ความปราศจากกำหนัด การก้าวล่วงบาปทั้งหลายย่อมเป็นสุขในโลก

นี่แหละ (ทำได้ดังกล่าวมานี้) เป็นสุขยอดยิ่งในวิษัยของมนุษย์นี้ ฯ

ในสคาถวัคค์ สํยุตตนิกาย ว่า

กิจฺเฉน  เม  อธิคตํ                  หลนฺทานิ  ปาสิต  (ต=ตุ+ตํ= ต-มี สระอุอยู่ข้างล่าง มีสระอำอยู่ข้างบน)

ราคโทสปเรเตหิ                     นายํ  ธมฺโม  สุสมฺพุโธ

ปฏิโสตคี  นิปุณํ                     คัมฺภีรํ  ทุทฺทสํ ณ (ณ=ณุ+ณํ)

ราครตฺตา  น  ทกฺขนฺติ             ตโมขนฺเธน  อาวุฏา ฯ

คำแปล

บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยาก

เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย

สัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้วถูกกองอวิชชาห่อหุ้มแล้ว

จักไม่เห็นธรรมอันละเอียดยิ่งลึกซึ้งอันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแส (คือพระนิพาน) ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 25 โศลกที่ 19-20 ว่า

ปฺรติโศฺรคามิ  มารฺโค               คมฺภีโร  ทุรฺทฺฤโศ  มม

น  ตํ  ทฺรกฺษฺยนฺติ                    อลํ  ตสฺมาตฺ  ปฺรกาศิตุมฺ

อนุโสฺรตํ  ปฺรวาหฺยนฺเต             กาเมษุ  ปติตา ปฺรชาะ

กฺฤจฺเฉฺรณ  เม' ยํ  สํปฺราปฺตํ        อลํ  ตสฺมาตฺ  ปฺรกาศิตุมฺ ฯ

คำแปล

หนทางของเราทวนกระแส ลีก เห็นยากผู้ที่มืดด้วยราคะ

ย่อมไม่เห็นธรรมนั้น  เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรประกาศ ฯ

คนทั้งหลาย ตกอยู่ในกามทั้งหลาย ลอยไปตามกระแส

ตถาคตจะให้คนเช่นนี้บรรลุนั้นยากนัก เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประกาศ ฯ

ในมหาวัคค์ว่า

ปาตุรโหสิ  มคเธสุ  ปุพฺเพ

ธมฺโม  อสุทฺโธ  สมเลหิ  จินฺติโต

อปาปุเรตํ  อมตสฺส  ทวารํ

สุณนฺตุ  ธมฺมํ  วิมเลนานุพุทฺธํ  ฯ

คำแปล

เมื่อก่อน ธรรมอันไม่บริสุทธิ์ อันคนมีมลทินทั้งหลายคิดแล้ว

ได้ปรากฏในมคธชนบท

ขอพระองค์ได้โปรดทรงเปิดประตูแห่งอมตธรรมนี้

ขอสัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธผู้หมดมลทินตรัสรู้แล้ว  ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 25 โศลกที่ 21 ว่า

วาโท  พภูว  สมไลรฺวิจินฺติโต

ธรฺโม ' วิศุทฺโธ มคเธษุ  ปูรฺวมฺ

อมฺฤตํ  มุเน  ตทฺวิววฺฤณีษฺว  ทฺวารํ

ศฺฤณฺวนฺตุ  ธรฺมํ  วิมเลน  พุทฺธมฺ

คำแปล

ลัทธิของผู้คิดผิดโดยประกอบด้วยมลทิน

เป็นธรรมไม่ปริศุทธในชาวมคธทั้งหลายในครั้งก่อน

ข้าแต่พระมุนี เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดเปิดประตูอมฤต

คนทั้งหลายจะได้ยินธรรมและพุทธโดยจิตปราศจากมลทิน  ฯ

ในมหาวัคค์ ว่า

อารุตา  เต  อมตสฺส  ทฺวารา

เย  โสตวนฺโต  ปมุจญฺจนฺตุ  สทฺธํ

วิหํสสญฺญี  ปคุณํ  น  ภาสี

ธมฺมํ  ปณีตํ  มนุเชสุ  พฺรหฺเม  ฯ

คำแปล

เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว

สัตว์เหล่าใดจะฟัง จงปล่อยศรัทธามาเถิด

ดูกรพรหม เพราะเรามีความสำคัญในความลำบาก

จึงไม่แสดงธรรมที่เราคล่องแคล่วประณีต ในหมู่มนุษย์ ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 25 โศลกที่ 34 ว่า

อปาวฺฤตาเตษามมฺฤตสฺย  ทฺวารา

พฺรหมนฺติ  สตตํ  เย โศรตวนฺตะ

ปฺวิศนฺติ  ศฺรทฺธา  น วิเหฐสญฺญา

ศฺฤณฺวนฺติ  ธรฺมํ  มคเธษุ  สตฺตฺวาะ ฯ

คำแปล

ประตูอมฤตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ปิด

ดูก่อนพรหม ผู้ใดเป็นผู้ฟังตลอดไป ผู้นั้นมีศรัทธา

ไม่คิดเบียดเบียนกัน ย่อมเข้า(ประตูนั้น)ได้

สัตว์ทั้งหลายในมคธฟังธรรมได้ ฯ

ในมหาวัคค์ ว่า

น  เม  อาจริโย อตฺถิ                สทิโส  เม  น  วิชฺชติ

สเทวกสฺมี  โลกสฺมึ                  น  อตฺถิ  เม  ปฏิปุคฺคโล

อหํ  หิ อรหา  โลเก                  อหํ  สตฺถา  อนุตฺตโร

เอโก ' มฺหิ  สมฺมาสมฺพุทโธ        สีติภูโตสฺมิ  นิพฺพุโต

มาทิสา  เว  ชินา  โหนฺติ           เย  ปตฺตา  อาสวกฺขยํ

ชิตา  เม ปาปกา ธฺมา               ตสฺมาหํ  อุปก  ชิโน ฯ

คำแปล

อาจารย์ของเราหามีไม่ คนเช่นเราก็ไม่มี

บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มีในโลกกับทั้งเทวโลก

เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก  เราเป็นศาสดาหาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้

เราผู้เดียวเป็นพระสัมมาสัมพุทธ  เราเป็นผู้เย็นดับกิเลสได้แล้ว

บุคคลผู้ใดถึงความสิ้นอาสวะแล้ว บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ชนะเช่นเรา

ดูกรอุปกะเราชนะธรรมอันลามกแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่าเป็นผู้ชนะ ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 26 โศลกที่ 1-2-3

อาจารฺโย  น  หิ  เม                 กศฺจิตฺสทฺฤโศ  เม  น  วิทฺยเต

เอโก ' หมสฺมิ  สํพุทฺธะ             ศีติภูโต  นิราศฺรวะ

อหเมวารหํ  โลเก                   ศาสฺตา  หฺยหมนุตฺตระ

สเทวาสุรคนฺธรฺเว                    นสฺติ  เม  ปฺรติปุทฺคละ

ชินา  หิ  มาทฺฤศา                   เชญยา เย  ปฺราปฺตา  อาศฺรวกฺษยมฺ

ชิตา  เม  ปาปกา                    ธรฺมาสฺเตโนปค  ชิโน  หฺยหมฺ ฯ

คำแปล

อาจารย์ใดๆ ของตถาคตไม่มีเลย ไม่มีใครจะเหมือนตถาคต

ตถาคตผู้เดียวเป็นผู้ตรัสรู เป็นความเย็น ปราศจากอาสวะ(ทุกข์,โทษ)

ตถาคตนี้แหละเป็นอรหันต์ในโลก ตถาคตเป็นศาสดาไม่มีใครยิ่งกว่า

ไม่มีบุทคลจะเปรียบตถาคตได้ทั้งในเทวดา อสูร คนธรรพ์

พึงทราบเถิดว่า ผู้เช่นตถาคตเป็นชินซึ่งถึงความสิ้นแห่งอาสวะ

ธรรมที่เป็นบาปทั้งปวงตถาคตชนะแล้ว

เพราะฉะนั้น ดูกรอุปคะ ตถาคตนี้แหละได้เข้าถึงชินแล้ว ฯ

ในมหาวัคค์ว่า

ธมฺมจกฺกํ  ปวตฺเตต (ต=ตุ+ตํ)      คจฺฉามิ  กาสินํ  ปุรํ

อนฺธภูตสฺมึ  โลกสฺมึ                   อหญฺญี  อมตทุนฺทุภินฺติ ฯ

คำแปล

เราจะไปยังบุรีแห่งชาวกาสีเพื่อประกาศธรรมจักร

เราจะตีกลองอมตะในโลกอันมืด ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 26 โศลกที่ 5-6 ว่า

วาราณสึ  คมิศ์ยามิ                  คตฺวา  ไว  กาศินำ  ปุริมฺ

ศพฺทหีนสฺย  โลกสฺย                 ตาฑยิเษย ' มฺฤตทุนฺทุภิมฺ

วารารสึ  คมิษฺยามิ                   คตฺวา  ไว กาศินำ  ปุริมฺ

ธรฺมจกฺรํ  ปฺรวรฺติเษย                โลเกษฺวปฺรติวรฺติตมฺ

คำแปล

ตถาคตไปบุรีของชาวกาศีทั้งหลายแล้วจะไปพาราณสี

จะตีกลองใหญ่คืออมฤต แก่โลกที่มีเสียงเลวๆ

ตถาคตไปบุรีของชาวกาศีทั้งหลายแล้ว

จะไปพาราณสีจะหมุนจักรคือธรรมซึ่งไม่มีใครหมุนในโลก

     ข้อความตามที่ได้ยกขึ้นมาเปรียบเทียบนี้ จะเห็นได้ว่าพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้เป็นรูปใหม่ในพระคัมภีร์ของหีนยาน หรืออาจเป็นว่าทั้งมคธและสํสกฤตมาจากแหล่งเก่าแห่งเดียวกันซึ่งเป็นรากฐานอยู่ก่อนเช่นขึ้นต้นว่า เอวํ มยา ศฺรุตํ หรือเอวมฺเม สุตํ พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เป็นพุทธประวัติฝ่ายมหายานนิกายสรวาสติกวาท คือนิกายที่ถือลัทธิว่า พระพุทธมีอยู่ทุกแห่งทุกเวลา  ส่วนใหญ่ของพระคัมภีร์นี้แต่งเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ที่เป็นร้อยแก้วใช้ประโยคเป็นคำสมาสยาวๆ คล้ายกับร่ายยาวในเวสสันดรชาดกของไทย นักปราชญ์บางคนให้ความเห็นว่า ภาคที่เป็นร้อยแก้วเป็นคำเก่าที่สุด ส่วนภาคร้อยกรองเป็นคำแต่งเพิ่มเติมขึ้นภายหลังทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองมีความหมายอย่างเดียวกัน ในสมัยนั้น มักแต่งกันแบบนี้ คือแต่งเป็นร้อยแก้วร้อยกรองผสมกัน เช่นพระเวทและอุปนิษัท คือพยายามแต่งเป็นร้อยกรองที่ย่อความไว้ การแต่งในทำนองนี้สมัยต่อมามีมากยิ่งขึ้น เช่นในสมัยพระเจ้ากนิษกะ มีหนังสือ เช่นจรกสํหิตา และ สุศรุตสํหิตา ในสมัยพระเวทและอุปนิษัทดำเนินเรื่องเป็นร้อยแก้ว ก่อนจะถึงคำร้อยกรองจะต้องนำด้วยคำว่า ตเทษ โศลโก ภวติ (ข้อน้นมีโศลกนี้ว่า) หรือโศลกา ภวนติ(มี่โศลกทั้งหลายว่า) เป็นต้น ต่อมาในสมัยหลังพระเวท ก่อนถึงคำร้อยกรองใช้คำว่า  ภวนฺติ จาตร(และในข้อนี้มีโศลกว่า) หรือ ภวนติ จาตร(และในข้อนี้ มีโศลกทั้งหลายว่า) เป็นต้น คำร้อยแก้วเก่ากว่าคำร้อยกรองเพราะเรียงถ้อยคำตามหลักไวยากรณ์ของท่านปาณินี แต่ในการแต่งฉันท์วรรณคดีซึ่งเป็นคำร้อยกรองพุทธศาสนาภาษาสํสกฤต จะใช้หลักไวยากรณ์ของท่านปาณินี ย่อมผิดพลาดไปบ้างคือต้องรักษา ครุ ลหุ ตามข้อบังคับของคณะฉันท์จึงไม่เคร่งครัดทางไวยากรณ์เท่าไรนัก จึงมีลักษณะที่เป็นตัวของตัวเอง ในพระคัมภีร์ลลิตวิสตรและรูปศัพท์บางศัพท์ก็ทำให้เป็นรูปศัพท์เฉพาะในพระคัมภีร์นั้น เช่น ทานุ ทตฺตํ แทนที่จะเป็น ทานํ ทตฺตํ (ให้ทาน) หรือคชวรุ แทนที่จะเป็น คชวระ (ช้างประเสริฐ) หรือ มา เอษุ โภกฺษฺยถ แทนที่จะเป็น มา เอษ โภก์ษยถ (อย่างใช้บาตรนี้) เป็นต้น เข้าใจว่าคงจะแต่งให้เป็นพิเศษทำนองเดียวกับภาษาพระเวทต่างกับภาษาโลกที่เป็นภาษาของคนธรรมดาทั้งนี้ เพื่อยกย่องให้เป็นคัมภีร์ชั้นสูง พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ ดำเนินตามแบบบาลีเช่นสุตตนิบาตตอนที่เป็นร้อยแก้วหลายตอน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็มาจากแบบเก่า คือเดิมเป็นแบบหีนยาน แต่ในพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้มีข้อความหลายตอนที่ขยายให้กว้างขวางขึ้นตามแบบของมหายาน

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ ไม่ปรากฏว่าเขียนขึ้นเมื่อไร แต่พอมีหลักฐานว่าเขียนขึ้นภายหลังเมื่อมีพระพุทธรูปแล้ว ในอัธยายที่ 26 ตอนที่ว่าด้วยอานิสงส์พระพุทธมีขนขุมละเส้นเพราะบูชาพระเจดีย์และพระพุทธรูป ตอนที่ว่าพระพุทธทรงมีกำลังมาก เพราะอานิสงส์บูชาพระพุทธรูปนี้แสดงว่า เมื่อเขียนพระคัมภีร์นี้ ได้มีพระพุทธรูปเกิดขึ้นแล้ว ส่วนพระพุทธรูปนั้นมีในโลกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 5- 6 จึงเห็นได้ว่าพระคัมภีร์นี้ เขียนขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 5-6 เพราะต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 6 พระอัศวโฆษภิกษุนิกายมหายาน ได้รจนาเรื่องพุทธจริตดำเนินตามเค้าเรื่องของพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ โดยท่านนำเนื้อเรื่องจากพระคัมภีร์มาแต่งเป็นฉันท์

      พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ นักศิลปินได้นำไปทำรูปเรื่องประดับตกแต่ง สถูปบูโรบูโดในชวาเมื่อประมาณ พ.ศ.1390-1443 ภาพที่แกะสลักเหล่านั้น แสดงถึงพุทธประวัติโดยอาศัยพระคัมภีร์ลลิตวิสตรทั้งสิ้น

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ พิมพ์ครั้งแรกโดยบัณฑิต ราเชนทร ลาล มิตร พิมพ์ที่ บิบลิโอเถกา อินทิกา กัลกัตตา เมื่อปี พ.ศ.2420 ต่อมานักปราชญ์เยอรมันชื่อ เอส เลฟมัน พิมพ์ภาคต้น (มูลครนถ) และภาคที่ 2 (ปาฐเภท) เมื่อปี พ.ศ.2445 และ 2451 ตามลำดับ ได้พิมพ์ที่เมือง หาล ประเทศเยอรมันฉบับพิมพ์ภาคต้นถือตามต้นฉบับของอินเดียและเนปาล แต่ต้นฉบับไม่สมบูรณ์และผิดพลาด จึงได้ข้อความไม่ถูกต้องเป็นส่วนมาก ส่วนฉบับของบัณฑิต ราเชนทร ลาลมิตร นั้น พยายามแก้ไขให้ถูกตามหลักไวยากรณ์ของท่านปาณินีมากไป จึงทำให้เชื่อยากว่าจะสมบูรณ์ตามแบบเดิม และบางตอนข้อความขาดหายไป แต่ฉบับของ เอส เลฟมัน ถึงตามต้นฉบับถึง 6 ฉบับ ที่ได้จากหอสมุดในยุโรป และได้แก้ไขจากฉบับเดิมให้ดีขึ้น จึงเป็นฉบับที่เชื่อถือได้มากกว่า ฉบับพิมพ์ภาค 2 ใช้ต้นฉบับที่ได้จากหอสมุดในยุโรปและฉบับพิมพ์ของ ราเชนทร ลาล มิตร ซึ่งพิมพ์ที่กัลกัตตา อินเดีย

     ฉบับที่พิมพ์อักษรไทยนี้ พิมพ์ตามต้นฉบับของท่าน ไวโทยปาหน ศรีปรศุราม ศรมา หรือเรียกสั้นๆ ว่าดอกเตอร์ พี แอล ไวทย พิมพ์ที่มิถิลา วิทยาปีฐ ทรภํคา แคว้นพิหาร อินเดีย เมื่อ พ.ศ.2501

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ กล่าวกันว่า จีนแปลเป็นภาษาจีนเมื่อประมาณระหว่าง พ.ศ.543-643 เป็นครั้งแรก คือเป็นฉบับแปลเก่าที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ หนังสือฉบับนั้นไม่มีแล้ว ต่อมา ท่านธรรมรักษ แปลในพ.ศ.851 แต่ก็แปลได้เพียง 8 อัธยายเท่านั้น ต่อมาพระภิกษุชื่อเทวกรแห่งราชถังระหว่าง พ.ศ.1163-1453 แปลเป็นภาษาจีน ฉบับนี้ถือว่าแปลได้ถูกต้อง และทิเบตแปลออกเป็นภาษาทิเบต เรียกว่า อารยลลิตวิสตร - นาม -มหายาน-สุตร ผู้แปลคือท่าน ชิมมิตร ท่านทานศีล ท่านมุนีวรม และท่าน เย เศสู สเท แปลเมื่อ พ.ศ.1443 การแปลภาษาสํสกฤตเป็นภาษาทิเบตนี้ได้ทำกันตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 และคัมภีร์พุทธศาสนาในทิเบต ตกอยู่ที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น

     ฉบับที่เปลเป็นภาษาทิเบตนี้ ได้แปลออกเป็นภาษาฝรั่งเศสและพิมพ์ที่ปารีส ผู้แปลชื่อ ฟูโกซ์ แปลเมื่อ พ.ศ.2391-2392 ชาวยุโรปรู้เรื่องพุทธประวัติจากพระคัมภีร์นี้ และเซอร์ เอดวินอาโนลด์ ร้อยกรองเป็นบทกลอนภาษาอังกฤษ มีชื่อว่า ไลฟ์ ออฟ เอเซีย ก็ได้เค้าดำเนินตามพระคัมภีร์นี้ ไทยแปลจากภาษาฝรั่งเศส ชื่อท่านเลอองสอรค แปลจากอังกฤษให้ชื่อในภาษาไทยว่า ประทีปแห่งทวีปเอเซีย

     ในประเทศไทย พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ ครั้งแรกพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์ แปลเพียง 2 อัธยาย คือ อัธยายที่ 1 และอัธยายที่ 2 พิมพ์ถวายในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อ ร.ศ.129 (พ.ศ.2453) ต่อมา พระพินิจวรรณการ (แสง ศาลิตุล เปรียญ 6 ประโยค) แปลตั้งแต่อัธยายที่ 1 ถึงอัธยายที่ 7 พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาจ่าแสนยบดีศรีบริบาล(ชิต สุนทรวร) เมื่อ พ.ศ.2476) ทั้ง 2 รายนี้ ใช้ต้นฉบับของ ดร.เอส เลฟแมน ข้าพเจ้าแปลเป็นครั้งที่ 3 เมื่อ วันที่ 30 สิงหาคม 2509 แปลจบบริบูรณ์ 27 อัธยาย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2510 การแปลครั้งนี้ ใช้ต้นฉบับของ ดร.พี แอล ไวทย ในการพิมพ์ น.ส.ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ได้เป็นธุระในการตรวจปรู๊ฟ เพราะรู้ภาษาสํสกฤตอ่านอักษรเทวนาครี ต้นฉบับได้เป็นอย่างดี และมีความละเอียดถี่ถ้วนดี

      อนึ่งการแปล ข้าพเจ้าแปลทับศัพท์เป็นสันสกฤต เช่นปัญญา ข้าพเจ้าแปลทับศัพท์ว่า ปรัชญา สติแปลทับศัพท์ว่า สมฤติ เป็นต้น เพื่อให้ทราบหลักฐานตามเค้าเดิม

      พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ มีคุณค่ามากในแง่ประวัติศาสตร์แห่งพุทธศาสนา และในแง่ประวัติวรรณคดี เป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งในพระไตรปิฏกฝ่ายมหายาน จึงสมควรที่ทุกท่านควรอ่น

แสง  มนวิทูร

ลลิตวิสตร

โอมฺ นโม ทศทิคนนฺตาปรฺยยนฺตโลกธาตุปฺรติษฺฐ

สรฺวพุทฺธโพธิสตฺตฺวารฺยศฺราวก

ปฺรเตยกพุทเธดภฺย  '  ดีตานาคต  ปฺรตฺยุปนฺเนภฺยะ  ฯ

โอม

ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระพุทธ พระโพธิสัตว์

พระอารยศราวก และพระปรัตเยกพุทธทั้งหลายทั้งปวง ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน

อันประดิษฐานดำรงอยู่ในโลกธาตุ อันไม่มีเขตสุด และไม่มีขอบเขตในทิศทั้ง 10

 

พระคัมภีร์ลลิตวิสตร

พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์พุทธประวัติฝ่ายมหายาน

ศาสตราจารย์ ร.ต.ท.แสง มนวิทูร เปรียญ

แปลเป็นภาษาไทย

บทนำของผู้แปล

     อธิบดีกรมศิลปากร (ธนิต อยู่โพธิ์) เมื่อท่านยังมิได้เกษียณอายุ ท่านสั่งข้าพเจ้าให้แปลพระคัมภีร์ลลิตวิสตรภาษาสันสกฤตออกมาเป็นภาษาไทย ข้าพเจ้าแปลจบแล้ว อธิบดีกรมศิลปากร (ธนิต อยู่โพธิ์) พ้นหน้าที่ราชการโดยเกษียณอายุ เมื่อ พ.ศ. 2511 ต่อมา ข้าพเจ้าปรารภถึงการพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้คุณหญิงดุษฎีมาลา มาลากุลทราบ ท่านรับเป็นธุระช่วยเหลือติดต่อกับอธิบดีกรมศิลปากร(เชื้อ สาริมาน) ก็ได้รับความเห็นชอบ จัดการพิมพ์ขึ้นจึงสำเร็จรูปเป็นหนังสือที่ท่านอ่านอยู่ในขณะนี้

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน พุทธศาสนานิกายมหายานในเนปาลมีพระคัมภีร์พุทธศาสนาอยู่ 9 พระคัมภีร์คือ 1 ลิลิตวิสฺตร  2 อษฺฏสาหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตา  3 คณฺฑวฺยูห สูตร  4 ทศภูมิก หรือ ทศภูมีศฺวร     5สมาธิราช หรือจนฺทฺรปฺรทีป สูตร  6 ลงฺกาวตาร สูตร  7สทฺธรฺมปุณฺฑรีก สูตร  8 ตถาคตคุหฺยก   9 สวฺรณปฺรภาส สูตร

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ไวปุลฺย สูตร หรือมหานิทาน ลลิต แปลว่า การเล่นสนุกสำราญหรือการกรีฑา วิสฺตร แปลว่า กว้างขวาง พิสดาร ลลิตวิสตร หมายถึงชีวประวัติและงานของพระพุทธเจ้าอย่างกว้างขวางพิสดาร

     พระคัมภีร์นี้ ตามเนื้อเรื่องว่า เป็นพระธรรมเทศนาที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธ ส่วนผู้นำพระธรรมเทศนาบทนี้มาบอกคือ พระอานนท์ ซึ่งมีคำขึ้นต้นเหมือนพระสูตรทั่วไปในนิกายหีนยาน หากแต่เป็นภาษาสํสกฤตเท่านั้น คือขั้นต้นว่า เอวํ มยา ศฺรุตมฺ เอกสฺมินฺสมเย ภควานฺ ศฺราสฺตยํ วิหรติ สฺม เชตวเน' นาถปณฺฑทสฺยาราเม มหตา ภิกฺษุสํเฆน สารฺธํ ทฺวาทศภิรฺภิกฺษุสหไสระ ในนิกายหีนยานก็เริ่มต้นด้วยว่า เอวํ เม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถาปิณฺฑิกสฺส อาราเม มหตา ภิกขุสํเฆน สทธึ ปญจมตเตหิ ภิกขุสเตหิ ฯ เป ฯ เป็นต้น และในนิกายหีนยาน เมื่อเรื่มต้นว่า เอวํ เม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ฯ เป ฯ แล้ว ก็กล่าวต่อไปว่า พระพุทธประทับอยู่กับพระภิกษุจำนวนเท่านั้นเท่านี้แล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระภิกษุทั้งหลายขานรับแล้วพระองค์ก็แสดงธรรมเลยทีเดียว แต่ในพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เมื่อได้กล่าวคำเริ่มพระสูตรว่า เอวํ มยา ศรุตม แล้ว ก็บรรยายภาพของพระพุทธที่ประทับอยู่กับพระภิกษุ และพระโพธิสัตว์ ทรงเข้าสมาธิชื่อพุทธาลังการวยูหะในยามกลางราตรี และทรงเปล่งพระรัศมีชื่อชญานาโลกาลังการะออกจากกลุ่มพระเกศาสว่างทั่วเทวพิภพ ขึ้นไปจนถึงชั้นศุทธาวาส เทพเจ้าตื่นตกใจ เมื่อทราบว่าอะไรเป็นอะไรแล้วก็เริ่มร้องเพลงถวายสดุดีพระพุทธ ครั้นแล้ว องค์อิศวรกับเทพอื่นๆก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธที่วิหารเชตวัน น้อมเศียรอภิวาทพระบาทพระพุทธแล้ว กราบทูลอาราธนาให้พระองค์แสดงไวปุลยสูตร ซึ่งเรียกว่า ลลิตวิสตร เพื่อให้สัตวโลกบรรลุความหลุดพ้นและประสบมงคลต่างๆ พระพุทธทรงรับด้วยพระอาการดุษณีภาพ เทพเหล่านั้นก็ดีใจ โปรยปรายดอกไม้ทิพย์แสดงความดีใจ ต่อจากนี้พระองค์ก็ทรงแสดงลลิตวิสตร เริ่มต้นตั้งแต่พระองค์เป็นเทพบุตรสถิตย์อยู่บนสวรรค์ชั้นดุษิต

     ลลิตวิสตรนี้ แบ่งออกเป็น 27 บท เรียกว่า ปริวรรต หรืออัธยาย แต่ละอัธยายมีข้อความไม่เท่ากัน สั้นบ้างยาวบ้าง อัธยายที่ 1 เรียกว่านิทานปริวรรต ว่าด้วยเหตุที่พระพุทธทรงแสดงธรรมปริยายคือ ลลิตวิสตรนี้ โดยเล่าว่ามีเทพเจ้ามาทูลขอร้องให้พระองค์ทรงแสดงไวปุลยสูตรดั่งกล่าว พระพุทธทรงเล่าเรื่องราว โดยตรัสเป็นคำประพันธ์ว่า

ตตฺภิกฺษโว เม  ศฺฤณุเตห สรฺเว

ไวปุลฺยสูตฺรํ หิ มหานิทานมฺ

ยทฺภาษิตํ สรฺวตถาคไ ตะ ปฺราคฺ

โลกสฺย สรฺวสฺย หิตารฺถเมวมฺ ฯ

คำแปล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งปวงจงฟังมหานิทานของตถาคต

อันเป็นสูตรที่กว้าขวางไพบูลย์

ซึ่งพระตถาคตทั้งปวงได้ตรัสแสดงในครั้งก่อนๆ แล้ว

เพื่อประโยชน์ชาวโลกทั้งปวงดั่งนี้แล ฯ

     อัธยายที่ 2 ว่าด้วยทรงพระอุตสาหะที่จะเสด็จอุบัติในมนุษยโลกแล้วตรัสรู้เป็นพระพุทธ

     อัธยายที่ 3 ว่าด้วยพระองค์ทรงเลือกตระกูลที่จะเสด็จไปบังเกิดว่าควรจะเกิดในตระกูลไหน พระมารดาพระบิดาเป็นคนเช่นไร

     อัธยายที่ 4ว่าด้วยหัวข้อแสงสว่างแห่งธรรมมีอะไรบ้าง ซึ่งทรงแสดงธรรมครั้งสุดท้ายขณะที่ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิต

     อัธยายที่ 5 ว่าด้วยการจุติจากสวรรค์ชั้นดุษิตของพระองค์

     อัธยายที่ 6 ว่าด้วยเสด็จลงสู่พระครรภ์พระนางมายาประทับอยู่ในวิมานแก้วในพระครรภ์พระมารดา

     อัธยายที่ 7 ว่าด้วยทรงสมภพที่ป่าลุมพินีใต้ต้นมะเดื่อ เมื่อเชิญเสด็จเข้าสู่พระนครแล้วได้รับการตั้งพระนามว่า สรฺวารฺถสิทธ  และหลังประสูติแล้วได้ 7 วัน พระนางมายาถึงก็กาละ  อสิตมหาฤษีกับนรทัตผู้เป็นหลานชายเข้าไปเยี่ยม เมื่อตรวจพิจารณาดูลักษณะพระกุมารแล้วพยากรณ์ว่า พระกุมารจะได้เป็นพระราชาจักรพรรดิ์ หรือไม่ก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธ เอกอัครประเสริฐเลิศในมนุษย์โลกและเทวโลก

     อัธยายที่ 8 ว่าด้วยการนำพระกุมารไปเทวสถาน พอพระกุมารย่างพระบาทเข้าไป เทวรูปที่ตั้งอยู่ก็ล้มลงหมด

     อัธยายที 9 ว่าด้วยเครื่องประดับ มีคนนำเครื่องประดับไปถวายพระกุมาร พระกุมารแต่งพระองค์ด้วยเครื่องประดับแล้ว เครื่องประดับต่างๆอับหมองไป เพราะพระกายของพระกุมารรุ่งโรจน์กว่า ขับให้เครื่องประดับหมองไป

     อัธยายที่ 10 ว่าด้วยพระกุมารเสด็จไปโรงเรียนพร้อมด้วยเด็กตั้งหมื่น พระกุมารบอกชื่อหนังสือให้อาจารย์วิศวามิตรสอน แต่ชื่อหนังสือเหล่านั้น อาจารย์ไม่รู้ เด็กตั้งหมื่นเรียนหนังสือกับอาจารย์โดยการช่วยเหลือของพระกุมาร ตัวหนังสือที่เด็กอ่านแต่ละตัวออกเสียงเป็นธรรมภาษิตและบทปรัชญาไปหมด

     อัธยายที่ 11 ว่าด้วยพระกุมารเสด็จเยี่ยมหมู่บ้าชาวนา ประทับนั่งที่โค่นต้นหว้าเข้าถึงจตุรธยาน เงาต้นหว้าไม่คล้อยไปตามตวงตะวัน พระฤษี 5ตนเหาะมา ไม่อาจเหาะผ่านไปได้ต้องลงพื้นดิน เห็นพระกุมารประทับนั่งอยู่ใต้ต้นหว้า ต่างพากันเข้าไปน้อมตัวลงทำอัญชลีกราบไหว้พระกุมาร พระบิดาตามไปพบ ก็ทรงอภิวาทพระกุมารแล้วพระกุมารก็เสด็จกลับ

     อัธยายที่ 12 ว่าด้วยทรงแสดงศิลป และได้รับการอภิเษกพระนางโคปาเป็นอัครมเหษี

     อัธยายที่ 13 ว่าด้วยการเตือน คือพระพุทธใน 10 ทิศและเทพทั้งหลาย เตือนพระกุมารให้ออกมหาภิเนษกรมณ์โดยแทรกคำเตือนมาในเสียงดนตรี

     อัธยายที่ 14 ว่าด้วยความฝัน พระกุมารได้รับคำเตือนจากเทวดาเหมือนเคลิ้มฝัน จึงทรงเล่าให้พระบิดาฟัง พระบิดาก็ทรงฝันเหมือนกัน คือฝันว่าพระกุมารทรงบรรพชา และพระบิดาทรงจัดการป้องกันมิให้พระกุมารเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พระกุมารเสด็จชมอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต 4 คือเทวดาแปลงตัวเป็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต

     อัธยายที่ 15 ว่าด้วยพระกุมารเสด็จออกอภิเนษกรมณ์

     อัธยายที่ 16 ว่าด้วยเมื่อทรงบรรพชาแล้วเสด็จเข้าไปหา อาราฑะ กาลาปะ ทรงศึกษาธรรมจนจบ ไม่สมพระสงค์ เสด็จออกจากสำนักนั้น เสด็จไปนครราชคฤห์พบกับพระราชาพิมพิสาร พระราชาพิมพิสารแบ่งสมบัติถวาย พระองค์ไม่ยอมรับ ทรงยืนยันว่าจะแสวงหาคุณธรรมของบรรพชิต พระราชาพิมพิสารทูลขอร้องว่าถ้าพระองค์ประสบคุณธรรมของบรรพชิตแล้วขอให้แสดงให้มีส่วนรู้บ้าง

     อัธยายที่ 17 ว่าด้วยทรงประพฤติทุษกรจรรยา คือประพฤติทรมานพระองค์อันทำได้ยาก และก่อนทรงประพฤติได้เข้าไปหาดาบสชื่อ รุทรกะ รามปุตระ ทรงศึกษาสมาบัติไนวสํชญาน สํชญายตนะ เมื่อทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงเสด็จออกจากสำนักรุทรกะ รามปุตระ และตอนนี้พระภัทรวรรคีย 5รูป ผู้เป็นศิษย์ของรุทรกะ รามปุตระ เห็นพระองค์ออกจากสำนักอาจารย์ ก็ปลีกตัวจากอาจารย์ติดตามพระองค์ไป โดยคิดว่า พระองค์ตรัสรู้แล้วตนจะได้ฟังธรรมได้รับความตรัสรู้ด้วย ต่อมา พระองค์อดอาหาร กลั้นลมหายใจที่เรียกว่า ทุษกรจรรยา คือประพฤติตนอันยากที่จะทำได้

     อัธยายที่ 18 ว่าด้วยเสด็จแม่น้ำไนรัญชนาแล้วเริ่มเสวยอาหาร ภัทรวรรคียเห็นพระองค์คลายความเพียรจึงผละจากและไปยังนครพาราณสี

     อัธยายที่ 19 ว่าด้วยเสด็จสู่ควงไม้โพธิ ทรงรับหญ้าหอมจากคนเกี่ยวหญ้าชื่อ สวัสติกะ ทรงนำไปปูลาดใต้ต้นโพธิแล้วประทับนั่งบนนั้น

     อัธยายที่ 20 ว่าด้วยวิมานที่ควงไม้โพธิ

     อัธยายที่ 21 ว่าด้วยการรังควานของมาร

     อัธยายที่ 22 ว่าด้วยการตรัสรู้เป็นพระพุทธ

     อัธยายที่ 23 ว่าด้วยเทวดาสรรเสริญพระพุทธ

     อัธยายที่ 24 ว่าด้วยพ่อค้า 2 คนคือ ตระปุษะ กับภัลลิกะ พบพระพุทธแล้วถวายข้าวคั่วคลุกน้ำผึ้งกับอ้อยควั่น และมหาราชทั้ง 4ถวายบาตรแก่พระพุทธเพื่อให้ทรงรับไทยธรรม

     อัธยายที่ 25 ว่าด้วยมหาพรหมศิขีทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม

     อัธยายที่ 26 ว่าด้วยการแสดงธรรมจักรแก่ภัทรวรรคียทั้งห้า

     อัธยายที่ 27บทส่งท้าย ว่าด้วยอานิสงส์แห่งพระคัมภีร์ลลิตวิสตร

     ในอัธยายที่ 7 ว่าด้วยทรงสมภพนั้น กล่าวไว้ว่าพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์พระมารดาประกอบด้วยฤทธิปราติหาริย์เห็นปานนี้ เมื่อครบ 10 เดือน เดือนล่วงไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จออกทางพระปรัศว์เบื้องขวาของพระมารดา ข้อความตอนนี้ ในอัธยายนั้นกล่าวว่า พระอานนท์ทูลถามว่าเมื่อพระองค์ประทับอยู่ในพระครรภ์กระทั่งเสด็จออกจากพระครรภ์ทางพระปรัศว์เบื้องขวาของพระมารดานั้น น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี พระองค์ตรัสว่า ข้อนี้ ต่อไปภิกษุผู้มิได้อบรมกาย วาจา ใจ เป็นศรมณะมีมลทิน เป็นศรมณะจอมปลอม จะไม่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น อีกตอนหนึ่ง พระองค์ตรัสว่า ดูกรอานนท์ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นประกอบด้วยกุศลมูลอันไม่ต่ำทราม จะเป็นมิตรเนื่องด้วยเป็นชาติเดียวกันกับตถาคต และตรัสว่าย่อมเป็นที่เจริญใจของมิตร ความข้อนี้เทียบกับพระกฤษณะตรัสกับพระอรชุนในคัมภีร์ภควัทคีตา อัทธยายที่ 12 ตั้งแต่โศลกที่ 12 ถึงโศลกที่ 20ความว่า ผู้ตั้งมั่นในศรัทธานับถืออาตมา(หมายถึงพระกฤษณะซึ่งเป็นองค์อาตมัน) เป็นอย่างยอด มีภักดี บำเพ็ญอมฤตธรรมตามที่กล่าวมาแล้ว ผู้นั้นเป็นยอดที่รักของอาตมา

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่ามหานิทานเป็นสูตรเกี่ยวกับความเริ่มต้นความเป็นพระพุทธ ทำนองเดียวกับคัมภีร์มหาปุราณของฝ่ายพราหมณ์ หนังสือเช่นนี้แสดงถึงลักษณะของมหายานสูตร และบางส่วนก็เหมือนหรือคล้ายกับพระคัมภีร์ฝ่ายหีนยาน มีข้อความที่ตรงกับภาษามคธเช่นในมหาวัคค์พุทธอุทานว่า

สุโข  วิเวโก  ตุฏฐสส                 สุตธมมสส  ปสสโต

อพยาปชฌํ  สุขํ   โลเก              ปาณภูเตสุ  สญญโม

สุขา วิราคตา  โลเก                   กามานํ  สมติกกโม 

อสมิมานสส  โย วินโย               เอตํ  เว  ปรมํ  สุขํ ฯ

คำแปล

ความสงัด เป็นสุข ของบุคคลผู้สันโดษ  มีธรรมปรากฏแล้ว เห็นอยู่

ความไม่พยาบาทคือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลายเป็นสุขในโลก

ความปราศจากความกำหนัดคือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก

การกำจัดอัสมิมานะเสียได้ นั่นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง ฯ

ลลิตวิสตร อัธยายที่24 โศลกที่ 81-82 ว่า

สุโข วิเวกสตุษฏสย                  ศรุตธรมสย  ปศยตะ

อวยาพธยํ  สุขํ  โลเก               ปรราณิภูเตษุ  สำยตะ

สุขา  วิราคตา โลเก                 ปาปานํ  สมติกรมะ

อสมิน  มานุษยวิษเย                เอตทไว ปรมํ  สุขม ฯ

คำแปล

ความวิเวกของผู้ยินดี ฟังธรรมแล้ว เห็น(ธรรมนั้น) แล้ว ย่อมเป็นสุข

ความไม่พยาบาท สำรวมอินทรีย์ในสัตว์มีชีวิตทั้งหลายย่อมเป็นสุขในโลก

ความปราศจากกำหนัด การก้าวล่วงบาปทั้งหลายย่อมเป็นสุขในโลก

นี่แหละ (ทำได้ดังกล่าวมานี้) เป็นสุขยอดยิ่งในวิษัยของมนุษย์นี้ ฯ

ในสคาถวัคค์ สํยุตตนิกาย ว่า

กิจฺเฉน  เม  อธิคตํ                  หลนฺทานิ  ปาสิต  (ต=ตุ+ตํ= ต-มี สระอุอยู่ข้างล่าง มีสระอำอยู่ข้างบน)

ราคโทสปเรเตหิ                     นายํ  ธมฺโม  สุสมฺพุโธ

ปฏิโสตคี  นิปุณํ                     คัมฺภีรํ  ทุทฺทสํ ณ (ณ=ณุ+ณํ)

ราครตฺตา  น  ทกฺขนฺติ             ตโมขนฺเธน  อาวุฏา ฯ

คำแปล

บัดนี้ เรายังไม่ควรประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยยาก

เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย

สัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้วถูกกองอวิชชาห่อหุ้มแล้ว

จักไม่เห็นธรรมอันละเอียดยิ่งลึกซึ้งอันจะยังสัตว์ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแส (คือพระนิพาน) ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 25 โศลกที่ 19-20 ว่า

ปฺรติโศฺรคามิ  มารฺโค               คมฺภีโร  ทุรฺทฺฤโศ  มม

น  ตํ  ทฺรกฺษฺยนฺติ                    อลํ  ตสฺมาตฺ  ปฺรกาศิตุมฺ

อนุโสฺรตํ  ปฺรวาหฺยนฺเต             กาเมษุ  ปติตา ปฺรชาะ

กฺฤจฺเฉฺรณ  เม' ยํ  สํปฺราปฺตํ        อลํ  ตสฺมาตฺ  ปฺรกาศิตุมฺ ฯ

คำแปล

หนทางของเราทวนกระแส ลีก เห็นยากผู้ที่มืดด้วยราคะ

ย่อมไม่เห็นธรรมนั้น  เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรประกาศ ฯ

คนทั้งหลาย ตกอยู่ในกามทั้งหลาย ลอยไปตามกระแส

ตถาคตจะให้คนเช่นนี้บรรลุนั้นยากนัก เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประกาศ ฯ

ในมหาวัคค์ว่า

ปาตุรโหสิ  มคเธสุ  ปุพฺเพ

ธมฺโม  อสุทฺโธ  สมเลหิ  จินฺติโต

อปาปุเรตํ  อมตสฺส  ทวารํ

สุณนฺตุ  ธมฺมํ  วิมเลนานุพุทฺธํ  ฯ

คำแปล

เมื่อก่อน ธรรมอันไม่บริสุทธิ์ อันคนมีมลทินทั้งหลายคิดแล้ว

ได้ปรากฏในมคธชนบท

ขอพระองค์ได้โปรดทรงเปิดประตูแห่งอมตธรรมนี้

ขอสัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธผู้หมดมลทินตรัสรู้แล้ว  ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 25 โศลกที่ 21 ว่า

วาโท  พภูว  สมไลรฺวิจินฺติโต

ธรฺโม ' วิศุทฺโธ มคเธษุ  ปูรฺวมฺ

อมฺฤตํ  มุเน  ตทฺวิววฺฤณีษฺว  ทฺวารํ

ศฺฤณฺวนฺตุ  ธรฺมํ  วิมเลน  พุทฺธมฺ

คำแปล

ลัทธิของผู้คิดผิดโดยประกอบด้วยมลทิน

เป็นธรรมไม่ปริศุทธในชาวมคธทั้งหลายในครั้งก่อน

ข้าแต่พระมุนี เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดเปิดประตูอมฤต

คนทั้งหลายจะได้ยินธรรมและพุทธโดยจิตปราศจากมลทิน  ฯ

ในมหาวัคค์ ว่า

อารุตา  เต  อมตสฺส  ทฺวารา

เย  โสตวนฺโต  ปมุจญฺจนฺตุ  สทฺธํ

วิหํสสญฺญี  ปคุณํ  น  ภาสี

ธมฺมํ  ปณีตํ  มนุเชสุ  พฺรหฺเม  ฯ

คำแปล

เราเปิดประตูอมตะแก่ท่านแล้ว

สัตว์เหล่าใดจะฟัง จงปล่อยศรัทธามาเถิด

ดูกรพรหม เพราะเรามีความสำคัญในความลำบาก

จึงไม่แสดงธรรมที่เราคล่องแคล่วประณีต ในหมู่มนุษย์ ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 25 โศลกที่ 34 ว่า

อปาวฺฤตาเตษามมฺฤตสฺย  ทฺวารา

พฺรหมนฺติ  สตตํ  เย โศรตวนฺตะ

ปฺวิศนฺติ  ศฺรทฺธา  น วิเหฐสญฺญา

ศฺฤณฺวนฺติ  ธรฺมํ  มคเธษุ  สตฺตฺวาะ ฯ

คำแปล

ประตูอมฤตของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ปิด

ดูก่อนพรหม ผู้ใดเป็นผู้ฟังตลอดไป ผู้นั้นมีศรัทธา

ไม่คิดเบียดเบียนกัน ย่อมเข้า(ประตูนั้น)ได้

สัตว์ทั้งหลายในมคธฟังธรรมได้ ฯ

ในมหาวัคค์ ว่า

น  เม  อาจริโย อตฺถิ                สทิโส  เม  น  วิชฺชติ

สเทวกสฺมี  โลกสฺมึ                  น  อตฺถิ  เม  ปฏิปุคฺคโล

อหํ  หิ อรหา  โลเก                  อหํ  สตฺถา  อนุตฺตโร

เอโก ' มฺหิ  สมฺมาสมฺพุทโธ        สีติภูโตสฺมิ  นิพฺพุโต

มาทิสา  เว  ชินา  โหนฺติ           เย  ปตฺตา  อาสวกฺขยํ

ชิตา  เม ปาปกา ธฺมา               ตสฺมาหํ  อุปก  ชิโน ฯ

คำแปล

อาจารย์ของเราหามีไม่ คนเช่นเราก็ไม่มี

บุคคลเสมอเหมือนเราก็ไม่มีในโลกกับทั้งเทวโลก

เพราะเราเป็นพระอรหันต์ในโลก  เราเป็นศาสดาหาศาสดาอื่นยิ่งกว่ามิได้

เราผู้เดียวเป็นพระสัมมาสัมพุทธ  เราเป็นผู้เย็นดับกิเลสได้แล้ว

บุคคลผู้ใดถึงความสิ้นอาสวะแล้ว บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้ชนะเช่นเรา

ดูกรอุปกะเราชนะธรรมอันลามกแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่าเป็นผู้ชนะ ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 26 โศลกที่ 1-2-3

อาจารฺโย  น  หิ  เม                 กศฺจิตฺสทฺฤโศ  เม  น  วิทฺยเต

เอโก ' หมสฺมิ  สํพุทฺธะ             ศีติภูโต  นิราศฺรวะ

อหเมวารหํ  โลเก                   ศาสฺตา  หฺยหมนุตฺตระ

สเทวาสุรคนฺธรฺเว                    นสฺติ  เม  ปฺรติปุทฺคละ

ชินา  หิ  มาทฺฤศา                   เชญยา เย  ปฺราปฺตา  อาศฺรวกฺษยมฺ

ชิตา  เม  ปาปกา                    ธรฺมาสฺเตโนปค  ชิโน  หฺยหมฺ ฯ

คำแปล

อาจารย์ใดๆ ของตถาคตไม่มีเลย ไม่มีใครจะเหมือนตถาคต

ตถาคตผู้เดียวเป็นผู้ตรัสรู เป็นความเย็น ปราศจากอาสวะ(ทุกข์,โทษ)

ตถาคตนี้แหละเป็นอรหันต์ในโลก ตถาคตเป็นศาสดาไม่มีใครยิ่งกว่า

ไม่มีบุทคลจะเปรียบตถาคตได้ทั้งในเทวดา อสูร คนธรรพ์

พึงทราบเถิดว่า ผู้เช่นตถาคตเป็นชินซึ่งถึงความสิ้นแห่งอาสวะ

ธรรมที่เป็นบาปทั้งปวงตถาคตชนะแล้ว

เพราะฉะนั้น ดูกรอุปคะ ตถาคตนี้แหละได้เข้าถึงชินแล้ว ฯ

ในมหาวัคค์ว่า

ธมฺมจกฺกํ  ปวตฺเตต (ต=ตุ+ตํ)      คจฺฉามิ  กาสินํ  ปุรํ

อนฺธภูตสฺมึ  โลกสฺมึ                   อหญฺญี  อมตทุนฺทุภินฺติ ฯ

คำแปล

เราจะไปยังบุรีแห่งชาวกาสีเพื่อประกาศธรรมจักร

เราจะตีกลองอมตะในโลกอันมืด ฯ

ในลลิตวิสตร อัธยายที่ 26 โศลกที่ 5-6 ว่า

วาราณสึ  คมิศ์ยามิ                  คตฺวา  ไว  กาศินำ  ปุริมฺ

ศพฺทหีนสฺย  โลกสฺย                 ตาฑยิเษย ' มฺฤตทุนฺทุภิมฺ

วารารสึ  คมิษฺยามิ                   คตฺวา  ไว กาศินำ  ปุริมฺ

ธรฺมจกฺรํ  ปฺรวรฺติเษย                โลเกษฺวปฺรติวรฺติตมฺ

คำแปล

ตถาคตไปบุรีของชาวกาศีทั้งหลายแล้วจะไปพาราณสี

จะตีกลองใหญ่คืออมฤต แก่โลกที่มีเสียงเลวๆ

ตถาคตไปบุรีของชาวกาศีทั้งหลายแล้ว

จะไปพาราณสีจะหมุนจักรคือธรรมซึ่งไม่มีใครหมุนในโลก

     ข้อความตามที่ได้ยกขึ้นมาเปรียบเทียบนี้ จะเห็นได้ว่าพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้เป็นรูปใหม่ในพระคัมภีร์ของหีนยาน หรืออาจเป็นว่าทั้งมคธและสํสกฤตมาจากแหล่งเก่าแห่งเดียวกันซึ่งเป็นรากฐานอยู่ก่อนเช่นขึ้นต้นว่า เอวํ มยา ศฺรุตํ หรือเอวมฺเม สุตํ พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ เป็นพุทธประวัติฝ่ายมหายานนิกายสรวาสติกวาท คือนิกายที่ถือลัทธิว่า พระพุทธมีอยู่ทุกแห่งทุกเวลา  ส่วนใหญ่ของพระคัมภีร์นี้แต่งเป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ที่เป็นร้อยแก้วใช้ประโยคเป็นคำสมาสยาวๆ คล้ายกับร่ายยาวในเวสสันดรชาดกของไทย นักปราชญ์บางคนให้ความเห็นว่า ภาคที่เป็นร้อยแก้วเป็นคำเก่าที่สุด ส่วนภาคร้อยกรองเป็นคำแต่งเพิ่มเติมขึ้นภายหลังทั้งร้อยแก้วและร้อยกรองมีความหมายอย่างเดียวกัน ในสมัยนั้น มักแต่งกันแบบนี้ คือแต่งเป็นร้อยแก้วร้อยกรองผสมกัน เช่นพระเวทและอุปนิษัท คือพยายามแต่งเป็นร้อยกรองที่ย่อความไว้ การแต่งในทำนองนี้สมัยต่อมามีมากยิ่งขึ้น เช่นในสมัยพระเจ้ากนิษกะ มีหนังสือ เช่นจรกสํหิตา และ สุศรุตสํหิตา ในสมัยพระเวทและอุปนิษัทดำเนินเรื่องเป็นร้อยแก้ว ก่อนจะถึงคำร้อยกรองจะต้องนำด้วยคำว่า ตเทษ โศลโก ภวติ (ข้อน้นมีโศลกนี้ว่า) หรือโศลกา ภวนติ(มี่โศลกทั้งหลายว่า) เป็นต้น ต่อมาในสมัยหลังพระเวท ก่อนถึงคำร้อยกรองใช้คำว่า  ภวนฺติ จาตร(และในข้อนี้มีโศลกว่า) หรือ ภวนติ จาตร(และในข้อนี้ มีโศลกทั้งหลายว่า) เป็นต้น คำร้อยแก้วเก่ากว่าคำร้อยกรองเพราะเรียงถ้อยคำตามหลักไวยากรณ์ของท่านปาณินี แต่ในการแต่งฉันท์วรรณคดีซึ่งเป็นคำร้อยกรองพุทธศาสนาภาษาสํสกฤต จะใช้หลักไวยากรณ์ของท่านปาณินี ย่อมผิดพลาดไปบ้างคือต้องรักษา ครุ ลหุ ตามข้อบังคับของคณะฉันท์จึงไม่เคร่งครัดทางไวยากรณ์เท่าไรนัก จึงมีลักษณะที่เป็นตัวของตัวเอง ในพระคัมภีร์ลลิตวิสตรและรูปศัพท์บางศัพท์ก็ทำให้เป็นรูปศัพท์เฉพาะในพระคัมภีร์นั้น เช่น ทานุ ทตฺตํ แทนที่จะเป็น ทานํ ทตฺตํ (ให้ทาน) หรือคชวรุ แทนที่จะเป็น คชวระ (ช้างประเสริฐ) หรือ มา เอษุ โภกฺษฺยถ แทนที่จะเป็น มา เอษ โภก์ษยถ (อย่างใช้บาตรนี้) เป็นต้น เข้าใจว่าคงจะแต่งให้เป็นพิเศษทำนองเดียวกับภาษาพระเวทต่างกับภาษาโลกที่เป็นภาษาของคนธรรมดาทั้งนี้ เพื่อยกย่องให้เป็นคัมภีร์ชั้นสูง พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ ดำเนินตามแบบบาลีเช่นสุตตนิบาตตอนที่เป็นร้อยแก้วหลายตอน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรก็มาจากแบบเก่า คือเดิมเป็นแบบหีนยาน แต่ในพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้มีข้อความหลายตอนที่ขยายให้กว้างขวางขึ้นตามแบบของมหายาน

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ ไม่ปรากฏว่าเขียนขึ้นเมื่อไร แต่พอมีหลักฐานว่าเขียนขึ้นภายหลังเมื่อมีพระพุทธรูปแล้ว ในอัธยายที่ 26 ตอนที่ว่าด้วยอานิสงส์พระพุทธมีขนขุมละเส้นเพราะบูชาพระเจดีย์และพระพุทธรูป ตอนที่ว่าพระพุทธทรงมีกำลังมาก เพราะอานิสงส์บูชาพระพุทธรูปนี้แสดงว่า เมื่อเขียนพระคัมภีร์นี้ ได้มีพระพุทธรูปเกิดขึ้นแล้ว ส่วนพระพุทธรูปนั้นมีในโลกเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 5- 6 จึงเห็นได้ว่าพระคัมภีร์นี้ เขียนขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 5-6 เพราะต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 6 พระอัศวโฆษภิกษุนิกายมหายาน ได้รจนาเรื่องพุทธจริตดำเนินตามเค้าเรื่องของพระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ โดยท่านนำเนื้อเรื่องจากพระคัมภีร์มาแต่งเป็นฉันท์

      พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ นักศิลปินได้นำไปทำรูปเรื่องประดับตกแต่ง สถูปบูโรบูโดในชวาเมื่อประมาณ พ.ศ.1390-1443 ภาพที่แกะสลักเหล่านั้น แสดงถึงพุทธประวัติโดยอาศัยพระคัมภีร์ลลิตวิสตรทั้งสิ้น

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ พิมพ์ครั้งแรกโดยบัณฑิต ราเชนทร ลาล มิตร พิมพ์ที่ บิบลิโอเถกา อินทิกา กัลกัตตา เมื่อปี พ.ศ.2420 ต่อมานักปราชญ์เยอรมันชื่อ เอส เลฟมัน พิมพ์ภาคต้น (มูลครนถ) และภาคที่ 2 (ปาฐเภท) เมื่อปี พ.ศ.2445 และ 2451 ตามลำดับ ได้พิมพ์ที่เมือง หาล ประเทศเยอรมันฉบับพิมพ์ภาคต้นถือตามต้นฉบับของอินเดียและเนปาล แต่ต้นฉบับไม่สมบูรณ์และผิดพลาด จึงได้ข้อความไม่ถูกต้องเป็นส่วนมาก ส่วนฉบับของบัณฑิต ราเชนทร ลาลมิตร นั้น พยายามแก้ไขให้ถูกตามหลักไวยากรณ์ของท่านปาณินีมากไป จึงทำให้เชื่อยากว่าจะสมบูรณ์ตามแบบเดิม และบางตอนข้อความขาดหายไป แต่ฉบับของ เอส เลฟมัน ถึงตามต้นฉบับถึง 6 ฉบับ ที่ได้จากหอสมุดในยุโรป และได้แก้ไขจากฉบับเดิมให้ดีขึ้น จึงเป็นฉบับที่เชื่อถือได้มากกว่า ฉบับพิมพ์ภาค 2 ใช้ต้นฉบับที่ได้จากหอสมุดในยุโรปและฉบับพิมพ์ของ ราเชนทร ลาล มิตร ซึ่งพิมพ์ที่กัลกัตตา อินเดีย

     ฉบับที่พิมพ์อักษรไทยนี้ พิมพ์ตามต้นฉบับของท่าน ไวโทยปาหน ศรีปรศุราม ศรมา หรือเรียกสั้นๆ ว่าดอกเตอร์ พี แอล ไวทย พิมพ์ที่มิถิลา วิทยาปีฐ ทรภํคา แคว้นพิหาร อินเดีย เมื่อ พ.ศ.2501

     พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ กล่าวกันว่า จีนแปลเป็นภาษาจีนเมื่อประมาณระหว่าง พ.ศ.543-643 เป็นครั้งแรก คือเป็นฉบับแปลเก่าที่สุด แต่ปัจจุบันนี้ หนังสือฉบับนั้นไม่มีแล้ว ต่อมา ท่านธรรมรักษ แปลในพ.ศ.851 แต่ก็แปลได้เพียง 8 อัธยายเท่านั้น ต่อมาพระภิกษุชื่อเทวกรแห่งราชถังระหว่าง พ.ศ.1163-1453 แปลเป็นภาษาจีน ฉบับนี้ถือว่าแปลได้ถูกต้อง และทิเบตแปลออกเป็นภาษาทิเบต เรียกว่า อารยลลิตวิสตร - นาม -มหายาน-สุตร ผู้แปลคือท่าน ชิมมิตร ท่านทานศีล ท่านมุนีวรม และท่าน เย เศสู สเท แปลเมื่อ พ.ศ.1443 การแปลภาษาสํสกฤตเป็นภาษาทิเบตนี้ได้ทำกันตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 และคัมภีร์พุทธศาสนาในทิเบต ตกอยู่ที่เมืองเซนได ประเทศญี่ปุ่น

     ฉบับที่เปลเป็นภาษาทิเบตนี้ ได้แปลออกเป็นภาษาฝรั่งเศสและพิมพ์ที่ปารีส ผู้แปลชื่อ ฟูโกซ์ แปลเมื่อ พ.ศ.2391-2392 ชาวยุโรปรู้เรื่องพุทธประวัติจากพระคัมภีร์นี้ และเซอร์ เอดวินอาโนลด์ ร้อยกรองเป็นบทกลอนภาษาอังกฤษ มีชื่อว่า ไลฟ์ ออฟ เอเซีย ก็ได้เค้าดำเนินตามพระคัมภีร์นี้ ไทยแปลจากภาษาฝรั่งเศส ชื่อท่านเลอองสอรค แปลจากอังกฤษให้ชื่อในภาษาไทยว่า ประทีปแห่งทวีปเอเซีย

     ในประเทศไทย พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ ครั้งแรกพระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์ แปลเพียง 2 อัธยาย คือ อัธยายที่ 1 และอัธยายที่ 2 พิมพ์ถวายในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระเมรุท้องสนามหลวงเมื่อ ร.ศ.129 (พ.ศ.2453) ต่อมา พระพินิจวรรณการ (แสง ศาลิตุล เปรียญ 6 ประโยค) แปลตั้งแต่อัธยายที่ 1 ถึงอัธยายที่ 7 พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาจ่าแสนยบดีศรีบริบาล(ชิต สุนทรวร) เมื่อ พ.ศ.2476) ทั้ง 2 รายนี้ ใช้ต้นฉบับของ ดร.เอส เลฟแมน ข้าพเจ้าแปลเป็นครั้งที่ 3 เมื่อ วันที่ 30 สิงหาคม 2509 แปลจบบริบูรณ์ 27 อัธยาย เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2510 การแปลครั้งนี้ ใช้ต้นฉบับของ ดร.พี แอล ไวทย ในการพิมพ์ น.ส.ก่องแก้ว วีระประจักษ์ ได้เป็นธุระในการตรวจปรู๊ฟ เพราะรู้ภาษาสํสกฤตอ่านอักษรเทวนาครี ต้นฉบับได้เป็นอย่างดี และมีความละเอียดถี่ถ้วนดี

      อนึ่งการแปล ข้าพเจ้าแปลทับศัพท์เป็นสันสกฤต เช่นปัญญา ข้าพเจ้าแปลทับศัพท์ว่า ปรัชญา สติแปลทับศัพท์ว่า สมฤติ เป็นต้น เพื่อให้ทราบหลักฐานตามเค้าเดิม

      พระคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ มีคุณค่ามากในแง่ประวัติศาสตร์แห่งพุทธศาสนา และในแง่ประวัติวรรณคดี เป็นหนังสือสำคัญเล่มหนึ่งในพระไตรปิฏกฝ่ายมหายาน จึงสมควรที่ทุกท่านควรอ่น

แสง  มนวิทูร

ลลิตวิสตร

โอมฺ นโม ทศทิคนนฺตาปรฺยยนฺตโลกธาตุปฺรติษฺฐ

สรฺวพุทฺธโพธิสตฺตฺวารฺยศฺราวก

ปฺรเตยกพุทเธดภฺย  '  ดีตานาคต  ปฺรตฺยุปนฺเนภฺยะ  ฯ

โอม

ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระพุทธ พระโพธิสัตว์

พระอารยศราวก และพระปรัตเยกพุทธทั้งหลายทั้งปวง ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน

อันประดิษฐานดำรงอยู่ในโลกธาตุ อันไม่มีเขตสุด และไม่มีขอบเขตในทิศทั้ง 10

 

01 เหตุแห่งพระสูตร

 

อัธยายที่ 01 

นิทานปริวรฺตะ ปฺรถมะ

ชื่อนิทานปริวรรต (ว่าด้วยเหตุบังเกิดพระสูตร)

เอวํ  มยา  ศฺรุตมฺ  ข้าพเจ้าผู้มีนามว่า อานันทะ ได้สดับมาแล้วอย่างนี้--

     เอกสฺมินสมเย  ภควานฺ  ในสมัยกาลครั้งหนึ่ง พระผู้มีภคะ(*)ทรงสำราญพระอิริยบถ อยู่ในพระอารามเชตวันอันเป็นอารามของท่านอนาถปิณฑทะในนครศราวัสตี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ใหญ่มีจำนวนประมาณ 12000 รูป นั่นคือ ท่านชญาน  เกาณฑินยะ  ท่านอัศวชิตะ  ท่านพาษปะ  ท่านมหานาม  ท่านภัทริกะ  ท่านยศเทวะ  ท่านวิมละ  ท่านสุพาหุ  ท่านคะวำปติ  ท่านอุรุวิลวากาศยปะ  ท่านนทีกาศยปะ  ท่านคยากาศยปะ  ท่านศาริปุตระ  ท่านมหาเมาทคัลยายนะ  ท่านมหากาศยปะ  ท่านมหากาตยายนะ   ท่านกผิละ  ท่านเกาณฑินยะ  ท่านจุนันทะ  ท่านปูรณไมตรายณีปุตระ  ท่านอนิรุทธะ  ท่านนันทิยะ  ท่านกัสผิละ  ท่านสุภูติ  ท่านเรวตะ  ท่านขทิรวนิกะ  ท่านอโมฆราชะ  ท่านมหาปารณิกะ  ท่านพักกุละ  ท่านนันทะ  ท่านราหุละ  ท่านสวาคตะ  และท่านอานันทะ ฯ เช่นเดียวกัน พระองค์พร้อมด้วยประมุข คือพระภิกษุ 12000 รูป พระโพธิสัตว์ 32000 รูป สืบเนื่องด้วยสหชาต คือ เกิดคราวเดียวกันทั้งหมด เป็นผู้ถือกำเนิดบำเพ็ญบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้สนุกสำราญอยู่ด้วยอภิชญาตาแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ได้รับการแตกฉาน (มีปฏิภาณ) ในสิ่งที่ทรงจำแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ได้รับมนตร์ธารณีแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยประณิธาน (ความตั้งใจในอันจะเป็นพระโพธิสัตว์) ทั้งปวง เป็นผู้บรรลุถึงสัมยักคติ คือ ทางดำเนินชอบแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ที่มีความปรารถนาเพื่อจะเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้หว่านโปรยความเพียรในอันจะเป็นพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้บำเพ็ญภูมิธรรมแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง

 

* ผู้มีภคะ คือผู้มีสมบัติ 6 อย่าง ได้แก่ 1 ทรัพย์ 2 วีรยะ 3 ปรัชญาชญาน 4 วิรคะธรรม 5 ยศ 6 ศรีหรือสิริ คำว่า ภควาเป็นภาษามคธ ภควานฺเป็นภาษาสํสกฤต ไทยแปลว่า พระผู้มีพระภาค

 

      นั่นคือ พระองค์ทรงสำราญพระอริยาบถพร้อมด้วยพระไมตรีผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระธรณีศวรราชผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระสิงหเกตุผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระสิทธารถะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระประศานตะจาริตระมติผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระประติสังวิตปราปตะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระนิโตยทยุกตะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระมหากรุณาจันทริณะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์  พระโพธิสัตว์เหล่านี้เป็นประมุขในจำนวนพระโพธิสัตว์ 32000 พรองค์

 

      ก็และสมัยนั้นแล พระผู้มีภคะทรงสำราญพระอิริยาบถอาศัยมหานครศรวัสตี ทรงเป็นที่สักการเคารพนับถือบูชาของพระราชผู้เป็นประชุมชน (บริษัท) ของพวกนับถือไตรสรณาคม ราชกุมาร ราชมนตรี ราชมหาอมาตย์ ราชปาทมูลิกา (ผู้เฝ้าแหนใกล้ชิตแทบพระยุคลบาทของพระราชา) ประชุมชน (บริษัท) แห่งกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี อมาตย์ ผู้อยู่ในเมืองหลวงและอยู่ในชนบท เดียรถีย์อื่นๆ สมณะพราหมณ์ นักบวชเร่ร่อนและปริพาชกฯ พระผู้มีภคะมีปรกติได้รับของขบเคี้ยว ของกินที่กำหนดด้วยสิ่งของมีรสอร่อยและเครื่องใช้สอยคือ จีวร บาตร เสนาสนะ ยารักษาโรค อย่างเพียงพอ พระผู้มีภคะทรงได้รับลาภอันเลิศ ทรงได้รับเกียรติยศชื่อเสียงอันประเสริฐ ทรงได้รับการเอาอกเอาใจ ประคับประคองในที่ทั่วไป ด้งว่าบัวได้รับการประคับประคองด้วยน้ำ มีคำกล่าวสรรเสริญพรรณนาคุณของพระผู้มีภคะอย่างใหญ่หลวงเอิกเกริกขึ้นในโลกว่า "พระผู้มีภคะเป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองถึงพร้อมด้วยวิชชา(*) และจรณะ(**)เสด็จไปดีแล้ว (คือทรงพระดำเนินไปในทางที่ดี) ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกหัดบุรุษ (ปวงชน) อย่างยอดเยี่ยม ทรงเป็นศาสดาผู้สั่งสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้ตรัสรู้แล้วตื่นแล้ว ทรงเป็นผู้มีภคะทรงประกอบด้วยจักษุ 5 ดวง(***) พระองค์ทรงรูแจ้งโลกนี้โลกหน้าพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เองซึ่งหมู่สัตว์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ ทรงกระทำ(ความรู้)ให้ปรากฏบรรลุแล้ว ประทับอยู่แล้วๆ พระองค์ทรงแสดงสัทธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลาย(สัทธรรมนั้น)ประกอบด้วย อรรถพยัญชนะ สมบูรณ์บริศุทธ และสะอาดที่สุด ได้ทรงประกาศพรหมจรรย์(สาสนา)แล้วฯ

 

* วิชชามี 8 อย่างคือ 1วิปัสสนาญาณ 2มโนมยิทธิ 3อิทธิวิธิ  4ทิพพโสต 5เจโตปริยญาณ 6ปุพเพนิสานุสติญาณ 7ทิพจักษุญาณ 8อาสวขยะญาณ

 

**จรณะมี 15 อย่าง แบบหีนยาน คือ 1สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล 2 อินทรีย์สังวร สำรวมอินทรีย์ 3โภชนมัตตัญญุตา รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร 4ชาคริยานุโยค ประกอบด้วยความเพียรตื่นอยู่เสมอ 5สัทธา มีศรัทธา 6หิริ มีความละอายใจ 7โอตัปปะ เกรงกลัวบาป 8พหุสัจจะ สดับตรับฟังเล่าเรียนมาก 9วิริยะ มีความเพียร 10สติ มีสติ 11ปัญญา มีปัญญา 12ปฐมฌาน  13ทุติยฌาน 14ตติยฌาน 15จตุตถฌาน

 

***จักษุ 5 ดวงแบบหีนยาน คือ 1มัสะจักษุ จักษุคือดวงตา 2ทิพพจักษุ จักษุทิพย์ 3ปัญญาจักษุ จักษุคือปัญญา 4พุทธจักษุ จักษุแห่งพระพุทธ 5สมันตจักษุ จักษุรอบคอบ

 

      และในครั้งนั้น พระผู้มีภคะทรงเข้าสมาธิชื่อพุทธาลังการะวยูหะ (มีขบวนประดับด้วยพระพุทธ) ในยามกลางราตรี และเมื่อพระผู้มีภคะอยู่ในระหว่างเข้าสมาธินี้ ขณะนั้นเบื้องบนพระเศียรของพระผุ้มีภคะทรงเปล่งรัศมีชื่อชญาณาโลกาลังการะ(ประดับด้วยแสงสว่าง คือ พระญาณ)อันสืบเนื่องมาจากทรงระลึกถึงพระพุทธในอดีตเปล่งออกจากช่องพระอุษณีษ(กลุ่มพระเกศา)รัศมีนั้นสว่างทั่วเทวภิภพปลุกเทพยดาในชั้นสุทธาวาสทั้งปวง และเทพยดาทั้งหลายหาประมาณมิได้มีพระผู้เป็นเจ้ามเหศวร เป็นต้น และภายหลังจากนั้น คาถา (คือถ้อยคำอันศักดิ์สิทธิ์)เป็นเครื่องปลุก ซึ่งได้เปล่งออกจากข่ายรัศมีของพระตถาคตนี้ ก็ได้เปล่งเสียงออกมาว่า

 

      1 ท่านทั้งหลาย จงอาศัยพระองค์ผู้มีรัศมีคือญาณ กำจัดความมืด ทำให้สว่าง อำนวยความสุข มีความงาม บริศุทธ มีอำนาจสูง มีกายสงบ มีจิตงามและสงบ ได้โอบทาบพระมุนีผู้เป็นสิงห์แห่งศากยฯ

 

      2 มีมหาสมุทร คือ พระปรีชาญาณ เป็นผู้บริศุทธ มีอานุภาพใหญ่ เป็นใหญ่ด้วยธรรม รอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นใหญ่กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นเทพเจ้าเหนือเทพเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ควรแก่การบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นผู้ตรัสรู้เองในธรรม

 

มีความชำนาญฯ

 

      3 เป็นผู้ซึ่งไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจของจิตอันยากที่จะข่มได้ มีใจพ้นแล้วจากบ่วงมาร พระองค์มีการเห็นและการฟังอันหาโทษมิได้ในโลกนี้ พระองค์เสด็จถึงฝั่งแห่งวิโมกษ(การหลุดพ้นจากเกลศและโลก)ด้วยความสงบ และไม่เสด็จกลับมา ฯ

 

      4 ท่านทั้งหลายทั้งปวง จงเข้าหาพระองค์ด้วยความภักดี ซึ่งพระองค์เป็นแสงสว่าง เป็นธรรมอันหาสิ่งเทียบเทียมมิได้ เป็นผู้บันเทาความมืด เป็นผู้ชี้แจงให้ผู้อื่นรอบรู้นัยต่างๆมีพระกิริยาอันสงบ เป็นผู้ตรัสรู้มีปัญญาอันประมาณมิได้ฯ

 

      5 พระองค์เป็นแพทย์ ประทานยาคืออมฤต พระองค์กล้าในการตรัสเจรจาแสดงลัทธิ ทำให้พวกมิจฉาทิฏฐิเร่าร้อนไปตามกัน พระองค์เป็นพงศ์พันธุ์แห่งพระธรรมทรงปราชญ์เปรื่องในปรมัตถธรรม พระองค์เป็นผู้นำ เป็นผู้ชี้ทรงไม่มีใครยิ่งไปกว่า ดั่งนี้แล ฯ

 

      และอนึ่ง เทพบุตรผู้เป็นศุทธาวาสกายิกา (คือผู้อยู่ชั้นศุทธาวาส)ได้ปรากฏชื้นรอบด้าน ถูกตักเตือนด้วยคาถาดังกล่าวข้างบนนี้ อันมีอำนาจยิ่งด้วยรัศมีแสงสว่างแห่งญาณอันไม่เกี่ยเนื้องด้วยพุทธานุสมฤตินั้น เป็นผู้มีความสงบระงับรอบด้าน ออกจากสมาธิแล้ว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งเป็นพระผู้มีภคะเหล่านั้น ผู้ก้าวล่วง(อยู่นอกเหนือ)กัลป พ้นแล้ว หาประมาณมิได้ นับมิได้ คำนวณมิได้ หาที่จะเสมอมิได้ด้วยพุทธานุภาพ มณฑลแห่งสภาอันเป็นขบวนแห่งพุทธเขตใด เทพบุตรผู้เป็นศุทธาสกยิกาทั้งหลายได้ระลึกถึงมณฑลแห่งสภาอันเป็นขบวนแห่งพุทธเขตนั้นของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งเป็นพระผู้มีภคะและพระธรรมทั้งหลายทั้งสิ้นฯ

 

      แลครั้งนั้น ในราตรีนั้น เทวะบุตรผู้อยู่ในชั้นศุทธาวาส  ชื่อประศานตายามิศวระ และชื่อมเหศวระ นันทะ สุนันทะ จันทนะ มหิตะ ประศานตะ และประศานตะวินีเตศวระกับเทวดาอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นศุทธาวาสมากด้วยกัน ล้วนมีวรรณะเกินกว่าแสงสว่างใดๆได้ยังวิหารเชตวันทั้งหมดให้สว่างด้วยทิพยโอภาส (แสงสว่างทิพย์)พากันเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้อภิวาทพระบาททั้งสองของพระผู้มีภคะด้วยเศียรเกล้า ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง เทวะบุตรชั้นศุทธาวาสเหล่านั้นซึ่งยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีภคะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีภคะ มีพระสูตรอันหนึ่งซึ่งเป็นธรรมบรรยาย(ขยายความพระธรรม)มีนามว่า ลิลิตวิสตร (ความพิสดารแห่งการกรีฑาของพระพุทธเจ้า) เป็นที่รวบรวมซึ่งพระธรรมอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่งเป็นแดนเกิดแห่งกุศลมูลของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย เป็นเครื่องแสดงพิเศษถึงห้องประทับในพิภพดุษิตอันประเสริฐ เป็นที่ก้าวลงสู่ความคิดอันแพร่หลาย เป็นที่เล่นสนุกสำราญ และเป็นเครื่องแสดงถึงอานุภาพแห่งสถานที่อุบัติของผู้มีกำเนิดสูง เป็นการระงับพิเศษซึ่งโทษอันเป็นความประพฤติของพาลชนทั้งปวง เป็นแหล่งศิลปประจำโลกทั้งปวง เป็นแหล่งการกระทำทุกอย่าง เป็นที่นับตัวอักษร จำนวนและตราประทับ เป็นที่อาศัยกระบวนรบคือกลุ่มนักฟันดาบและยิงธนู เป็นเครื่องแสดงความวิเศษเฉพาะสัตว์ทั้งปวง เป็นเครื่องแสดงซึ่งเครื่องใช้สอยอันเป็นนิสัยของชาววัง ประดับด้วยการบรรลุผลสำเร็จซึ่งผลิตจากการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เป็นกรีฑาเรื่องเล่นสนุกสำราญของพระโพธิสัตว์ เป็นเครื่องกำจัดมณฑลของมารร้ายทั้งหลาย เป็นที่รวบรวมกำลังพระตถาคต(10) ไวศารัทยะ(4) และอาเวณิก(*)18 ประการของพระตถาคต อันแสดงออกซึ่งธรรมของพระพุทธเจ้าอันหาประมาณมิได้ ซึ่งพระตถาคตองค์ก่อนๆเคยแสดงมาแล้ว นั่นคือธรรมบรรยายซื่อลลิตวิสตร ซึ่งพระตถาคตองค์ก่อนๆเคยแสดงมาแล้ว ได้แก่พระผู้มีภคะปัทโมตตระ  พระธรรมเกตุ  พระทีปังกระ  พระคุณเกตุ  พระมหากระ  พระฤษิเทวะ  พระศรีเตชะ  พระสัตยเกตุ  พระวัชรสังคตะ  พระสัพพาภิภู  พระเหมวรรณะ  พระอัตยุจจคามี  พระประวาหะสาคระ  พระปุษปะเกตุ พระวรรูปะ  พระสุโลจนะ  พระฤษิคุปตะ พระชินวักตระ  พระอุนนะตะ  พระปุษปิตะ  พระอูรณะเตชะ  พระปุษกระ พระสุรัศมิ  พระมังคละ พระสุทรศนะ พระมหาสิงหะเตชะ  พระสถิตะพุทธทัตตะ  พระสวันตคันธิ  พระสัตยธรรมวิปุลกิรติ  พระติษยะ  พระปุษยะ พระโลกสุนทระ พระวิสตีรณะเภทะ  พระรัตนกิรติ พระอุครเตชะ  พระพรหมเตชะ  พระสโฆษะ  พระสุปุษปะ  พระสุมโนชญะโฆษะ  พระสุเจษฏะรูปะ  พระประหสิตเนตระ พระคุณราศิ  พระเมฆสวระ  พระสุทรวรรณะ  พระอายุสเดชะ  พระสลีละคชะคามี  พระโลกาภิลาษิตะ  พระชิตศัตรุ  พระสัมปูชิตะ พระวิปัศจิตะ พระศิขิ พระวิศวะภู พระกกุจฉันทะ  พระกนกะมุนิ และพระกัศยปะ  บัดนี้ ขอพระผู้มีภคะโปรดแสดงพระธรรมบรรยายชื่อลลิตวิสตรนั้น เพื่อประชุมชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขของประชาชนเป็นอันมาก เพื่อทรงอนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของพระชาชนอันใหญ่ยิ่ง เพื่อประโยชน์และความสุขของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อบังเกิดขึ้นแห่งมหายานของพระตถาคตนั้น เพื่อข่มลัทธิมิจฉาทิฏฐิทั้งหมด เพื่อบังเกิดขึ้นแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง เพื่อครอบงำอำนาจของมารทั้งปวง เพื่อให้เกิดปรารภการกระทำความเพียรของบุคคลทั้งหลายผู้ดำเนินการไปสู่ความเป็นพระโพธิสัตว์  เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือพระสัทธรรม เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือประวัติวงศ์ของพระรัตนตรัย เพื่อกำหนดเด็ดขาดประวัติวงศ์ของพระรัตนตรัยและเพื่อแสดงให้เห็นซึ่งพุทธกิจให้ปรากฏ

 

*อาเวณิกะ ในพระบาลีลิปิกรมของพระยาปริยัติธรรมธาดา แปลไว้ว่า แผนกหนึ่งต่างหากไม่พัวพันกันแยกอยู่ต่างหาก (อฏฐารสอาเวณิกา ธมมา ธรรมทั้งหลาย 28 หมวด) อ+เวณิก ฌิ.ฯ ในปฏิสัมภิทาสัคคปกรณ์ ข้อ 68 ว่า สาวเกหิ อสาธารณานิ ตถาคตานํเยว อาเวณิกานี ญาณานิ คือ ญาณของพระตถาคตไม่ทั่วไปแก่สาวกทั้งหลายได้แก่อินทรียปโรปริยัตตญาณเป็นต้น

 

      พระผู้มีภคะทรงรับอาราธนาของเทวะบุตรเหล่านั้นด้วยพระอาการนิ่ง โดยอาศัยพระอนุเคราะห์มนุษยชนพร้อมทั้งเทพยดาฯ

 

      ครั้งนั้นแล เทวะบุตรทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีภคะทรงรับอาราธนาด้วยพระอาการนิ่งแล้ว ต่างก็มีความพอใจ ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง เกิดปีติโสมนัสถวายบังคมแทบพระบาทพระผู้มีพระภคะด้วยเศียรเกล้า กระทำประทักษิณ 3 รอบแล้ว โปรยผงจันทน์ทิพย์ ผงกฤษณาทิพย์ และโปรยดอกมณฑารพแล้ว หายวับไป ณ ที่นั้นฯ

 

      ครั้งนั้นแล พระผู้มีภคะทรงเปล่งพระรัศมีเป็นวงกลมพลางเสด็จเข้าไปยังอุทยานเวฬุวัน ภายหลังราตรีนั้นล่วงไปแล้ว ครั้นแล้วพระองค์ประทับนิ่งบนอาสนอันจัดไว้แล้ว มีหมู่พระโพธิสัตว์และพระสงฆ์ศรวกอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีภคะครั้นประทับนั่งแล้วจึงตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทพบุตรชั้นศุทธาวาสมีนามว่าประศานตายามิศวระ และเทพบุตรมีนามว่า มเหศวระ นันทะ สุนันทะ จันทนะ มหิตะ ประศานตะ และเทพบุตรมีนามว่าวินีเตศวระกับเทวะบุตรอื่นๆ ซึ่งเป็นชาวศุทธาวาสมากด้วยกัน ได้มาเฝ้าในราตรีแล้วหายไปเหมือนครั้งก่อน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย และพระมหาศราวกนมัสการแทบสถานที่ซึ่งพระผู้มีภคะประทับอยู่แล้ว กราบทูลพระองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ดั่งข้าพเจ้าทั้งหลายขอโอกาส ขอพระองค์ผู้มีภคะจงแสดงธรรมบรรยายมีนามว่า ลลิตวิสตรนั้นเถิด ธรรมบรรยายลลิตวิสตรนั้นจักเป็นประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จักเป็นทุขแก่ชนเป็นอันมาก จักอนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวโลกทั้งหลาย เป็นประโยชน์แก่ชนหมู่ใหญ่ เป็นประโยชน์เป็นความสุขแก่เทวดาทั้งหลาย แก่มนุษย์ทั้งหลายและแก่พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มาในขณะนี้ พระผู้มีภคะทรงรับอาราธนาของพระบรมโพธิสัตว์และของพระมหาศราวกทั้งหลายเหล่านั้นด้วยพระอาการนิ่ง โดยอาศัยความอนุเคราะห์แก่โลกอันประกอบด้วยเทวดามนุษย์และอสูร

 

      ในข้อนี้ ท่านได้กล่าวไว้ว่า-

 

      6 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในคืนนั้น เมื่อพระตถาคตตั้งมั่นอยู่ในความสุข ปราศจากเกลศ มีใจตั้งมั่นในพรหมวิหารอันดีงาม จิตเป็นเอกัคตา คือ มีอารมณ์เดียว มั่นคงแล้วฯ

      7 ครั้งนั้น เทวะบุตรที่มีฤทธิ์มาก มีวรรณะปรากฏแจ่มแจ้ง มีรูปโฉมสะอาดสดใส มีความบันเทิงใจ ทำป่าเชตวันในที่นี้ให้สว่างด้วยรัศมี พากันมาสู่สำนักของตถาคตฯ

      8 เทวะบุตรมีนามว่า มเหศวร จันทระ อีศะ นันทะ ประศานตะจิตตะ มหิตะ สุนันทะ และเทวะบุตรมีนามว่า ศานตะ กับเทวะบุตรเป็นอันมากนับจำนวนเป็นโกฏิๆ เหล่านั้นฯ

      9 ได้มาไหว้พระยุคลบาทและทำประทักษิณตถาคตแล้วยืนประนมมืออยู่ในที่นี้เฉพาะพระพักตร์พระตถาคตฯ เทพบุตรเหล่านั้น ประกอบด้วยความเคารพ ทูลขอร้องตถาคตว่า ฯ

      10 ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์จงตรัสแสดงมหานิทาน (เรื่องใหญ่)ซึ่งมีชื่อว่า ไวปุลยสูตร สามารถประหารราคะได้นี้ ซึ่งพระตถาคตทั้งปวงได้ตรัสแสดงมาแล้วแต่ครั้งก่อนๆ เพื่อประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ฯ

      11 เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอโอกาส ณ บัดนี้ ขอพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมุนีนั้น เมื่อตรัสแสดง ขอให้ตรัสแสดงมหายานอันยิ่งใหญ่นี้ ขอให้ระงับลัทธิฝ่ายอื่นและมารด้วย เพื่อต้องการบำราบโอฆะ ฯ

      12 พระผู้มีภคะทรงรับคำอาราธนาของคณะเทวดาด้วยอาการนิ่งอยู่เฉยๆ ฝ่ายเทวดาทั้งปวง ต่างก็พอใจ มีความยินดี เฟื่องฟูใจ ได้โปรยดอกไม้ด้วยความดีใจ ฯ

13      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งปวงจงฟังมหานิทานของตถาคตชื่อไวปุลยสูตร ซึ่งพระตถาคตทั้งปวงได้ตรัสแสดงในครั้งก่อนๆแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งปวง ดั่งนี้แล ฯ

อัธยายที่ 1 ชื่อนิทานปริวรรต (ว่าด้วยเหตุบังเกิดพระสูตร) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดังนี้แล ฯ

02 ความพยายาม

 

อัธยายที่ 02

สมุตสาหปริวรฺโต ทฺวิตียะ

ชื่อสมุตสาหปริวรรต(ว่าด้วยความพยายาม)

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาธรรมทั้งหลายนั้น ธรรมบรรยายมีนามว่า ลลิตวิสตร อันดีงาม จัดอยู่ในประเภทพระสูตรชื่อมหาไวปุลย (มีอรรถอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง) มีเท่าไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ ธรรมบรรยายมีนามว่าลลิตวิสตรอันดีงามจัดอยู่ในประเภทพระสูตรชื่อมหาไวปุลยชื่อมหาไวปุลย(มีอรรถอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง)นั้น เป็นของพระโพธิสัตว์ผู้สถิตย์อยู่ในภพอันประเสริฐชื่อว่าดุษิต(สวรรค์ชั้นดุสิต)มีผู้ที่นับถือได้บูชาแล้ว ได้ปราบดาภิเษกแล้ว มีเทพยาดาตั้งแสนสดุดีชมเชยพรรณนาสรรเสริญ ได้อภิเษกแล้ว มีความตั้งใจสูง มีปัญญาอันมาจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง มีดวงตาคือญาณอันบริศุทธกว้างขวางเป็นอันดี มีปัญญากว้างขวางอันบ่มด้วยสมฤติ มติ คติ และธฤติ  บรรลุบารมีอย่างยอดยิ่งอันเป็นอุปายโกศลใหญ่ยิ่ง คือทาน ศีล กษนติ วีรยะ ธยานะ และปรัชญา(*) เป็นผู้ฉลาดในพรหมบถ(พรหมวิหาร)คือมหาไมตรี กรุณา มุทิตา อุเบกษา เป็นผู้บรรลุสุดยอดอันสมบูรณ์ยิ่งในโพธิปักษธรรมทั้งปวง คือสฤตยุปัสถานะ สัมยักปรหาณ ฤทธิปาท อินทรีย์ พละ โพธยังคะ และมรรค ซึ่งเป็นธรรมมุ่งตรงต่อชญานทรรศนะ (เห็นด้วยญาณ) เห็นแจ้งธรรมที่เป็นสังคณะ (เกลศแทรกซึม) และอาวรณะ(อวิชชาเครื่องกำบัง) แห่งอภิญญา มีพระกายประดับด้วยลักษณะ(32ประการ)และอนุพยัญชนะ(80ประการ)อันเพียบพร้อมไปด้วยบุณยสัมภาร หาประมาณมิได้ ประพฤติตามธรรมตลอดกาลนาน พูดอย่างใดทำอย่างนั้นมีวาจีกรรมไม่มดเท็จ ทีวาจาเป็นที่เชื่อถือได้ มีใจซื่อตรง ไม่คตเคี้ยวกลับกลอก ไม่มีอะไรขัดขวาง ปราศจากมานะ ความมัวเมา ความหยิ่งจองหอง ความกลัว ความทุกข์ทั้งสิ้น มีใจสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง (ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง) มีพระพุทธเจ้าตั้งแต่แสนล้านโกฏินับไม่ถ้วนเข้ามานั่งรอบๆ มีพระพักตร์อันพระโพธิสัตว์จำนวนมากตั้งแสนล้านโกฏิมองแล้วมองอีก มีพระยศเป็นที่ชื่นชมยินดีของหมู่ อินทร์ พรหม อิศวร โลกบาล เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ รากษส เป็นผู้ฉลาดในบท ประเภท นิเทส อสังคะ ประติสัมพิทะ และอวตารชญานทั้งปวง เป็นผู้ได้รับมนตร์ธารณีอันไม่ฟุ้งสร้าน ไม่สิ้นสุดไม่มีขอบเขต เป็นภาชนะ คือ สมฤติอันรองรับพุทธภาษิตทั้งปวงได้เป็นนายพาณิชใหญ่ บรรทุกธรรมนาวาขึ้นสู่ระวางด้วยสินค้า คือ ธรรมรัตนะได้แก่ สมฤตยุปัสถาน สัมยักประหาณ ฤทธิปาท อินทรียะ พละ โพธยังคะ มรรค บารมี อุปายโกศล และบุณยมุ่งที่จะข้ามโอฆะทั้ง 4 มีความประสงค์เฉพาะหน้าที่จะกำจัดมานะ บำราบลัทธิอื่นทั้งหมดอย่างเต็มที่ ดำรงอยู่ในฐานเป็นยอดนักรบ ทำลายล้างหมู่ศัตรูคือเกลศ มีวัชราวุธอันประเสริฐ คือชญานเป็นเครื่องประหารเข็มแข็ง ทรงเป็นดอกบัวคือมหาบุรุษ มีรากเหง้า คือจิตตรัสรู้ มีลำก้านคือมหากรุณา สูงด้วยอัธยาศัย (คือมหากรุณาประจำอยู่ภายในใจ) รดด้วยน้ำคือความเพียรอันลึกซึ้ง มีช่อดอกคือความฉลาดในอุบาย มีเกสร คือโพธยังคธยาน (ฌานเป็นองค์ตรัสรู้) มีใยคือสมาธิ บัวนั้นเกิดดีแล้วในสระที่มีน้ำใสสะอาด คือหมู่แห่งคุณธรรมทั้งหลาย มีกลีบปราศจากมลทินอันแผ่กว้างดังดวงจันทร์เพ็ญไม่มีรอยรั่วคือปราศจากความมัวเมาและความถือตัว มีกลิ่นหอมตลบไปในทิศทั้งสิบกลิ่นหอมนั้นคือศีล ศรุต (การเล่าเรียนสดับฟัง) ปรสาทะ (ความเลื่อมใส) เจริญแล้วด้วยชญานในโลก ไม่เปรอะเปื้อนด้วยโลกธรรมทั้ง 8 มีกลิ่นหอมอันกระจายไปด้วยปุณยสัมภาระและชญานสัมภาระ (สะสมบุญและสะสมชญ๗นมีจำนวนมาก) เป็นบัวสัตบรรณ (100กลีบ) อันรุ่งเรืองบริศุทธพิเศษยิ่ง บานแล้วด้วยรัศมีแห่งอาทิตย์คือปรัชญาชญาน ทรงเป็นชายชาตรีสิงห์ผู้ร่ายมนตร์อย่างดียิ่งเบ่งกระแสมนตร์ออกไปคือมีฤทธิบาท 4 มีเล็บเขี้ยวอันคมดีคืออารยสัตย์ 4 มีดวงตาประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 มีศีรษะอันสงเคราะห์ดีแล้วด้วยสังครหวัสตุ 4 มีกายสูงขึ้นตามลำดับด้วยการตรัสรู้ประตีตยสมุตปาทมีองค์ 12 มีกลุ่มขนคอคือการตรัสรู้อวิทยาอันเกิดดีแล้ว สมบูรณ์พร้อมแล้วด้วยโพธิปักษธรรม 37 ประการ มีปากอ้าหาวลมคือวิโมกษ 3 มีแววตาใสบริศุทธคือศมถะและวิทรรศนา อาศัยอยู่ในถ้ำซอกภูเขาคือธยาน วิโมกษ สมาธิ และสมาบัติ มีต้นไม้อันเจริญงอกงามดีแล้วอยู่ในสวนอุทยานคืออิริบททั้ง 4 อันแช่มช้อยละมุนละม่อม มีกำลังอันเจริญด้วยการฝึกซ้อมคือทศพล(**) (กำลัง 10)และไวศารัทยะ(***) (ความกล้าหาญ4) ปราศจากความครั่นคร้ามสยดสยองในความเจริญและความเสื่อม ระงับหมู่คณะกระต่ายป่า และมฤคคือพวกเดียรถี บรรลือมหาสีหนาทคือเปล่งเสียงประกาศ ในราตมยะ(อนัตตา) ทรงเป็นมหาบุรุษชายชาติดวงตะวันที่ส่องแสงร้อนแรงด้วยรัศมีแสงสว่างคือบุณยในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข่มแสงหมู่หิ่งห้อยคือพวกเดียรถีด้วยรัศมีแสงสว่างคือปรัชญาอันมีวิมุกติและธยานเป็นภาคพื้น มีวีรยะ(ความเพียร) เป็นกำลังเผาผลาญเครื่องมือแห่งความมืดซึ่งได้แก่ความมืดมนคืออวิทยา ทรงเป็นมหาบุรุษเทียบเท่าดวงจันทร์ลดตัวลงในปักษ์ข้างแรม ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับในปักษ์ข้างขึ้น เป็นที่อิ่มใจและน่าดูไม่เคืองนัยน์ตา ประดับด้วยหมู่ดวงดาวคือเทวดาตั้งแสนตน มีธยาน วิโมกษ และชญานเป็นขอบวงกลม แผ่ซ่านรัศมีจันทร์อย่างสุขสบายคือโพธยังค์(องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้)

*ตามนิกายมหายานมี บารมี 6 อย่าง และคำว่าปรัชญาในที่นี้เป็นคำสันสกฤตเขียนว่า ปฺรชญา ตรงกบคำมคธว่า ปัญญา แปลเป็นไทยว่าปัญญาหรือความรู้ คำอังกฤษว่า Intellectual หาใช่ปรัชญาตามที่กระทรวงศึกษาธิการแปลออกมาจากคำอังกฤษว่า Philosophy ไม่

**ทศพละคือ ญาณมีกำลัง 10 อย่าง ได้แก่ 1ฐานาฐานญาณ ญาณกำหนดรู้ฐานะและอฐานะ  2 วิปากญาณ ณาณกำหนดรู้ผลแห่งกรรม  3 สัพพัตถคามีนีปฏิทาญาณ ญาณกำหนดรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง  4นานาธาตุญาณ ญาณกำหนดรู้ธาตุต่างๆ  5 นานาธิมุตติกญาณ ญาณกำหนดรู้อธิมุตคือ อัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายต่างๆกัน  6 อินทรียปโรปริยัตตญาณ ญาณกำหนดรู้ความยิ่งและความหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย 7 นานาติสังกิเลสาทิญาณ ญาณกำหนดรู้อาการมีความเศร้าหมองเป็นต้นแห่งธรรม มีญาณเป็นต้น  8 ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ ญาณกำหนดระลึกขาติหนลังได้  9 จุตูปปาตญาณ ญาณกำหนดรู้จุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นต่างๆกันโดยกรรม  10  อาสวักขยญาณ ญาณรู้จักทำอาสวะให้สิ้น

***ไวศารัทยะ 4 คือ ไม่มีใครท้วงโดยธรรมในฐานะ 4 อย่างคือ 1 ปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะแต่ยังมิได้ตรัสรู้  2 สํกิเลสธรรมเป็นอันตรายนิรวาณ  3 ผู้ปฏิบัติธรรมไนราณิกี คือ ธรรมเป็นเครื่องนำออกจากวัฏสงสารจะห่างไกลนิรวาณ  5 มีประหาณชญานคือชญานรู้ความสิ้นอาศวะทั้งปวง

คลี่ขยายดอกกุมุท (บัวก้านอ่อน) คือคนที่มีความรู้สามัญและที่มีความรู้พิเศษ แวดล้อมตามลำดับชั้นด้วยหมู่ดาวที่ส่องแสงคือชุมนุมชน(บริษัท) 4 จำพวก (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ประกอบด้วยรัตนะคือโพธยังค์ 7 อย่าง ประกอบด้วยดวงจิตมีความรู้สึกสม่ำเสมอในสรรพสัตว์ไม่เลือกหน้า มีความรู้ตลอดปลอดโปร่งไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคขัดขวาง ทรงประพฤติพรตและตบะคือกุศลกรรมบถ 10 ประการ ทรงตั้งพระทัยที่จะบรรลุถึงธรรมอันวิเศษมั่งคงสมบูรณ์ยิ่ง ทรงอุบัติในวงศ์สกุลแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งเป็นผู้ยังจักรรัตนะคือพระธรรมอันประเสริฐของพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ให้หมุนจักรรัตนะนั้นเคลื่อนไปโดยไม่มีอะไรขัดขวาง ทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยพระธรรมรัตนะทั้งปวง คือ ปรตีตยสมุตปาท อันลึกยากที่จะหยั่งถึง ไม่ล่วงละเมิดขอบเขตคือชญานและศีลเริ่มขึ้นอย่างใหญ่โตกว้างขวางฟังแล้วไม่รู้อิ่ม มีพระเนตรดั่งว่ากระพุ้งดอกบัวหลวงมีความรู้กว้างขวางทรงไว้ซึ่งความประเสริฐดั่งว่าทะเล มีพระหทัยเสมอด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม ทรงพระกำลังแข็งแรงมั่นคงไม่สะเทือนเทียมเท่าภูเขาสุเมรุ เมื่อแนะนำก็ไม่ทอดทิ้งละเลยด้วยความโกรธ มีความรู้ผ่องใสไพบูลย์ ไม่จำนน กว้างขวางเหมือนพื้นแผ่นฟ้า มีพระอัธยาศัยบริศุทธยิ่ง ทรงให้ทานเป็นอันดี ทรงประกอบความดีมาก่อนแล้ว ทรงสร้างสมภารเป็นอย่างดี ทรงประทานตราเครื่องหมายคือความสัตย์ ทรงแสวงหากุศลมูลทั้งปวง ทรงมีวาสนาได้อบรม ทรงมีกุศลมูลทั้งปวงดั่งว่า บรมคติคือทางดำเนินอันสูงสุด ทรงกลั่นเอาแต่กุศลมูลทั้งปวงอันนำมาเสร็จสรรพแล้วนั้นในกัลปซึ่งมี 7 อสงไขย(*) ทรงให้ทาน 7 อย่าง ทรงประพฤติประกอบในบุณยกริยาวัสตุ 5 อย่าง ทรงประพฤติสุจริตด้วยกาย 3 ด้วยวาจา 4 ด้วยใจ 3 ทรงประพฤติประกอบด้วยกุศลกรรมบถ 10 และการให้ทาน ทรงประพฤติฝึกฝน สัมยักประโยค(คือกัมมัฏฐาน) ประกอบด้วยองค์ 40 (**) ทรงประพฤติปฏิบัติใฝ่พระหทัยใน สัมยักปรณิธาน (คือ ในหลักสมาธิอันสุขุมโดยชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติปฏิบัติใน สมยัคธยาศยะ (คือ ธรรมเป็นเครื่องอาซัยของจิตโดยชอบ ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติบำเพ็ญ สัมยัควิโมกษ (คือ ความหลุดพ้นจากอำนาจใดๆทั้งสิ้น อันเป็นอิสระโดยชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40  ทรงประพฤติธรรมอันตรงต่อ สัมยัคธิมุกติ (ได้แก่ ความถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจใดๆทั้งสิ้นอันชอบ) ประกอบด้วยองค์ 40 ทรงประพฤติถือบวชตามอย่างในสำนักพระพุทธเจ้า สีสิบแสนโกฏินิยุตะ (***) ทรงประพฤติถวายทานในสำนักพระพุทธเจ้าห้าสิบห้าแสนโกฏินิยุตะ ทรงประพฤติบำเพ็ญอธิการ (สะสมบารมี) ในพระปรัตเยกพุทธสี่ร้อยโกฏิกึ่ง ทรงประพฤติช่วยให้สัตว์ถึงสวรรค์นิรวาณมีจำนวนนับไม่ถ้วน ทรงมุ่งต่อการตรัสรู้ อนุตตรสัมยักสัมโพธิ แต่ยังติดอยู่เพียงทรงอุบัติอีกชาติเดียว ทรงเป็นผู้ซึ่งจุติจากมนุษยโลกนี้แล้วประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตเป็นเทวะบุตรสูงสุดทรงพระนามว่า เศวตเกตุ มีหมู่เทพยดาทั้งปวงพากันมาบูชาโดยเข้าใจว่าเทวะบุตรเศวตเกตุองค์นี้ เมื่อสิ้นรัศมีจากสวรรค์ชั้นดุษิตแล้วจะอุบัติในโลกมนุษย์ ไม่ช้าก็จะตรัสรู้ อนุตตรสัมยักสัมโพธิ คือ ปรัชญาตรัสรู้โดยชอบอย่างสูงสุด

* อสงไขย 7 คือ นันทอสงไขย , สุนันทอสงไขย , ปฐวีอสงไขย , มัณฑอสงไขย , ธรณีอสงไขย , สารอสงไข , ปุณฑริกอสงไขย

** กัมมัฏฐาน 40 คือ กสิณ 10 อสุภ 10 อนุสสติ 10 อัปมัญญา 4 พรมหวิหาร 4 อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 จตุธาตุววัตถานะ 1

*** นิยุตะมีมาตราว่า ร้อยโกฏิเป็นอยุตะ  ร้อยอยุตะเป็นนิยุตะ

      เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับอย่างเป็นสุขในมหาวิมานนั้น อันตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 หมื่น 2 พันชั้น ประดับด้วยเรือนยอดพื้นปราสาทอันมีบรรลังก์ ประตู ซุ้มประตูมีลวดลาย หน้าต่าง ยกฉัตร ธงชัย ธงปฏาก ตาข่ายกระดิ่งแก้ว ภู่ห้อยเพดาน เป็นพืดติดต่อด้วยดอกมณฑารพและมหามณฑารพ เดียรดาษกลาดเกลื่อนไปด้วยเสียงขับลำทำเพลงของนางอัปสรตั้งหมื่นแสนโกฏิ งามด้วยรัตนพฤกษ์ คือ จำปาออกดอกบานแฉล้ม แคฝอย ทองหลาง จิกน้อย จิกใหญ่ อโศก ไทย มะขาม ประดู่ กรรณิกา สารภี รัง ปกคลุมด้วยตาข่ายทองคำ งามด้วยหม้อใหญ่ใส่น้ำเต็ม งาด้วยจัดระเบียบสม่ำเสมอ มีพระพายรำเพยพัดดอกมะลิพุ่มเหมือนดวงดาวมีแสงสว่างอันเทวดาตั้งหมื่นแสนโกฏิหันหน้ามามอง เป็นเครื่องทำลายเกลศคือกำลังแห่งความยินดีในกามด้วยบทเพลงคือธรรมอันใหญ่ยิ่งไพบูลย์ เป็นเครื่องบำบัดความโกรธ ความหงุดหงิดใจ มานะ ความมัวเมา ความจองหองอันครอบงำอยู่แล้ว เป็นเครื่องให้เกิดความอิ่มใจ ความเลื่อมใส ความชื่นใจ ความเพียรสูงและสติปันไพบูลย์ พระองค์ประทับอย่างเป็นสุขแล้ว เมื่อการแสดงธรรมอันใหญ่ยิ่งนั้นดำเนินไปแล้ว ก็ได้มีคาถาเหล่านี้เปล่งออกมาด้วยการอัดตัวของกุศลกรรมในปางก่อนของพระโพธิสัตว์ โดยการบรรเลงดนตรีขับร้องของเทวดาตั้ง 8 หมื่น 4 พัน ตน เหล่านั้นอย่างเซ้งแซ่ ว่า

       1 ข้าแต่พระองค์ผู้สะสมบุณยอันไพบูลย์มีสติ มีมติ กระทำแสงสว่าง คือปัญญาหาที่สุดมิได้ องอาจแกล้วกล้าไพบูลย์ด้วยกำลังไม่มีใครเทียมเท่า ขอพระองค์จงระลึกถึงคำพยากรณ์ของพระทีปังกรพุทธเจ้า ฯ

       2 ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระหทัยหามลทินมิได้อย่างไพบูลย์ ขอพระองค์งจงทรงระลึกถึงโทษในการมัวเมาที่ได้สงบลงแล้ว เพราะละมลทินทั้ง 3 นั้นได้อย่างถึงขนาดเท่ากับเป็นผู้มีจิตงามบริศุทธปราศจากมลทินประพฤติติดต่อกันมาในภพทั้ง 3 เหมือนเส้นเชือก ฯ

       3 ข้าแต่พระองค์ผู้มีวงศ์ตระกูลสูง มีความเพียร มีกำลัง มีธยานและปรัชญา ซึ่งได้ปฏิบัติมาแล้วนับด้วยหมื่น(โกฏิฉ ปัลป ขอพระองค์จงทรงระลึกถึง ศมถะ ศีลพรต คือการสมาทานศีล กษมา(การอดทน) และทมะ(การข่มอินทรีย์) ฯ

       4 ข้าแต่พระองค์ผู้มีเกียรติหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์จะทรงกรุณาต่อสรรพสัตว์ ขอพระองค์จงทรงระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้ง 3 นับจำนวนเป็นหมื่นๆ ซึ่งเขาได้บูชากันมาแล้ว นี่ก็ถึงเวลาแล้ว ขอพรองค์อย่าได้เพิกเฉยเสียเลย ฯ

       5 ข้าแต่พระองค์ผู้รู้วิธีจุติ ผู้กำจัดชรา มรณะ และเกลศ ผู้ปราศจากธุลีคือ เกลศ เทวดา อสูร นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ทั้งหลายเป็นอันมากเขาตั้งตาคอยอยู่แล้ว ขอพระองค์จงจุติ จุติเถิด ฯ

       6 ถึงพระองค์จะยินดีอยู่ในที่นี้ตลอด 1000กัลป ก็ไม่มีอิ่มในทิพยสมบัติ เหมือนทะเลไม่อิ่มน้ำ ดังข้าพเจ้าขอโอกาส ขอพระองค์จงอิ่มปรัชญาและยังประชุมชนทั้งหลายผู้กระหายอยู่นานแล้วให้อิ่มปรัชญาด้วยเถิด ฯ

       7 ถึงแม้พระองค์มี(ความมี)ยศไม่ถูกติเตียน ยินดีอยู่ในสภาพเป็นที่ยินดีคือธรรม ไม่ยินดีในกามก็จริง แต่พระองค์ผู้มีพระเนตรไม่ขุ่นมัว ขอจงอนุเคราะห์โลกพร้อมทั้งเทวโลกต่อไปเถิด ฯ

       8 ถึงแม้เทพยดาตั้งหมื่นฟังธรรมของพระองค์แล้วไม่รู้อิ่มก็จริงแต่พระองค์จงมองดูสัตว์ที่อยู่ในอบายซึ่งจะได้รับความคุ้มครองป้องกันจากพระองค์อีกต่อไป ฯ

       9 ถึงแม้พระองค์มีพระเนตรแจ่มใส เห็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายในโลกทั้ง 10 ทิศ และฟังธรรมอยู่แล้วก็จริง แต่พระองค์ก็จงจำแนกธรรมอันประเสริฐนั้นในโลกนี้ด้วย ฯ

       10 ข้าแต่พระองค์ท่าน ถึงแม้พิภพดุษิตจะงามด้วยสง่าราศีแห่งบุณยของพระองค์ก็จริง แต่พระองค์ก็จงมีพระทัยประกอบด้วยความกรุณาโปรยฝน (คือธรรม) ให้ตกลงมายังชมพูทวีปอีกต่อไปเถิด ฯ

       11 เทวดาทั้งหลายที่ยังมีรูปธาตุ คือมีรูปร่างอยู่เป็นอันมาก สละกามธาตุได้แล้วต่างพากันยินดีไปทั่วหน้า ขอให้พระองค์ประพฤติเพื่อสำเร็จผล ประสบความตรัสรู้เถิด ฯ

       12 งานของมารพระองค์กำจัดได้แล้ว พวกเดียรถีย์อื่นๆพระองค์ก็ชนะแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง เวลานี้ เป็นเวลาที่พระองค์ตรัสรู้สภาพทั้งมวล ขออย่าเพิกเฉยเสียเลย ฯ

       13 เมื่อโลกลุกโชนด้วยไฟคือเกลศ ข้าแต่พระองค์ผู้กล้าหาญ ขอพระองค์จงเป็นเหมือนเมฆฝนโปรยคืออมฤตธรรมดับไฟเกลศของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ

       14       พระองค์เป็นแพทย์ มีความรู้ฉลาดในธาตุต่างๆ พระองค์เป็นผู้มีความสัตย์ เป็นแพทย์อย่างแท้จริง ขอพระองค์จงรีบบำบัดผู้ป่วยเป็นโรคมานานด้วยยาคือวิโมกษ 3 ให้เขาอยู่ในความสุขคือพระนิรวาณ ฯ

       15       สุนับจิ้งจอก เมื่อไม่ได้ยินเสียงคำรามของราชสีห์ ก็ยังไม่นึกกลัว พากันเห่าคำรามด้วยเสียงคำรามของสุนัขจิ้งจอก ขอพระองค์จงบรรลือสีหนาทของราชสีห์คือเสียงของพระพุทธเจ่า คุกคามให้สุนัขจิ้งจอกคือพวกเดียรถีย์อื่นๆสะดุ้งตกใจ ฯ

       16 พระองค์ผู้มีประทีปคือปรัชญาอยู่ในพระหัตถ์ อุบัติขึ้นมาด้วยกำลังแห่งพละและวีรยะในพื้นแผ่นดิน พระองค์จงตบแผ่นดินด้วยฝ่ายพระหัตถ์อันประเสริฐ ชนะมารเสียเถิด ฯ

       17 เทพผู้เป็นโลกบาลทั้ง 4 คอยจ้องจะถวายบาตรแก่พระองค์ อินทร์ พรหม หลายหมื่นคอยจ้องจะรับพระองค์ซึ่งเสด็จอุบัติแล้ว ฯ

       18 ข้าแต่พระองค์ผู้มีแนวความคิดดี พระองค์ทรงอุบัติในตระกูลใดจึงจะแสดงพระองค์ให้เป็นไปตามประวัติของพระโพธิสัตว์ได้ ขอพระองค์จงพิจารณาตระกูลนั้นด้วยพระยศอันใหญ่ยิ่ง ด้วยตระกูลที่สืบมาจากตระกูลประเสริฐหลายชั่วตระกูล และด้วยวงศ์ตระกูลสูงๆ

       19 ข้าแต่พระองค์ท่าน แก้วมณีจะเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ในภาชนะใด ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปรัชญาบริศุทธ ขอพระองค์จงโปรยฝนแก้วมณีลงในภาชนะนั้น คือธงชัยชมพูทวีป เถิด ฯ

       20 คาถาซึ่งเปล่งออกมาตามเสียงขับลำทำเพลงมากมายหลายประการดั่งนี้ กระตุ้นเตือนพระทัยประกอบด้วยพระกรุณาว่า นี่ถึงเวลาแล้วอย่าทรงเพิกเฉยเสียเลย ฯ ดั่งนี้แล ฯ

อัธยายที่ 2ชื่อสมุตสาหปริวรรต (ว่าด้วยความพยายาม) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แล ฯ

 

03 ตระกูลบริสุทธิ์

 

อัธยายที่ 03

กุลปริศฺทฺธิปริวรฺตสฺตฺฤตียะ

ชื่อ กุลปริศุทธิปริวรรต (ว่าด้วยตระกูลบริศุทธ)

      กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เมื่เทวดาทั้งหลายเตือนว่าถึงเวลาแห่งธรรมและกล่าวสรรเสริญแล้ว พระองค์จึงเสด็จออกจากมหาวิมาน ก้าวขึ้นสู่มหาปราสาทชื่อธรรโมจจยะ ซึ่งเป็นที่พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแสดงธรรมแก่เหล่าเทวดาชั้นดุษิตนั้น ครั้นเสด็จขึ้นไปแล้ว ทรงประทับนั่งบนบังลังก์ชื่อสุธรรม ครั้งนั้น เทวดาที่มีสภาพเสมอกันกับพระโพธิสัตว์ ประทับอยู่ในยานเท่าๆกับยานของพระโพธิสัตว์ก็พากันขึ้นสู่ปราสาทนั้นด้วย พวกพระโพธิสัตว์ที่มีประวัติมาเท่าๆกัน ประชุมกันทั้ง 10 ทิศ และเทวะบุตรผู้เป็นบริวารของพระโพธิสัตว์ทั้งหมดนั้นก็ประทับนั่งบนบังลังก์ของตนๆ ตามปัจจัยอันสมควร ไม่มีคณะนางอัปสร ไม่มีเทวะบุตรชั้นสามัญ มีแต่บริวารที่มีอัธยาศัยเสมอกันเป็นจำนวนบริวาร 68 พันโกฏิ

      ดั่งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อนี้ไปอีก 12 ปี พระโพธิสัตว์จึงจะเสด็จลงสู่ครรภ์พระมารดา

      ครั้งนั้น เทวะบุตรชาวสวรรค์ชั้นสุทธาวาสได้มายังชมพูทวีป ทำให้เพศทิพย์หายไป แปลงตัวเป็นพราหมณ์สอนพระเวทแก่พราหมณ์ทั้งหลายว่า ผู้ใดลงสู่ครรภ์มีอาการดั่งนี้ ผู้นั้นจะประกอบด้วยลักษณะหมาบุรุษ 32 ประการ ผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะเช่นนี้ จะมีคติ 2 อย่าง ไม่ใช่ 3 อย่าง คือ ถ้าผู้นั้นอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระราชาจักรพรรดิ มีมหาสมุทร 4 เป้นราชอาณาจักร เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระราชาเพราะธรรม และเป็นผู้ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ รัตนะของพระองค์ 7 อย่างเหล่านี้ได้แก่ จักรรัตนะ หัสติรัตนะ อัศวรัตนะ สตรีรัตนะ มณีรัตนะ คฤหบดีรัตนะ ปรินายกรัตนะ

      พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยจักรรัตนะนั้น เป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้ คือ เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ได้มูรธาภิเษกแล้ว เสวยพระกระยาหารตามปรกตินั้นแล้ว ครันถึงวันดิถี 15 ค่ำ สรงน้ำดำเกล้า งดเว้นพระกระยาหาร เสด็จขึ้นไปยังปราสาทชั้นบน  แวดล้อมด้วยหญิงชาววัง จักรรัตนจะปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก จักรรัตนทิพย์ของพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ ซึ่งได้มูรธาภิเษกแล้วนั้น มีกำ 1000 ซี่ พร้อมด้วยกง และดุม มีสีเหมือนทองคำสร้างขึ้นด้วยกรรม สูง 7 ชั่วลำตาล เห็นได้รอบบริเวณภายในเมืองเล่ากันว่า เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์พระองค์ใดได้มูรธาภิเษกแล้ว เสวยพระกระยาหารตามปรกตินั้นแล้ว ครั้นถึงวันดิถี 15 ค่ำ สรงน้ำดำเกล้างดเว้นพระกระยาหาร เสด็จขึ้นไปยังปราสาทชั้นบน แวดล้อมด้วยหญิงชาววัง จักรรัตนทิพย์จะปรากฏขึ้นในทิศตะวันออก  พระราชาพระองค์นั้นแหละเป็นพระราชาจักรพรรดิพระองค์ทรงพระดำริว่า เราเป็นราชาจักพรรดิ์แน่หรือ ถ้ากระไร เราจะทดลองจักรรัตนทิพย์ดู ครั้นแล้วพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ ได้มูรธาภิเษกแล้ว ก็ทรงพระภูษาเฉวีงบ่าข้างหนึ่งจดพระชานุมณฑล (เข่า) เบื้องขวาลงบนแผ่นดิน ทรงปรารถนาและทรงผลักจักรทิพย์ด้วยพระหัตถ์เบื้องขวาว่าด้งนี้ จักรทิพย์ผู้มีอำนาจ จงหมุนแล่นไปโดยธรรม อย่าหมุนแล่นไปโดยอธรรม ครั้งนั้นจักรทิพย์นั้น พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้วสั่งให้หมุนแล่นไป ก็หมุนแล่นไปทางทิศตะวันออกโดยอากาศด้วยฤทธิ์เป็นอย่างดี พระราชาจักพรรดิ์พร้อมด้วยกองพล 4 เหล่า ก็เสด็จตามไป จักรรัตนทิพย์นั้น ไปหยุดอยู่ในท้องที่แผ่นดินใด พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกก็ประทับอยู่ในท้องที่แผ่นดินนั้นพร้อมด้วยกองพล 4 เหล่า ครั้งนั้น พระราชาผู้ปกครองท้องถิ่นที่ด้านทิศตะวันออกนั้นๆ ถือถาดเงินเต็มไปด้วยทองคำผง บ้างก็ถือถาดทองคำเต็มไปด้วยเงินผง ต้อนรับพระราชาจักรพรรดิว่า เชิญเสด็จมาเถิดพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอต้อนรับพระองค์ นี่ราชสมบัติของพระองค์ มั่งคั่ง กว้างขวาง ปราศจากภยันตราย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ น่ารื่นรมย์ คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก ขอพระองค์ได้โปรดรับราชสมบัติของพระองค์ ซึ่งตามมาถึงแล้ว เมื่อพระราชาทั้งหลายกราบทูลดั่งนี้ พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ได้รับการเชิญให้คุ้มครองป้องกันแล้วตรัสแก่พระราชา ผู้ครองท้องที่เหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงปกครองราชสมบัติของตนโดยธรรมเถิด อนึ่ง ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงอย่าฆ่าสัตว์มีชีวิต อย่าถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ อย่าประพฤติผิดในกาม(ความใคร่ทางเพศ) อย่ากล่าวเท็จ อย่าให้อธรรมเกิดขึ้นในแคว้นของข้าพเจ้า อย่าพอใจประพฤติอธรรม นัยว่าพระราชาวรรณะกษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว มีชัยชนะในด้านทิศตะวันออกอย่างนี้ จักรรัตนะมีชัยชนะในด้านทิศตะวันออกแล้วก็แล่นลงสู่สมุทรด้านทิศตะวันออก ข้ามสมุทรด้านทิศตะวันออก ครั้นข้ามได้แล้ว จึงแล่นไปทางทิศโดยอากาศด้วยฤทธิ์เป็นอย่างดี พระราชาจักรพรรดิพร้อมด้วยกองพล 4 เหล่า ก็เสด็จตามไป ทรงมีชัยชนะในด้านทิศใต้เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในก่อน แล้วทรงมีชัยชนะในด้านทิศตะวันตกและเหนือ เหมือนทรงมีชัยชนะในด้านทิศใต้ ครั้นมีชัยชนะในด้านทิศเหนือแล้ว จักรรัตนะก็หยั่งลงสู่สมุทรด้านทิศเหนือ เมื่อหยั่งลงแล้วก็ข้ามสมุทรทิศเหนือ ครั้นข้ามแล้วก็กลับมาสู่ราชธานีโดยอากาศด้วยฤทธืเป็นอย่างดี แล้วมาตั้งเพลาเบื้องบนที่ประตูภายในเมือง พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภเษกแล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยจักรรัตนะดังกล่าวมานี้

       พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยหัสติรัตนะนั้นเป็นอย่างไร เป็นอย่างนี้ คือ เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ได้มูรธาภิเษกแล้ว หัสติรัตนะได้เกิดขึ้นเหมือนดั่งกล่าวแล้วในก่อน หัสติรัตนะนั้นเผือกล้วนมีลักษณะที่ปรากฏเป็นอย่างดี 7 อย่าง คือ กระพองเป็นสีทอง ลึงค์เป็นสีทอง เครื่องประดับเป็นทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีฤทธิ์เหาะได้ มีความสุขสบายเป็นปรกติ ซึ่งพระยาช้างนี้มีชื่อว่าโพธิ และในกาลเมื่อพระราชาวรรณะกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว มีพระประสงค์จะทอลองหัสติรัตนะนั้น จึงขึ้นทรงหัสติรัตนะนั้นในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น เสด็จไปรอบแผ่นดินใหญ่นี้ซึ่งมีสมุทรเป็นคูเมือง มีสมุทรล้อมรอบ แล้วเสด็จกลับมายังราชธานี เสวยพระกระยาหารมื้อเช้า พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยหัสติรัตนะ ดั่งกล่าวมานี้

      พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยอัศวรัตนะนั้นเป็นอย่างไร?

      ก็แหละเมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว อัศวรัตนะย่อมเกิดขึ้น เหมือนดั่งกล่าวแล้วในก่อน อัศว(ม้า)นั้นสีนิล(เขียว)หัวสีดำ มีผมเหมือนเส้นหญ้ามุญชะ (หญ้าซุ้มกระต่าย) หน้ามีสง่า ลึงค์สีทอง เครื่องประดับเป็นทองคลุมด้วยตาข่ายทอง มีฤทธิ์เหาะได้ มีความสุขสบายเป็นปรกติ ซึ่งพญาอัศวนี้มีชื่อว่า พาลาหกะ และในกาลเมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว มีพระประสงค์จะทดลองอัศวรัตนะจึงขึ้นทรงอัศวรัตนะในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น เสด็จเที่ยวไปรอบแผ่นดินใหญ่นี้ซึ่งมีสมุทรเป็นคูเมือง มีสมุทรล้อมรอบ แล้วเสด็จกลับมายังราชธานีเสวยพระกระยาหารมื้อเช้า พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยอัศวรัตนะ ดังกล่าวมานี้

      พระราชาจักพรรดิ์ประกอบด้วยมณีรัตนะนั้นเป็นอย่างไร?

      เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้  ได้มูรธาภิเษกแล้ว มณีรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดังกล่าวแล้ว มณีรัตนะนั้นเป็นแก้วไพฑูรย์สีเขียวบริศุทธ เจียระไนเรียบร้อย 8 เหลี่ยม นัยว่าภายในเมืองทั้งสิ้นย่อมสว่างรุ่งเรืองด้วยรัศมีแห่งมณีรัตนะนั้น และในกาลเมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้วมีพระราชประสงค์จะทดลองมณีรัตนะนั้น ก็ยกมณีรัตนะขึ้นที่ยอดธงเวลาเที่ยงคืนในราตรีมีความมืดและมีหมอก และเสด็จไปพระราชอุทยาน เพื่อทอดพระเนตรพื้นที่ให้ถนัด นัยว่า กองพล 4 เหล่านั้น สว่างรอบด้วยรัศมีแห่งมณีรัตนะตลอดเนื้อที่รอบๆโยชน์หนึ่ง นัยว่าคนเหล่าใดอาศัยอยู่ในแดนรอบๆแห่งมณีรัตนะนั้น คนเหล่านั้น ได้รับแสงมณีรัตนะส่งสว่างจำกันได้ เห็นกันได้ พูดกันได้ ลุกขึ้นเถิด ท่านผู้มีหน้าแจ่มใส ทำงานกันเถิด วางของขายที่ตลาดเถิด เราเข้าใจว่ารุ่งแจ้งแล้ว ตะวันขึ้นแล้ว พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ประกอบด้วยมณีรัตนะดังได้กล่าวมานี้

      พระราชาจักรพรรดิที่ประกอบด้วยสตรีรัตนะนั้นเป็นอย่างไร?

       เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ ได้มูรธาภิเษกแล้ว สตรีรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดั่งกล่าวแล้ว สตรีรัตนะนั้นมีวรรณะเป็นกษัตริย์เหมือนกัน ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่ขาวเกินไป ไม่ดำเกินไป มีรูปร่างสวย น่ารัก น่าดู ขุมขนทั้งปวงแห่งสตรีรัตนะนั้นระเหยหอมออกมาเหมือนกลิ่นแก่นจันทน์ ปากมีกลิ่นระเหยหอมออกมาเหมือนกลิ่นดอกอุบล มีสัมผัสนุ่มนวลเหมือนฝักมะกล่ำเครือ ในเวลาหนาว ร่างกายของนางนั้นสัมผัสอุ่น ในเวลาร้อนสัมผัสเย็น สตรีรัตนะนั้นนอกจากพระราชาจักรพรรดิแล้ว ไม่มีความกำหนัดยินดีในบุรุษอื่นแม้แต่ด้วยใจคิด จะป่วยกล่าวไปไยถึงทำความกำหนัดในบุรุษอื่นด้วยร่างกาย พระราชาจักรพรรดิ ประกอบด้วยสตรีรัตนะดั่งกล่าวมานี้

      พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยคฤหบดีรัตนะนั้นอย่างไร?

      เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ ได้มูรธาภิเษกแล้ว คฤหบดีรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดังกล่าวแล้ว เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปรัชญา มีทิพยจักษุ คฤหบดีรัตนะนั้นเห็นขุมทรัพย์ทั้งมีเจ้าของและไม่มีเจ้าของในเนื้อที่ 1 โยชน์โดยรอบด้วยทิพยจักษุ ขุมทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของก็เอามาทำประโยชน์แก่พระราชาจักรพรรดิ พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยคฤหบดีรัตนะดังกล่าวนี้

      พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยปริณายกรัตนะอย่างไร?

      เมื่อพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ในโลกนี้ ได้มูรธาภิเษกแล้ว ปริณายกรัตนะย่อมเกิดขึ้นเหมือนดั่งกล่าวแล้ว เป็นบัณฑิต ฉลาด มีปรัชญา พระราชาจักรพรรดิเพียงแต่ทรงพระดำริจะให้จัดกองทัพ ปริณายกรัตนะก็จัดกองทัพที่ควรจัดขึ้นมาแล้ว พระราชาจักรพรรดิประกอบด้วยปริณายกรัตนะดั่งกล่าวนี้

      พระราชาจักรพรรดิจักประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการเหล่านี้ พระองค์จักมีพระโอรส 1000 องค์ ล้วนแกล้วกล้าสามารถ มีรูปร่างกำยำ ปราบปรามทหารฝ่ายปรปักษ์ได้ พระราชาจักรพรรดินั้นทรงชนะแผ่นดินทั้งหมด อันมีมหาสมุทรเป็นที่สุด ไม่ให้มีเสี้ยนหนาม โดยไม่ใช้อาชญา ไม่ใช้ศัสตรา ทรงปกครองแล้ว ถ้าไม่ทรงครองเรือนจะเสด็จออกบรรพชาเป็นผู้ไม่มีเรือน ก็จะทรงละฉันทราคะได้ กลายเป็นผู้นำ เป็นเทพไม่มีใครเทียบเท่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดั่งนี้แล

      อนึ่ง เทวะบุตรทั้งหลายอื่นๆ มายังชมพูทวีปบอกแก่พระปรัตเยกพุทธทั้งหลายว่า ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพ ขอท่านทั้งหลายจงชำระพุทธเกษตรคือเขตแดนของพระพุทธเจ้าให้สะอาดบริศุทธ นับจากนี้ไปอีก 12 ปี พระโพธิสัตว์ก็จะลงสู่ครรภ์พระมารดา

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้นแล มีพระปรัตเยกพุทธองค์หนึ่ง มีนามว่ามาตังคะ อยู่ที่ไหล่เขาโคลางคุละในมหานครราชคฤห์ ท่านได้ยินเสียงนั้นแล้ว จึงเดินเข้าไปในภูเขา (หิน)เหมือนเดินเข้าไปในโคลน เข้าเตโชธาตุสมาบัติแล้ว เหาะขึ้นสูง 7 ชั่วลำตาล แล้วดับขันธปรินิรวาณ ดี เสลด เอ็น กระดูก เนื้อ และเลือดของพระปรัตเยกพุทธ ที่มีอยู่นั้นทั้งหมดก็ย่อยยับไปด้วยเตโชธาตุ เหลือแต่ศีรษะอันบริศุทธตกอยู่ที่พื้นดิน และเศีรษะนั้นเป็นที่รู้จักกันว่า ฤษีบท(รอยพระฤษี) จนทุกวันนี้

      ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีก นัยว่าในสมัยนั้น ยังมีพระปรัตเยกพุทธ 500 องค์อยู่ในป่าฤษีปัตนะมฤคทาวะใกล้เมืองพาราณสี พระปรัตเยกพุทธเหล่านั้น ได้ยินเสียงนั้นแล้ว (เสียงเทวดาสั่งให้ทำความสะอาดพื้นที่) ก็เข้าเตโชธาตุสมาบัติแล้ว เหาะขึ้นสูง 7 ชั่วลำตาล แล้วดับขัธปรินิรวาณด้วยเตโชธาตุนั้น ดี เสลด เนื้อ กระดูก เอ็น และเลือดของพระปรัตเยกพุทธทั้งหลาย ที่มีอยู่นั้นทั้งหมด ก็ย่อยยับไปด้วยเตโชธาตุเหลือแต่ศีรษะอันบริศุทธตกอยู่ที่พื้นดิน ที่นี่จึงเรียกว่า ฤษิปัตนะ(ฤษีตก) เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมา จึงเกิดนามเป็นที่รู้กันว่า ฤษิปัตนะ อนึ่งกวางทั้งหลายที่ได้รับอภัยทาน(ห้ามฆ่าหรือห้ามทำร้าย) ก็ได้อาศัยอยู่ในที่นี้คือที่ฤษิปัตนะนี้ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่แห่งที่อยู่ของกวางนั้นจึงมีนามเป็นที่รู้กันว่า มฤคทาวะ(ป่าเป็นที่อยู่ของกวางหรือป่ากวาง)

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตดั่งนี้แล ได้ทรงเลือกมหาวโลกิตะ (ฐานะอันผู้มียศใหญ่ยิ่งเลือก) 4 อย่าง มหาวิโลกิตะ 4 อย่างนั้น เป็นอย่างไร? นั่นคือ เลือกกาล เลือกทวีป เลือกประเทศ เลือกตระกูล

      ดูกนภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไร พระโพธิสัตว์เลือกกาล พระโพธิสัตว์ย่อมไม่ลงสู่ครรภ์พระมารดาในเวลาที่สัตว์ในโลกเริ่มจะเกิดขึ้นในเบื้องต้นกำลังจะเจริญขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ต่อเวลาใดโลกฉลาด ตั้งอยู่ด้วยอาการอันดี รู้จักชาติ รู้จักชรา รู้จักพยาธิ รู้จักมรณะ เวลานั้นแหละ พระโพธิสัตว์จึงจะลงสู่ครรภ์พระมารดา

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไร พระโพธิสัตว์เลือกทวีป พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เกิดในปัจจันตประเทศทั้งหลาย ไม่เกิดในปุรพวิเทหทวีป ไม่เกิดในอปรโคทานียทวีป  ไม่เกิดในอุตรกุรุทวีป เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ย่อมเกิดในชมพูทวีปเท่านั้น

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไรพระโพธิสัตว์เลือกประเทศ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เกิดในปัจจันตชนบททั้งหลายที่หมู่มนุษย์มีตาบอดแต่กำเนิด ประสาทเสื่อม หูหนวกและเป็นใบ้ ไม่สามารถหยั่งรู้สุภาษิตและทุภาษิต เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ย่อมเกิดแต่ในชนบททั้งหลายที่เป็นท่ามกลางเท่านั้น

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีเหตุอะไรพระโพธิสัตว์เลือกตระกูล พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เกิดในตระกูลต่ำ คือตระกูลจัณฑาล ตระกูลช่างสานเสื่อ ตระกูลช่างทำรถ และตระกูลเทดอกไม้ เมื่อเป็นเช่นนั้นละก็ย่อมเกิดใน 2 ตระกูล คือตระกูลพราหมณ์และตะกูลกษัตริย์เท่านั้น  เมื่อใดโลกนับถือพราหมณ์มาก เมื่อนั้นพระโพธิสัตว์ก็เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมือใดโลกนับถือกษัตริย์มาก เมื่อนั้นพระโพธิสัตว์จึงเกิดในตระกูลกษัตริย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ขณะนี้โลกนับถือกษัตริย์มาก พระโพธิสัตว์จึงเกิดในตระกูลกษัตริย์ อาศัยประโยชน์ที่ได้เล็งเห็นนั้น พระโพธิสัตว์ซึ่งประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตจึงเลือกมหาวิโลกิตะ 4 อย่าง

      และครั้นเลือกอย่างนี้แล้ว ก็นิ่งอยู่       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดังนั้นแหละ เทวะบุตรทั้งหลายเหล่านั้นจึงสอบถามเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ขึ้นว่า พระโพธิสัตว์จะตั้งอยู่ในตระกูลประเสริฐไหน ในพระมารดามีสภาพอย่างไร บรรดาพวกเทวะบุตรเหล่านั้น เทวะบุตรพวกหนึ่งพูดขึ้นว่า ตระกูลไวเทหิ ในมคธชนบทเป็นตระกูลมั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย อาหารอุดมสมบูรณ์ นี่แหละสมควรจะเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์นั้น ฝ่ายเทวะบุตรอีกพวกหนึ่งพูดว่า ตระกูลไวเทหิไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะตระกูลไวเทหินั้น มารดาไม่บริศุทธ บิดาไม่บริศุทธ เป็นตระกูลไม่ยืดเยื้อ ไม่มั่นคง มีบุณยน้อย ไม่ได้อภิเษกด้วยบุณยอันไพบูรณ์ เป็นแต่เฉียดประเทศของคนที่มีตระกูลดี ไม่ดาษดาไปด้วยอุทยาน สระ และบ่อน้ำ เหมือนเมืองเล็กๆที่อยู่ชายแดน เพราะฉะนั้น ตระกูลนั้นจึงไม่สมควร

      เทวะบุตรอีกพวกหนึ่งพูดว่า นี่ก็อีก ตระกูลเกาศลมีวาหนะมาก มีบริวารมาก มีทรัพย์มาก ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ ฝ่ายเทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลเกาศลไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า ตระกูลเกาศลนั้น มีช้างก็ตายหมด ไม่บริศุทธทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีแต่คนเลวอาศัย ไม่ใช่ตระกูลรุ่งเรืองไม่มีทรัพย์รัตนะและขุมทรัพย์มากมาย เพราะฉะนั้นตระกูลเกาศล จึงไม่สมควร

      เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลวังศะราชนี้มั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ ฝ่ายเทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลวังศะราชนี้ ได้ไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า ตระกูลวังศะราชนี้ เป็นตระกูลสามัญ ดุร้าย ไม่มีเดชรุ่งเรือง มีข้าศึกกระหนาบอยู่รอบข้าง การกระทำของมารดาบิดาและของตนเองไม่มีเดชอำนาจ พระราชาในตระกูลนั้นถืออุจเฉท คือลัทธิปฏิเสธบุญบาป เพราะเหตุนั้น ตระกูลวังศะราชจึงไม่สมควร

      เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมืองไวศาลีนี้ เป็นมหานครคือเป็นเมืองใหญ่ มั่งคั่งกว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหรอุดมสมบูรณ์ น่ารื่นรมย์คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก ประดับด้วยเรือนยอดพื้นปราสาทอันมีบัลลังก์ประตู ซุ้มประตูมีลวดลาย หน้าต่าง มีลาน สวนดอกไม้และราวไพรออกดอกสะพรั่ง อาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองสวรรค์ เมืองนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมืองนี้ก็ไม่สมควรเพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า พวกเมืองไวศาลี ไม่รู้ลัทธินยายคือวิชาตรรกวิทยาของกันและกันไม่มีประพฤติธรรม ไม่อยู่ในอารักขาของคนชั้นสูง คนชั้นกลาง คนแก่กว่า คนเป็นผู้ใหญ่กว่า สำคัญไปคนเดียวว่า เราเป็นราชา เราเป็นราชา ไม่ยอมเป็นศิษย์ใคร ไม่เข้าหาธรรม เพราะฉะนั้น เมืองไวศาลีจึงไม่สมควร

      เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลปัชโชตนี้มีกำลังมาก มีพาหนะมาก ได้ชัยชนะเหนือหัวของเสนาพระราชาฝ่ายอื่น ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลปัชโชตก็ไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า พวกชัชโชตโหดร้าย กลับกลอก ร้ายกาจ หยาบช้า ทำกาสับปลับ ไม่ชี้กรรม เพราะฉะนั้นตระกูลปัชโชตจึงไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์

      เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมืองมถุรานี้ มั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก เป็นราชธานีของพระเจ้าสุพาหุ ตระกูรกังสะใหญ่ยิ่งกว่าตระกูลศุรเสนะ  ราชธานีนี้แหละควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์ แต่เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ราชธานีนี้ก็ยังไม่สมควร  เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่า พระราชาทัสยุประสูตในวงศ์ตระกูลมิจฉาทิฎฐิ การบังเกิดในตระกูลมิจฉาทิฎฐิไม่สมควรแก่พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย (ปัจฉิมภพ หรืออจริมภพ) เพราะเหตุนั้น ราชธานีมถุรานี้ จึงไม่สมควร

      เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า พระราชาในมหานครหัสตินปุระนี้ประสูติจากตระกูลวงศ์ปาณฑพ เป็นผู้กล้าหาญ มีวีรยะ (ความเพียร) ประกอบด้วยรูปร่างดีงาม บรรดาตระกูลที่ย่ำยีทหารของพระราชาฝ่ายอื่น ก็ได้แก่ตระกูลนี้ จึงสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์  เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า  ตระกูลนั้นก็ไม่สมควร เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่าวงศ์ตระกูลนั้น พวกที่ประสูติแต่ตระกูลปาณฑพ สำส่อนเป็นอย่างยิ่ง พระราชายุธิษฐิระ ว่ากันว่าเป็นบุตรพระยม พระราชาภีมะเสนก็เป็นบุตรพระพาย พระราชาอรชุนก็ว่าเป็นบุตรพระอินทร์ พระนกุลและพระสหเทพก็ว่าเป็นอัศวินบุตรพระอาทิตย์ เพราะเหตุนั้น ตระกูลนั้น จึงไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์

      เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า เมื่อมิถิลานี้เป็นที่รื่นรมย์ยิ่ง เป็นสถานที่สถิตย์แห่งพระจาสุมิตร ราชวงศ์มิถิลา พระราชาองค์นั้นประกอบด้วยพลนิกายยิ่ง คือมีทหารช้าง ทหารม้า ทหารรถ ทหารราบ มาก มีทรัพย์เครื่องอุปกรณ์ คือ เงิน ทอง แก้วมณี แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ สังขศิลา(ไข่มุก) แก้วประพาฬ เหรียญทอง เหรียญเงิน มาก มีกำลังและความแกล้วกล้าเป็นที่ครั่นคร้ามของท้าวพญาสามนตราชทั้งปวง รักในการผูกมิตรและประพฤติธรรม ตระกูลนี้แหละสมควรเป็นที่ตั้งครรภ์แห่งพระโพธิสัตว์  เทวะบุตรพวกอื่นพูดว่า ตระกูลนี้ ไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์แห่งพระโพธิสัตว์ ถึงพระราชาพระองค์นั้นจะมีมิตรดีและประกอบในคุณธรรมอย่างว่านี้  แต่ก็ทรงชราเกินไปไม่สามารถให้เกิดบุตรได้ และทั้งมีบุตรมากเกินไปด้วย เพราะฉะนั้น ตระกูลนั้นจึงไม่สมควรเป็นที่ตั้งครรภ์พระโพธิสัตว์

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์และเทวะบุตรทั้งหลายพิจารณาเลือกราชตระกูลทั้งหลายที่สูงในชนบท 16 แห่ง อันมีอยู่ในชมพูทวีปอย่างนี้ ก็ได้มองเห็นตระกูลทั้งหลายเหล่านั้นประกอบด้วยโทษ

       เมื่อพระโพธิสัตว์และเทวะบุตรเหล่านั้น มีความคิดและมนสิการ คือครุ่นคำนึงอยูในใจ มีเทวะบุตรตนหนึ่งชื่อ ชญานเกตุธวัช เป็นผู้ไม่เปลี่ยนแปลง ทำความเด็ดเดี่ยวเพี่อโพธิญาณในมหายานนี้ เทวะบุตรผู้นั้นจึงกล่าวคำนี้แก่สภาโพธิสัตว์และเทพเป็นจำนวนมากว่า ดูกรท่านผุ้ควรเคารพ เรื่องนี้เราจะต้องเข้าไปถามพระโพธิสัตว์พระองค์นั้นว่า พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายจะเกิดในตระกูลที่ถึงพร้อมด้วยคุณอย่างใด ?  พระโพธิสัตว์และเทวะบุตรทั้งหลาย รับว่า สาธุ (ดีแล้ว) จึงประนมมือเดินเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ถามว่า ข้าแต่สัตบุรุษ พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย จะเกิดในตระกูลรัตนะที่ถึงพร้อมด้วยคุณอย่างใด

       ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้พิจารณาดูคณะพระโพธิสัตว์หมู่ใหญ่และคณะเทวดานั้น แล้วดรัสว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ตระกูลที่ถึงพร้อมด้วยอาการ 64 อย่างเป็นตระกูลที่พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายจะไปบังเกิด อาการ 64อย่างนั้น เป็นอย่างไร นั่นคือเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงดี เป็นตระกูลที่ไม่ต่ำต้อย และไม่เบียดเบียนใคร เป็นตระกูลมีเชื้อชาติเป็นตระกูลมีโคตรนามสกุล เป็นตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยยุคบรรพบุรุษ เป็นตระกูลสมบูรณ์ด้วยยุคบุรุษมีเหล่ากอ เป็นตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยยุคบุรุษมีลักษณะดี เป็นตระกูลสมบูรณ์ด้วยบุรุษเรืองนาม เป็นตระกูลที่มีหญิงมาก มีชายมาก เป็นตระกูลไม่ครั่นคร้าม เป็นตระกูลไม่อนาถา เป็นตระกูลไม่ละโมภ เป็นตระกูลมีศีล เป็นตระกูลมีปัญญา เป็นตระกูลมีอำมาตย์คอยดูแลให้บริโภคทรัพย์สมบัติ เป็นตระกูลที่ตั้งมั่นด้วยศิลปอันไม่เป็นหมัน(มีศิลปไม่ตายด้าน) เป็นตระกูลมีผู้บริโภคทรัพย์สมบัติ และมีมิตรมั่นคง เป็นตระกูลไม่เบียดเบียนสัตว์เดียรัจฉานเป็นตระกูลกตัญญูรู้บุญคุณที่ผู้อื่นมีแก่ตน และกตเวทีรู้ตอบแทนบุญคุณ  เป็นตระกูลไม่มีฉันทาคติ ไม่มีโทษาคติ ไม่มีโมหาคติและไม่มีภยาคติ เป็นตระกูลไม่มีโทษ ไม่กลัว เป็นตระกูลไม่อยู่ด้วยความหลง เป็นตระกูลที่มีอาหารเป็นล่ำเป็นสัน เป็นตระกูลที่ฝังใจในการงาน ฝังใจในการบริจาค และฝังใจในการให้ทานเป็นตระกูลที่เชื่อถือในความพยายาม เป็นตระกูลที่มีความก้าวหน้ามั่นคง เป็นตระกูลที่มีความก้าวหน้าแข็งแรง เป็นตระกูลก้าวหน้าอย่างประเสริฐ เป็นตระกูลบูชาฤษี บุชาเทวดา บูชาเจดีย์ บูชาบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นตระกูลที่ไม่ผูกเวรกับใครเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้ง 10 ทิศ เป็นตระกูลที่มีบริวารมาก เป็นตระกูลที่มีบริวารไม่แตกกัน เป็นตระกูลที่มีอำนาจมาก เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมาก  เป็นตระกูลนับถือมารดา เป็นตระกูลนับถือบิดา เป็นตระกูลนับถือสมณะ เป็นตระกูลนับถือพราหมณ์ เป็นตระกูลมียุ้งฉางคลังเงินคลังข้าวมาก เป็นตระกูลมีเงิน ทอง แก้ว มณี แก้วมุกดา เหรียญเงิน เหรียญทอง และเครื่องอุปกรณ์ในการหาทรัพย์มาก  เป็นตระกูลมีช้าง ม้า อูฐ โค และแพระมาก เป็นตระกูลมีคนใช้หญิงชายและคนงานมาก เป็นตระกูลที่โครข่มขี่ได้ยาก เป็นตระกูลมีความประสงค์สำเร็จทุกประการ เป็นตระกูลจักรพรรดิ เป็นตระกูลสะสมคุณเป็นเครื่องช่วยเหลือกุศลแต่ปางก่อน เป็นตระกูลสืบเนื่องมาแต่ตระกูลพระโพธิสัตว์ เป็นตระกูลไม่มีโทษด้วยชาติหรือลัทธิทั้งปวงในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ สมณะ พราหมณ์ ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ตระกูลประกอบด้วยอาการ 64 อย่างนี้แล พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายจะไม่เกิด

      ดูกรท่านผู้ควรเคารพ พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสูดท้าย ย่อมลงสู่ครรภ์สตรีมีชื่อเสียง มีลักษณะดียิ่งมีการคบหาสมาคมยั่งยืนไม่ขาดวิ่น ถึงพร้อมด้วยชาติ ถึงพร้อมด้วยตระกูล ถึงพร้อมด้วยรูป ถึงพร้อมด้วยนาม(รูปงาม นามเพาะ) ถึงพร้อมด้วยตะโพกมีทรงผึ่งผาย(ตะโพกกว้าง) ยังไม่มีบุตร ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยการบริจาค มีหน้ายิ้มแย้ม ถนัดขวา ฉลาด ได้รับการขัดเกลาไว้เรียบร้อย ใจคอกว้างขวางไม่คับแคบ เป็นพระหูสูตร เป็นบัณฑิต ไม่จองหอง ไม่มีมารยา ไม่โกรธ ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ หนักแน่น ไม่เหลาะแหละเหลวไหล ไม่ปากร้าย ถึงพร้อมด้วยกษานติและเสารัภยะ(อดทนและเสี่ยม) ถึงพร้อมด้วยหรีและอปัตราปย(ความละอายและความเกรงกลัว) มีความกำหนัด ความเกลียดชังและหลงน้อย ปราศจากโทษแห่งสตรี(ไม่นอกใจสามี) อุทิศตนให้แก่สามีคนเดียว(ปรติวรรตา)

       พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย ย่อมลงสู่ครรภ์แห่งสตรีผู้ถึงพร้อมด้วยคุณทุกประการ

       ดูกรท่านผู้ควรนับถิอ พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย ย่อมลงสู่ครรภ์แห่งสตรีผู้ประกอบด้วยลักษณะ 32 อย่าง เหล่านี้แล

       ดูกรท่านผู้ควรนับถิอ นัยว่าพระโพธิสัตว์ไม่ลงสู่ครรภ์มารดาในเดือนข้างแรม หากแต่ว่า พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายลงสู่ครรภ์มารดาผู้งดเว้นอาหารในวันปัณรสีขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์ประกอบด้วยบุษยฤกษ์(ฤกษ์ปุยฝ้ายที่ 8 ราชาฤกษ์)

      ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์และเทวะบุตรทั้งหลายเหล่านั้น ได้ฟังเรื่องตระกูลบริศุทธและมารดาบริศุทธเช่นนี้จากสำนักพระโพธิสัตว์ ต่างก็พากันคิดในใจว่า ตระกูลที่ประกอบด้วยคุณลักษณะล้วนๆอย่างที่ท่านสัตบุรุษผู้นี้ได้ชี้แจง จะเป็นตระกูลไหนหนอ เมื่อตรึกตรองอยู่ ก็นึกขึ้นได้ว่า อ้อ ศากยตระกูลเป็นตระกูลมั่งคั่ง กว้างขวาง ปลอดภัย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ น่ารื่นรมย์ คลาคล่ำไปด้วยคนจำนวนมาก พระราชาทรงพระนามว่าศุทโธทนะ ซึ่งมีพระมารดาและพระบิดา พระชายาบริศุทธ ไม่มึความตรากตรำลำบาก รอบรู้ในอาการของตนเป็นอย่างดี รุ่งเรืองด้วยเดชคือบุณย มีตระกูลสืบเนื่องมาจากตระกูลจักรพรรดิจำนวนมากในตระกูลมหาสมมต(ตระกูลใหญ่ที่ยกย่องกันทั่วไป) มีขุมทรัพย์และรัตนะหาประมาณมิได้ เป็นผู้เล็งเห็นกรรม(เชื่อกรรม) ปราศจากความเห็นลามก เป็นพระราชาเอกในศากยวิษัยทั้งสิ้น เป็นที่บูชานับถือ เป็นที่เลื่อมใสน่าชมของหมู่ชนคือเศรษฐี คฤหบดี และอำมาตย์ทั้งหลาย  น่าเลื่อมใส น่าดู ไม่แก่เกินไป ไม่หนุ่มเกินไป มีรูปร่างงาม ประกอบด้วยคุณทั้งปวง รู้ศิลป รู้กาล รู้ตน รู้ธรรม รู้ความจริงอันถ่องแท้ รู้โลก รู้ลักษณะ เป็นพระราชาตั้งอยู่ในธรรมทรงปกครองสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้ก่อสร้างกุศลมูลไว้โดยธรรม ประทับในมหานครชื่อ กบิลพัสตุ์ ผู้ใดที่เกิดในเมืองกบิลพัสตุ์นั้น ก็มีสภาพอย่างเดียวกัน พระราชาศุทโธทนะ มีพระเทวีทรงพระนามว่า มายา เป็นธิดาแห่งศากยบดี ทรงพระนามว่า สุประพุทธ พระนางเป็นสาวรุ่น ถึงพร้อมด้วยรูปและวัย ยังมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ยังไม่พ้นวัยที่จะมีพระราชโอรสและพระราชธิดา มีรูปร่างงาม น่าชมเหมือนรูปวาด ประดับด้วยเครื่องตกแต่งทั้งปวงแล้วเหมือนเทพธิดา ปราศจากโทษแห่งสตรี(ไม่นอกใจสามี) มีวาจาสัตย์ ไม่พูดกระด้าง ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเหลาะแหละแหลวไหล ไม่มีวาจาเป็นโทษ มีเสียงเหมือนนกดุเหว่า ไม่พูกกลับกลอก พูดอ่อนหวานน่ารัก ปราศจากความโกรธ ความมัวเมา ความถือตัว ความกระด้างและความฉุนเฉียวทั้งปวง ไม่ริษยา พูดเหมาะแห่เวลา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค มีศีล ยินดีเฉพาะในสามี อุทิศตนให้แก่สามีคนเดียว ปราศจากการคิดคำนึงถึงชายอื่น มีพระเศียร พระกรรณ พระนาสิกได้ส่วนรับกัน มีพระเกศาเหมือนแมลงภู่ตัวประเสริฐ มีพระนลาตงาม มีพระโชนงงาม ไม่มีอาการหน้านิ่วคิ้วขมวด มีหน้ายิ้มแย้ม ปราศัยทักทายก่อน มีพระวาจาสุภาพอ่อนหวานถือเอาแต่สิ่งที่เป็นอุดมมงคล ชื่อตรง ไม่คดค้อม ไม่จองหอง ไม่มีมายา ถึงพร้อมด้วยหรี อปัตราปยะ (ความละอายและความกลัว) ไม่เหลาะแหละเหลวไหล หนักแน่น ไม่ปากร้าย ไม่พูดพร่ำเพรื่อ มีความกำหนัดความเกลียดชังและความหลงเบาบาง ถึงพร้อมด้วยกษานติและเสารัภยะ มีความรู้ระวังรักษาพระหัตถ์ พระบาท พระเนตรเป็นอย่างดี มีพระหัตถ์ พระบาทนิ่มและอ่อน มีสัมผัสนุ่มนวลเหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือ มีพระเนตรบริศุทธเหมือนกลีบดอกบัวสาย และบัวเขียวสดๆ มีพระนาสิกโด่งน่ารัก มีอวัยวะประจำอยู่ตามสภาพเป็นอันดี มีอวัยวะน้อยใหญ่ได้ส่วนสัดดีแล้ว ขัดเกลาไว้เรียบร้อยเหมือนคทาซึ่งเป็นอาวุธขององค์อินทร์ มีอวัยวะไม่มีที่ตำหนิ ริมพระโอษฐ์แดงเหมือนลูกตำลึงสุก พระทนต์งาม พระศอเรียว แต่งพระองค์ขึ้น มีพระหทัยดี มีพระเนตรบริศุทธเหมือนดอกมะลิ พระอังสาผึ่ง พระพาหาเรียวงาม พระอุทรนูนเหมือนคันธนู ประปรัศว์ไม่ผิดปรกติ วงพระนาภีลึก พระโสณี(ตะโพก) กลมกว้างเรียบและแน่นหนา มีพระวรกายเสมือนแม้นกับเพชรแท่ง มีต้นพระชงฆ์ (ขาอ่อน) เหมือนงวงช้างชิดกันเสมอ มีลำพระชงฆ์เหมือนแข้งเนื้อทราย มีฝ่าพระหัตถ์ฝ่าพระบาทเหมือนอาบด้วยน้ำครั่ง(แดง) เป็นที่น่ารื่นรมย์แก่นัยน์ตาโลก มีจักษุประสาทว่องไว เป็นที่น่าอิ่มเอิบใจและน่ารักประเสริฐเลิศด้วยรูปของสตรีรัตนะ มีรูปทรงเหมือนแสร้งนิรมิต จึงกำหนดพระนามว่า "มายา" เป็นหญิงเชียวชาญในกลาศาสตร์ (กลาศาสตร์ คือศิลป มี64 อย่าง) ประทับอยู่ท่ามกลางนางสนมกำนัลของพระศุทโธทนะมหาราช ปรากฏเหมือนนางอัปสรในสวนนันทวันพระนางมายานี้แหละสมควรเป็นพระชนนีของพระโพธิสัตว์ ความบริศุทธของตระกูลซึ่งพระโพธิสัตว์อ้างถึงนั้น จะปรากฏได้ก็แต่ในศากยตระกูลเท่านั้น

        มีคำกล่าวไว้ในข้อนี้ว่า

        1 พระโพธิสัตว์ผู้บริศุทธ ผู้สะสมธรรม ประทับบนธรรมมาสน์ในปราสาทอันสูงด้วยธรรม แวดล้อมด้วยเทพยดาผู้มีสภาพธรรมเสมอกันและพระโพธิสัตว์ ผู้มียศใหญ่ยิ่งทั้งหลาย ฯ

        2 เทวดาและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่งอยู่ในปราสาทนั้น คิดว่าตระกูลไหนหนอที่เป็นตระกูลบริศุทธ สมควรที่พระโพธิสัตว์จะไปบังเกิดและมารดาบิดาที่ไหนจะมีภาวะบริศุทธ อันสมควรที่พระโพธิสัตว์จะไปบังเกิด ฯ

        3 เมื่อได้พิจารณาตรวจดูทั่วชมพูทวีปว่า กษัตริย์ราชตระกูลใดเป็นผู้มีใจสูงก็คิดเห็นว่า กษัตริย์ทั้งหมดประกอบด้วยโทษ และเห็นแต่ศากยตระกูลเท่านั้น ที่ปราศจากโทษ ฯ

        4 พระราชาศุทโธทนะ เป็นผู้มีตระกูลสูงในราชตระกูล มีพระวรกายอันบริศุทธ ในวงศ์เจ้าแผ่นดิน เมืองกบิลพัสดุ์ก็มั่งคั่ง กว้างขวาง ไม่วุ่นวาย ประกอบด้วยคนมีความเคารพ และมีสาธุชนตั้งอยู่ในธรรม ฯ

        5 แม้สัตว์ทั้งปวงอื่นๆในเมืองกบิลพัสดุ์ก็งดงาม ประดับด้วยอุทยาน สวนสำราญ และทางเดินเล่น ฯ

        6 คนทั้งปวงประกอบด้วยมหากวี และนักรบ มีช้างแพร่หลาย มีรัตนะ 9 อย่าง ทั้งเรียนจบในวิชาธนูและเพลงอาวุธ แต่มิได้เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อชีวิต(ไม่ฆ่าใคร) ฯ

        7 อัครมเหษีของพระเจ้าศุทโธทนะ ถึงความเป็นผู้เลิศในสตรีนับเป็นพันๆเป็นที่รื่นรมย์ใจ มีรูปร่างเหมือนแสร้งทำ พระนางทรงพระนามว่า มายาเทวี ฯ

        8 พระนางมีรูปงามเหมือนเทพกันยา มีพระวรกายได้ส่วนสัดเป็นอย่างดี มีอวัยวะงามปราศจากมลทิน เทวดาหรือมนุษย์เห็นพระนางแล้วไม่รู้อิ่มเลย ฯ

        9 พระนางนั้น ไม่กำหนัดด้วยราคะ ไม่โกรธด้วยโทษะ สุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน มีพระวาจาชื่อตรงแช่มช้อย ไม่ก้าวร้าวหยาบคาย จับใจมีพระพักตร์อันยิ้มแย้ม ไม่มีพระพักตร์นิ่วคิ้วขมวด ฯ

        10 มีหรี อัตราปยะ ประพฤติธรรม ไม่ถือพระองค์ ไม่กระด้างไม่เหลาะแหละเหลวไหล ไม่ริษยา ไม่ไว้พระองค์(ไม่จองหอง) ไม่มีมายา ยินดีในการบริจาคพร้อมด้วยจิตเมตตา ฯ

        11 ทรงเห็นกรรม(เชื่อกรรม) ปราศจากการประพฤติผิด ตั้งอยู่ในความสัตย์ ระมัดระวังกายใจ ไม่มีกระแสดโทษแห่งสตรีซึ่งมีอยู่มากในแผ่นดิน ฯ

        12 ไม่มีหญิงใด ในมนุษยโลก คนธรรพโลก หรือเทวโลก จะเสมอด้วยพระนางมายา หญิงอื่นที่สมควรเป็นพระมารดาของพระโพธิสัตว์ผู้ฤษี(แสวงธรรม) จะมีแต่ไหน ฯ

        13 พระนางมายานั้น บำเพ็ญบารมีไม่บกพร่องได้เป็นพระมารดาของพระโพธิสัตว์มาแล้วตั้ง 500 ชาติ และพระราชาศุทโธทนะ ก็ได้เป็นบิดามาแล้วในชาตินั้นๆ เพราะฉะนั้น พระนางประกอบด้วยคุณธรรม จึงสมควรเป็นพระมารดา ฯ

        14 พระนางได้รับพร พระราชาสามีทรงอนุญาตแล้ว ให้ประพฤติพรตเหมือนพระดาบส ทรงประพฤติพรตพร้อมด้วยประพฤติธรรม พระองค์จึงประพฤติตลอดเวลา 32 เดือนตามความประสงค์ ฯ

        16 เทวดา อสูร หรือมนุษย์ ก็ตาม ที่อาจจะมองดูพระนางด้วยราคะจิตนั้นไม่มีเลย มีแต่มองดูอย่างเป็นมารดาหรือธิดาไปหมด ต่างก็ประพฤติอิริยาบถเป็นคุณงามความดีอันน่าปรารถนา ฯ

        17 ราชตระกูลอันไพศาล ย่อมเจริญด้วยเหตุแห่งศุภกรรม (กรรมดีงาม) ของพระนางมายาเทวี แม้ประเทศราชก็ไม่กำเริบ เกียรติและยศย่อมเจริญในพระเจ้าแผ่นดิน ฯ

        18 อนึ่ง พระนางมายา เป็นภาชนะที่รองรับอันสมควรฉันใดพระโพธิสัตว์ก็ย่อมเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งฉันนั้น จงเห็นว่า พระนางมายาผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างยิ่งผู้เดียว มีใจกรุณาและเป็นพระมารดาผู้ประเสริฐ ฯ

        19 ในชมพูทวีป ไม่มีหญิงอื่นที่สามารถรองรับพระเจ้าอยู่หัวได้เว้นไว้แต่พระนางมายา ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างยิ่ง มีกำลังถึงหมื่นช้างสาร ฯ

        20 เทวะบุตรและพระโพธิสัตว์ผู้มีใจสูงเหล่านั้น เป็นผู้มีปัญญาอันไพศาล สรรเสริญพระนางมายาฝู้เป็นพระมารดาประกอบด้วยคุณสมบัติว่าเป็นผู้สมควรแก่ผู้ที่จะทำให้ตระกูลศากยชื่นชมยินดี (คือพระโพธิสัตว์) โดยนัยดังพรรณนามานี้แล ฯ

อัธยายที่ 3 ชื่อกุลปริศุทธิปริวรรต ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสูตร  ดังนี้แล ฯ

 

04 แสงสว่างแห่งธรรม

 

อัธยายที่ 04

ธรฺมาโลกมุขปริวรฺตศฺจตุรถะ

ชื่อธรรมาโลกมุขปริวรรต(ว่าด้วยหัวข้อแสงสว่างแห่งธรรม)

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์พิจารณาตระกูลที่จะไปเกิดดั่งนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าสู่มหาวิมานชื่ออุจจธวัช(ปักธงสูง)กว้างและยาว 64 โยชน์ ในที่อยู่สวรรค์ชั้นดุษิตอันเป็นวิมานที่พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแสดงธรรมแก่เทวดาชั้นดุษิตทั้งหลาย ครั้นขึ้นสู่วิมานแล้ว จึงตรัสเรียกเทวะบุตรผู้อยู่ในชั้นดุษิตทั้งปวงว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงประชุมกัน ฟังจรรยานุศาสตร์อันเป็นธรรมานุสติ ชื่อ จุตยาการประโยค (คือ การประกอบด้วยอาการจุติเคลื่อนที่ลงไปบังเกิดในมนุษยโลก) เป็นการฟังธรรมครั้งสุดท้ายจากสำนักพระโพธิสัตว์ นัยว่าเทวะบุตรที่อยู่ในชั้นดุษิตทั้งปวง พร้อมทั้งหมู่นางอัปสร เมื่อได้ฟังคำนี้แล้ว จึงมาประชุมพร้อมปันในวิมานนั้น

       ขณะนั้น โลกธาตุที่มีประมาณกว้างขวางในมหาทวีปทั้ง 4 เป็นเพียงวงที่พระโพธิสัตว์ประทับ มีความงามวิจิต น่าดู ตกแต่งแล้ว งามยิ่งนักแล้ว จนถึงกับเทวดาชั้นกามาพจรและเทวะบุตรชั้นรูปาพจรทั้งปวงเกิดความรู้สึกในวิมานที่อยู่ของตนเป็นป่าช้าไปเสียแล้ว

      ขณะนั้น พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนบัลลังก์ที่ประดับด้วยผลบุณยของตนอำนวยให้บัลลังก์นั้นประกอบด้วยขาเป็นแก้วมณีและรัตนะเป็นอันมาก บุด้วยเครื่องลาดคือดอกไม้เป็นอันมาก หอมฟุ้งไปด้วยไออบเครื่องหอมทิพย์เป็นอันมาก รมควันด้วยกลิ่นจันทน์อันประเสริฐเครื่องลาดมีกลิ่นดอกไม้ทิพย์สีต่างๆเป็นอันมาก แสงสว่างอันรุ่งเรืองด้วยรัศมีตั้งแสนเกิดแต่แก้วมณีเป็นอันมาก คลุมด้วยข่ายแก้วมณีเป็นอันมากบรรลือเสียงตาข่ายลูกพรวนเป็นอันมากที่ถูกลมพัด กึกก้องด้วยการส่งเสียงระฆังแก้วตั้งหลายแสน แจ่มแจ้งด้วยข่ายแก้วตั้งหลายแสน ปกคลุมด้วยกลุ่มรัตนะตั้งหลายแสนห้อยย้อยด้วยผืนผ้าตั้งหลายแสน ประดับด้วยผืนผ้าพวงพู่พวงมาลัยตั้งหลายแสน มีนางอัปสรตั้งหลายแสน ฟ้อนรำขับร้องพรรณนาคุณตั้งหลายแสน คอยระวังรักษาแล้ว มีองค์ศักรตั้งหลายแสนมนัสการแล้ว มีพรหมตั้งหลายแสนนอบน้อมแล้ว  มีพระโพธิสัตว์นับหลายหมื่นแสนโกฏิรักษาแล้ว มีพระพุทธเจ้าหลายหมืนแสนโกฏิในทิศทั้งสิบนำมาแล้ว บัลลังก์นี้ผุดขึ้นด้วยอานิสงส์แห่งบุณยที่ได้บำเพ็ญบารมีเหมื่นแสนโกฏิแห่งกัลปอันนับไม่ถ้วน ดั่งนั้นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแล้วบนบัลลังก์อันประกอบด้วยบุณยอย่างนี้ จึงตรัสเรียกเทพบริษัทหมู่ใหญ่นั้นว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูกายของพระโพธิสัตว์ซึ่งประดับด้วยลักษณะแห่งบุณยตั้ง 100 อย่าง จงพิจารณาดูพระโพธิสัตว์ทั้งหลายในทิศบูรพา ทิกษิณ ปัศจิม อุตตระ เบื้องล่าง เบื้องบน โดยรอบ มีจำนวนประมาณไม่ถ้วน นับไม่ถ้วน คำนวณไม่ถ้วน พระโพธิสัตว์เหล่าใดประทับอยู่ในพิภพชั้นดุษิตอันประเสริฐ พระโพธิสัตว์เหล่านั้นทั้งสิ้น บ่ายหน้าเฉพาะการเกิดครั้งสุดท้าย มีหมู่เทวดาแวดล้อม ประกาศธรรมโลกมุข เป็นเครื่องรื่นเริงแห่งเทวดา อันเป็นลักษณะแห่งการจุติ เทพสภาทั้งปวงได้เห็นพระโพธิสัตว์เหล่านั้นด้วยการอธิษฐาน(ตั้งใจ)ของพระโพธิสัตว์ ครั้นเห็นแล้วได้ประนมกระพุ่มมือนมัสการด้วยเป็ญจางคประดิษฐ์ต่อพระโพธิสัตว์ แล้วต่างก็เปล่งอุทานอย่างนี้ว่า สาธุ กาอธิษฐาน (ตั้งใจ) ของพระโพธิสัตว์นี้เป็นอจินไตย? :ซึ่งเราทั้งหลายก็ได้แต่เพียงมองเห็นเท่านั้นเอง

      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสเรียกเทวะบริษัทหมู่ใหญ่นั้นอีกว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ถ้ากระนั้น ท่านจงฟังธรรมาโลกมุขอันเป็นเครื่องรื่นเริงของเทวดา อันเป็นลักษณะแห่งการจุติ ซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายกล่าวแก่เทวะบุตรเหล่านี้ ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ธรรมาโลกมุขอันพระโพธิสัตว์จำเป็นต้องแสดงในเทวะสภา ณ สมัยกาลจะจุตินั้น มีอยู่ 108 ประการ ธรรมาโลกมุข 108 ประการนั้น คืออะไรบ้าง? ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ศรัทธา อย่างไรเล่าเป็นธรรมาโลกมุข ซึ่งเป็นไปเพื่อจิตใจอันตั้งมั่นไม่ถูกทำลาย ประสาทะ คือความเลื่อมใสเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยังจิตที่ขุ่นมัวให้ผ่องใส ปราโมทยะ คือความยินดีเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อผลสำเร็จ ปรีติ คือความอิ่มใจเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อจิตใจบริศุทธ กายสังวร การสำรวยระวังกายเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อกายสุจริต 3 อย่าง(ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม) วากสังวร การสำรวมระวังวาจาเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเว้นวจีทุจริต 4 อย่าง(ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ) มนะสังวร การสำรวมระวังใจเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อละความโลภอยากได้ ความพยายามปองร้ายมีความเห็นผิด พุทธานุสมฤติ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความบริศุทธในการเห็นพระพุทธเจ้า ธรรมนุสมฤติ เป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อความบริศุทธในการแสดงธรรม สังฆานุสมฤติ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อก้าวไปสู่ความปฏิบัติตามหลักเหตุผลตามแนวตรรกวิธี จาคานุสมฤติ ระลึกถึงการบริจาค เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละทิ้งอุปธิทั้งปวง สีลานุสมฤติ ระลึกถึงศีล เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญความอุตสาหะ เทวตานุสมฤติ ระลึกถึงเทวดา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีใจสูง ไมตรี ความรัก เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อทำให้มีขึ้นซึ่งบุณยกิริยาวัตถุอันเป็นอุปธิทั้งปวง กรุณา ความสงสารเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนกันเป็นอย่างยิ่ง มุทิตา ความพลอยดีใจ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อผลักความริษยาออกไป อุเบกษา ความวางเฉย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเกลียดชังกาม อนิตยปรัตยเวกษะ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อระงับกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ ทุขปรัตยเวกษะ การพิจารณาเห็นความทุกข์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความหวัง อนาตมปรัตยเวกษะ การพิจารณาเห็นความสงบ เป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อความไม่ท้อถอยในการประพฤติสงบระงับ หรีความละอายเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความระงับจิตภายใน อปัตราปยะ ความเกรงกลัว เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความระงับภายนอก สัตยะ ความสัตย์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพูดไม่ผิดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภูตะ ความเป็นจริง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพูดไม่ผิดแก่ตน(ไม่หลอกตัวเอง) ธรรมจรณะ การประพฤติธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อมีธรรมเป็นที่พึ่ง ตริศรณคมนะ การนับถือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อระงับอบายทั้ง3 กฤตัชญตา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่พินาศแห่งกุศลที่ได้ทำไว้แล้ว กฤตเวทิตา เป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อให้ผู้นับถือ อาตมัชญตา ความเป็นผู้รู้ตน เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ยกตน สัตวัชญตา ความเป็นผู้รู้จักสัตว์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเห็นใจสัตว์อื่น ธรรมัชญตา ความเป็นผู้รู้ธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม กาลัชญตา ความเป็นผู้รู้กาล เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ทอดทิ้งให้เสียเวลาเปล่าโดยไม่ทำอะไร นิหตมานตา ความเป็นผู้ไม่ถือตัว เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญความรู้ อัปรติหตจิตตา ความเป็นผู้มีจิตปลอดโปร่ง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่ประพฤติชั่ว อธิมุกติ ความหลุดพ้นไม่ข้องใจในอะไร เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่สงสัยเป็นอย่างยิ่ง อศุภปรัตยเวกษะ  การพิจารณาเป็นอศุภารมณ์คืออารมณ์ไม่งาม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละกามวิตก อัพยาปาทะ ความไม่พยาบาท เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละพยาบาทวิตก อโมหะ ความไม่หลงเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อกำจัดอัญญาณ(ความไม่รู้)ทั้งปวง ธรรมารถิกตา ความเป็นผู้ปรารถนาในธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อประโยชน์เป็นที่พึ่ง ธรรมกามตา ความเป็นผู้ใคร่ในธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่ออาศัยความยึดเหนี่ยวโลก ศรุตปรเยษฏิ การขวนขวายในการเล่าเรียนหรือการสดับฟัง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพิจารณาธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน สัมยักประโยคะ การประกอบตนไว้ในทางที่ชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการปฏิบัติชอบ นามรูปปริชญา  ความรู้กำหนดนามและรูป เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพ้นจากความเกี่ยวข้องทั้งปวง เหตุทฤษฏิสมุทธาตะ การถอนทิฏฐิ(ความเห็น)ในเหตุ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยถดเหนี่ยวความหลุดพ้นด้วยวิชชา อนุนยประติฆปรหาณะ การละความฉุนเฉียวด้วยความประพฤติสุภาพเรียบร้อย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ประพฤติลุ่มๆดอนๆ สกันธเกาศัลยะ ความฉลาดในขันธ์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความรู้ทุกข์ ธาตุสมตา ความเป็นผู้เห็นทุกอย่างสักแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละสมุทัย(เหตุให้เกิดความทุกข์) อายตนาปกรษณะ การรั้งอายตนะภายในและภายนอกให้แยกจากัน เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อมรรคภาวนาคือทำให้มรรคบังเกิดขึ้น อนุตปาทกษานติ การอดกลั้นไม่ให้เกลศเกิดขึ้น เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเห็นแจ้งนิโรธ กายคตนุสมฤติ การระลึกพิจารณาร่างกาย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อกายวิเวก(แยกตัวเองออกจากหมู่คณะ) เวทนาคตานุสมฤติ การระลึกพิจารณาเวทนาคือจิตกำลังรับความรู้สึก เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อระงับอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกทั้งปวง จิตตคตานุสมฤติ การระลึกพิจารณาจิต  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อจะให้พิจารณาจิตว่าเป็นเหมือนมายาคือกลับกลอกหรือเล่นกล ธรรมคตานุสมฤติ การระลึกพิจารณาธรรม(อารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่จิต)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อชญานอันแจ่มใส จัตวาริสัมยักประหาณะ (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน เพียรรักษากุศลนั้นไว้ไม่ให้เสื่อม)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่ออกุศลธรรมทั้งปวง และเพื่อบำเพ็ญกุศลทั้งปวงให้เกิดขึ้นเต็มที่ จัตวารฤทธิปาทะ อิทธิบาท 4 (ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น วิริยะ เพียรพยายามเพื่อให้ได้สิ่งนั้น จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น วิมังสา พิจารณาเหตุผลได้ไม่ได้ในสิ่งนั้น) เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อทำให้กายและจิตเบาลง ศรัทเธนทริยะ มีอินทรีย์คือ ศรัทธา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเอาใจใส่ผู้อื่น (ผู้ที่ตนศรัทธา) วีรเยนทริยะ มีอินทรีย์ คือความเพียร  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อชญานอันเกิดจากความคิดดียิ่ง สมฤตีนทริยะ มีอินทรีย์คือสมฤติ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการงานที่ทำไว้ดีแล้ว สมาธีนทริยะ มีอินทรีย์คือสมาธิ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อจิตหลุดพ้นจากเกลศ ปรัชเญนทริยะ มีอินทรีย์คือ ปรัชญา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อชญานเครื่องพิจารณา ศรัทธาพละ มีพละ(กำลัง)คือศรัทธา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อต่อต้านมารและรี้พลของมาร วีรยพละ มีพละคือ วีรยะ(ความเพียร) เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่เปลี่ยนแปลงกลับกลาย สมฤติพละ มีพละคือสมฤติ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่ลบเลือนสูญหาย สมาธิพละ มีพละคือ สมาธิ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละวิตกทั้งปวง ปรัชญาพละ มีพละคือ ปรัชญา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่หลงมงาย สมฤติสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อรู้ธรรมตามความจริง ธรรมประวิจยสัมโพธยังคะ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญธรรมทั้งปวง วีรยสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความรู้ละเอียดลึกซั้ง ปรีติสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อให้ได้สมาธิ หรือเพื่อปรับปรุงจิตให้เป็นสมาธิ ประศรัพธิสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อหน้าที่อันได้ทำไว้แล้ว สมาธิสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อรู้ระดับอันเสมอกัน(จิตไม่เปลี่ยนอารมณ์หรืออยู่ในอารมณ์เดียว) อุเบกษาสัมโพธยังคะ   เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายต่อการเกิดขึ้นทั้งปวง สัมยัคทฤษฏิ มีความเห็นชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อก้าวลงสู่นยายคือหลักตรรกวิทยาอันว่าด้วยความรู้ตามแนวเหตุผล สัมยักสังกัลปะ ดำริชอบ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละความยึดมั่น ความคิดผิดพลาด ความตัดสินใจผิด สัมยักวาค วาจาชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อรู้มติ(ลักษณะ)แห่งตัวหนังสือ เสียงพูดภาษาความหมาย และเสียงกระแอมไอ ขากเสลดทั้งปวง สัมยักรรมมานตะ การงานชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่มีกรรมและไม่มีผลแห่งกรรม(คือเมื่อไม่ทำก็ไม่มีผล) สัมยักคาชีวะ อาชีพชอบ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการแสวงหาทั้งปวง สัมยักวยายามะ ความพยายามชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อข้ามไปให้ถึงฝั่งโน้น สัมยักสมฤติ สมฤติชอบ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไท้พิจารณาอะไรโดยไม่มีสติ สัมยักสมาธิ สมาธิชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงสมาธิด้วยจิตไม่กำเริบ โพธิจิต คือจิตรู้ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ตัดวงศ์รัตนะทั้ง 3 (รัตนตรัย) อาศยะ คือความมีใจสุง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงพระพุทธ พระธรรมอันใหญ่ยิ่งเป็นต้น ประโยคะ คือการปฏิบัติธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมทั้งปวง ทานปารมิตา คือทานบารมิตา (คุณเครื่องบำเพ็ญคือทาน)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความบริศุทธ แก่งพระวรกายพระพุทธเจ้าอันประกอบด้วยลักษณะและอนุพยัญชนะ(อวัยวะส่วนย่อย)และเพื่อจุดจี้คนตระหนี่ ศีลปารมิตา คือศีลบารมิตา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเว้นอบายทั้งปวงอันไม่มีกำหนดเวลา และจุดจี้คนทุศีลทั้งหลาย กษานติปารมิตา คือกษานติบารมี  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละพยาบาททั้งปวงและโทษะความโกรธ มานะความถือตัว มทะความเมา ทรรปะความกระด้างทั้งหมด และเพื่อจุดจี้คนมีใจพยาบาททั้งหลาย วิรยะปารมิตา คือวีรยะบารมิตา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อให้ข้ามพ้นจากความไม่ยินดีในธรรมที่เป็นกุศลมูล และเพื่อจุดจี้คนเกียจคร้าน ธยานปารมิตา คือธยานบารมิตา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อให้เกิดชญานและอภิชญา และเพื่อจุดจี้คนที่มีใจฟุ้งซ่าน ปรัชญาปารมิตา คือปรัชญาบารมิตา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละทิฐิ ที่ยึดเหนี่ยวความมืดมิด คืออวิทยาและโมหะ และเพื่อจุดจี้คนมีปรัชญาทราม อุปายเกาศละ คือความฉลาดในอุบาย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเห็นอิริยาบถของคนตามที่ได้หลุดพ้นแล้ว และเพื่อไม่กำจัดธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง จัตวาริสังครหวัสตุ คือสังคหวัสดุ 4 (ทาน การให้ ปริยวัทยะ พูดเพาะ อรรถกริยา ประพฤติเป็นประโยชน์ สมานรรถตา เฉลี่ยประโยชน์ให้เท่ากัน) เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อช่วยเหลือคนทั้งหลาย และเพื่อพิจารณาถึงธรรมสมบัติ(การได้รับธรรม) ของผู้ที่บรรลุปรัชญาตรัสรู้ สัตวะปริปาก คือการอบรมบ่มคน เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความสุขของตน และเพื่ออดกลั้นความทุกข์ สัทธรรมปริครหะ   คือการรับพระสัทธรรม  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละเกลศของคน ปุณยสัมภาร คือการเจริญบุณญ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการดำรงชีพของคนทั้งปวง ชญานสัมภาร คือการเจริญชญาน(ความรู้)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญกำลังทั้ง 10 (ทศพลชญาน) ศมถสัมภาร คือการเจริญศมถะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงสมาธิของพระตถาคต วิทรรศนาสัมภาร คือการเจริญวิทรรศนา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงปรัชญาจักษุ ปรติสัมพิทวตาร คือการหยั่งลงสู่ปรัชญาที่รอบรู้  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงธรรมจักษุ ปรติศรณาวตาร คือการหยั่งลงสู่ที่พึ่งโดยเฉพาะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความบริศุทธแห่งพุทธจักษุ ธารณีปรติลัมภ คือการยึดหน่วงมนตร์ธารณี  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความจดจำพุทธภาษิตทั้งปวง ประติภานปรติลัมภ คือการยึดหน่วงปฏิภาณ(เชาวน์)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความยินดีในสุภาษิตของคนทั้งหลาย อานุโลมิกธรรมกษานติ คือความอดทนต่อธรรมโดยอนุโลม  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อดำเนินตามธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง อนุตปัตติกธรรมษานติ คือความอดทนต่อธรรมที่ยังไม่เกิด  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงคำพยากรณ์ อไววรรติกภูมิ คือมีภูมิอันไม่เปลี่ยแปลง  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ภูเมรภูมิสังกรานติชญาน คือชญานผ่านภูมิไปตามลำดับชั้นอภิเษก  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อแสดงการลงมาเกิด การเสด็จออกบรรพชา การประพฤติทุษกรจรรยา การเสด็จเข้าไปสู๋โพธิมณฑล การผจญมาร การตรัสรู้ใต้ร่มโพธิ ดำเนินการธรรมจักร และมหาปรินิรวาณ ดูกรท่านผู้ควรนับถือทั้งหลาย ธรรมาโลกมุข 108 นี้ ซึ่งพระโพธิสัตว์จำเป็นต้องประกาศในเทวสภาในสมัยกาลจะจุติ

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่เท่านั้น นัยว่าเมื่อพระโพธิสัตว์แสดงธรรมาโลกมุขนี้อยู่เทพบุตรทั้งหลาย 84000 ในเทวสภานั้น ได้เกิดความสำนึกในความตรัสรู้ เทพบุตรอีก 32000 ผู้มีบุพกรรมได้ทำมาแล้ว ก็ได้ยึดหน่วงขมักเขม้นในธรรมที่ยังไม่เกิด เทวบุตรอีก 36 พันโกฏิเกิดธรรมจักษุอันบริศุทธปราศจากธุลีไม่มีมลทิน และสวรรค์ชั้นดุษิตทั้งหมดก็ปกคลุมด้วยดอกไม้ทิพย์ประมาณเพียงเข่า

      ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้น เพื่อให้เทวสภาทั้งหลายชื่นชมยินดีมีประมาณมาก ดั่งต่อไปนี้

      1 ในกาลใด พระบุรุษสิงห์ผู้เป็นนายก (ผู้นำ)จุติจากที่ประทับสวรรค์ชั้นดุษิต ตรัสเรียกเทวดาทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงละความประมาทเสียให้หมด ฯ

      2 ท่านผู้มีศรีทั้งหลาย กระบวนการแห่งความยินดีอันเป็นทิพย์ใดๆ ที่ท่านทั้งหลายคิดไว้แล้วด้วยใจ ท่านผู้มีศรีทั้งหลาย จงฟังผลแห่งกรรมนี้ ซึ่งเป็นผลแห่งกรรมดีงามทั้งปวง ฯ

      3 เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีความกตัญญู จงจัดสรรค์ซึ่งการสะสมความดีงามอันไม่เคยมีแก่ท่านทั้งหลายไว้ในที่นี้ จงอย่าไปอบายซึ่งไม่มี ความสุขสบายและไม่ดีอีกเลย ฯ

      4 และธรรมใดที่ท่านเกิดความเคารพ ฟังแล้วในสำนักของเราขอให้ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติธรรมนั้น ก็จะถึงความสุขอันเที่ยงแท้หาที่สุดมิได้ ฯ

      5 สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง กามทั้งหลายไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน ไม่ควรใส่ใจ มันเป็นมายาเหมือนพยับแดด เปรียบเหมือนฟ้าแลบและต่อมน้ำเหลาะแหละเหลวไหล ฯ

      6 ความอิ่มด้วยความยินดีในกามคุณทั้งหลายย่อมไม่มี เหมือนดื่มน้ำเค็ม ปัญญาอันประเสริฐ อยู่เหนือโลก ปราศจากธุลีนั้นอิ่มได้ ฯ

      7 การฟ้อนรำขับลำทำเพลงซึ่งเหมือนลูกคลื่นก็ดี การอยู่ร่วมด้วยนางฟ้าทั้งหลายก็ดี การเสพเมถุน ซึ่งเหมืนความใคร่ในสิ่งซึ่งเป็นธรรมเนียมประเพณีก็ดี ไม่มีความอิ่ม ฯ

      8 สหายก็ดี มิตรก็ดี ญาติพี่น้องก็ดี บริวารก็ดี ที่ได้ทำดีต่อกันไว้ก็ตามไป ไม่ได้ เว้นไว้แต่กรรม จะติดตามไปเบื้องหลังเพราะทำไว้ดีแล้ว ฯ

      9 เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงประกอบด้วยความสามัคคี มีจิตเมตตาซึ่งกันและกัน มีจิตเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ประพฤติสิ่งที่เป็นธรรมประพฤติสุจริต จะได้ไม่เดือดร้อน ฯ

      10 จงระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่ประมาทพึงยินดีในการศึกษาสดับตรับฟังในศีลในทาน ประกอบกับความสุภาพ เรียบร้อยด้วยขันดี ฯ

      11 จงพิจารณาธรรมเหล่านี้ คือทุขะ อนิตยะ อนาตมา ด้วยปัญญาอันละเอียดลึกซึ้ง ธรรมเหล่านี้ประกอบด้วยเหตุและปัจจัย ไม่มีเจ้าของเป็นไปโดยความโง่เขลาเบาปัญญา ฯ

      12 ท่านทั้งหลาย จงดูฤทธิ ความไหวพริบ และคุณคือชญานของข้าพเจ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปเพราะเหตุแห่งกรรมดีงามทั้งปวง เพราะศีล เพราะศรุตะ คือการเล่าเรียนและการสดับฟังทั้งปวง และเพราะอัปรมาทะ คือความไม่ประมาท ฯ

      13 ท่านทั้งหลาย จงศึกษาตามข้าพเจ้าด้วยศีล ศรุตะ อัปรมาทะ ให้ทาน ทมะ คือการฝึกตน และสังยมะ(สังยมะ คือการบังคับกิริยาต่างๆที่อาศัยอิริยาบถเป็นเครื่องนำ คือไม่ใช้อิริยาบถไปในการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช้อริยาบถในการพูดเท็จ ลักทรัพย์ เสพกาม และรับสิ่งของเกินความจำเป็น) ธรรมเหล่านี้ เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นประโยชน์แก่สิ่งที่มีประโยชน์และเป็นประโยชน์แก่มิตร ฯ

      14 เสียงพูดเสียงร้องไม่สามารถจะให้เกิดกุศลธรรมได้ ท่านทั้งหลายจงเริ่มปฏิบัติ พูดอย่างไร จงทำอย่างนั้น ฯ

      15 มันไม่ใช่โอกาสของผู้อื่น แต่มันเป็นโอกาสของตนเอง ท่านทั้งหลายจงพยายามด้วยความขมักเขม้นด้วยตนเองทุกเมื่อเถิด ไม่ใช่ว่าใครทำให้แก่กันได้และเมื่อไม่ทำ ก็ไม่สำเร็จ ฯ

      16 จงระลึกเนืองๆ ถึงทุกข์ในโลกที่ได้รับมาแล้วเป็นเวลานานผู้หยุดแล้ว (ไม่มีตัณหา)และผู้ไม่มีราคะ จะบรรลุได้โดยลำดับ ความผิดจะนำเขาไปไม่ได้ ฯ

      17 เพราะฉะนั้น ท่านได้ขณะอันดี ได้กัลยาณมิตร ได้อยู่ในประเทศอันสมควร ได้ฟังธรรมอันดีแล้ว ก็จงระงับดับเกลศทั้งหลายมีราคะ เป็นต้น ฯ

      18 ท่านทั้งหลาย จงปราศจากมานะ คือความถือตัว มทะ คือความมัวเมา ทรรปะคือความกระด้าง จงเป็นคนดี ซื่อตรง อ่อนโยน ไม่จองหอง มุ่งหน้าแต่จะไปนิพพาน จงประพฤติธรรมเพื่อตรัสรู้มรรค เถิด ฯ

      19 จงกำจัดซึ่งความมืดอันมัวหมอง คือโมหะ เสียให้หมดสิ้นด้วยประทีป คือปัญญา ละจงทำลายซึ่งข่ายคือโทษะพร้อมทั้งความอาฆาตด้วยวัชราวุธ (พระแสงเพชร)ชือชญาน ฯ

      20 ประโยชน์อะไรที่ข้าพเจ้าจะพูดธรรมอันประกอบด้วยประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายให้มากไป ท่านทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในที่นั่น การละเมิดธรรมไม่มีในที่นั้น ฯ

      21 ข้าพเจ้าพึงถึงความตรัสรู้อย่างไร ก็จะโปรยธรรมอันไปถึงอมตะ ท่านจงมีจิตบริศุทธเข้ามาเพื่อฟังธรรมอันประเสริฐอีกเถิด ดั่งนี้แล ฯ

อัธยายที่ 4 ชื่อธรรมาโลกมุขปริวรรต ในคัมภีร์ลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

 

05 การจุติ

 

 

อัธยายที่ 05

 

ปฺรจลปริวรฺตะ ปญฺจมะ

 

ชื่อปรจลปริวรรต (ว่าด้วยการจุติ)

 

      กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้ชี้แจงด้วยธรรมกถานี้ยังที่ประชุมแห่งเทวดาหมู่ใหญ่นั้น ให้เต็มใจรับ ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ให้อดทน แล้วตรัสเรียกที่ประชุมแห่งเทวดาอันควรแก่ความเป็นมงคล ว่า ดูกรท่านผู้ความเคารพ ข้าพเจ้าจะไปสู่ชมพูทวีปละนะ ข้าพเจ้าประพฤติจรรยาของพระโพธิสัตว์องค์ก่อนๆได้เชื้อเชิญสัตว์ทั้งหลายด้วยสังคหะวัตถุ 4 ประการ คือทาน การให้ ปริยะวัทยะ พูดเพราะ อรรถกริยา ทำสิ่งที่มีประโยชน์ สมานอรรถตา มีประโยชน์เสมอกัน ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ความอกตัญญูก็ดี ข้าพเจ้าไม่ตรัสรู้สัมยักสัมโพธิก็ดี นั้นเป็นการไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า

 

      ครั้งนั้น เทวะบุตรทั้งหลายที่อยู่ในชั้นดุษิต ต่างก็ร้องไห้กอดบาทพระโพธิสัตว์ไว้แล้วพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสัตบุรุษ(คนดี) ภพดุษิตนี้แหละ สิ้นท่านเสียแล้ว จะไม่รุ่งเรือง ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสแก่ที่ประชุมเทวดาหมู่ใหญ่นั้นว่า พระไมเตรยะโพธิสัตว์ (พระศรีอารยเมตไตรย) องค์นี้จะแสดงธรรมแก่ท่านทั้งหลาย ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ก็เปลื้องผ้าโพกพระเศียรจากพระเศียรของพระองค์วางไว้บนพระเศียรของพระไมเตรยะโพธิสัตว์แล้วตรัสอย่างนี้ว่า ดูกรสัตบุรุษ ต่อจากลำดับข้าพเจ้า ท่านจะตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ

 

      ครั้นนั้น พระโพธิสัตว์ให้พระไมเตรยะโพธิสัตว์ประทับในภพดุษิต ตรัสเรียกเทพชุมนุมหมู่ใหญ่นั้นอีกว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะลงสู่ครรภ์พระมารดาโดยรูปอย่างไร ในที่ชุมนุมนั้น เทวดาบางพวก ก็ทูลว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพพระองค์เสด็จลงสู่ครรภ์พระมารดาโดยรูปเด็กชาย บ้างก็ว่าโดยรูปอินทร์ บ้างก็ว่าโดยรูปพรหม บ้างก็ว่าโดยรูปมหาราชิกะ บ้างก็ว่าโดยรูปไวศรวณะ บ้างก็ว่าโดยรูปคนธรรพ์  บ้างก็ว่าโดยรูปกินนร บ้างก็ว่าโดยรูปงูใหญ่ บ้างก็ว่าโดยรูปครุฑ ในที่นั้น มีเทวะบุตรผู้หนึ่งเป็นจำพวกรูปพรหม ชื่อ อุครเตชะ ชาติก่อนเป็นฤษีจุติมา เป็นผู้ไม่เปลี่ยนแปลงต่ออนุตตรสัมยักสัมโพธิ ท่านทูลดั่งนี้ว่า รูปที่มาในมนตร์ เทท ศาสตร์ ปาฐะ(บทเรียน)ของพราหมณ์เป็นอย่างไร พระโพธิสัตว์จะลงสู่ครรภ์พระมารดาก็ควรจะเป็นโดยรูปอย่างนั้น แต่รูปอย่างนั้นเป็นเช่นไร? รูปอย่างนั้นเป็นช้างประเสริฐขนาดใหญ่ มี 6 งางามเหมือนตาข่ายทอง ศีรษะย้อมดีแล้ว มีรูปชัดเจนหยดย้อย พระโพธิสัตว์เป็นผู้รู้ชัดในเวทและศาสตร์ของพราหมณ์ ได้พังคำนั้นแล้วก็ยอม และจะต้องเพิ่มลักษณะจากข้อนี้ด้วย เป็นว่าต้องประกอบด้วยลักษณะ 32 ประการ

 

      กระนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตได้พิจารณาดูการที่จะไปบังเกิด จึงเห็นบุพนิมิต 8 อย่าง ในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะดั่งต่อไปนี้ บุพนิมิต 8 อย่างนั้น เป็นอย่างไร นั่นคือ สถานที่นั้นปราศจากหญ้า ตอ หนาม กรวด โคลน เป็นสถานที่สะอาด รดน้ำไว้ดีเล้ว แผ้วกวาดแล้วเป็นอย่างดี ไม่สกปรก ไม่มีผง ฝุ่น ปราศจากเหลือบยุง แมลงวัน บุ้ง งู โรยดอกไม้ เป็นพื้นที่เรียบเหมือนฝ่ามือ พระราชวังตั้งอยู่ในที่นั้น นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อแรก

 

      หมู่นกทั้งหลายที่อยู่ในขุนเขาหิมพานต์ เป็นต้นว่า นกพิลาป นกแขกเต้า นกขุนทอง นกดุเหว่า หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจากพราก นกกุณาล(นกดุเหว่าลาย นกการเวก นกชีวันชีวกะ(นกกระทาดง) ซึ่งมีปีกลายงาม ร้องเพราะจับใจมาก จับอยู่ที่ตำหนักเรือนยอด และปราสาทอันมีบัลลังก์ ประตู ซุ้มประตู หน้าต่าง ในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะต่างมีความร่าเริง เกิดปิติโสมนัส เปล่งเสียงตามชนิดของตนๆนี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 2

 

      ไม้ดอกไม้ผลต่างๆมีในฤดูต่างๆในสวนสำราญอันน่ารื่นรมย์ ในป่าอันน่ารื่นรมย์ ในอุทยานอันน่ารื่นรมย์ ไม้ทั้งหมดเหล่านั้น  มีทั้งดอกบาน ดอกตูม นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 3

 

      สระใหญ่ มีน้ำไว้บริโภค ของพระราชาศุทโธทนะ สระทั้งปวงนั้น ดาษดาไปด้วยบัวหลวง มีใบตั้งหมื่นแสนโกฏิเป็นเอนก แต่ละใบโตเท่าล้อเกวียน นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 4

 

      น้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลกรวดทั้งหลายที่อยู่ในภาชนะ ในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะ บริโภคเท่าไรก็ไม่หมด ปรากฏว่าเต็มอยู่ตามเดิมนี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 5

 

      เครื่องดุริยภัณฑ์ทั้งหลายภายในพระราชวังองค์ใหญ่ ที่เป็นประธานของพระตำหนักทั้งหลายของพระราชาศุทโธนทะ เป็นต้นว่า กล่องใหญ่ กลองเล็ก บัณเฑาะว์ ขลุ่ย พิณใหญ่ ปี่ พิณเล็ก ได้รับการบรรเลงพร้อมเพียงกัน เครื่องทั้งหมดนั้นไม่มีใครกระทบ แต่เปล่งเสียเพราะจับใจออกมาเอง นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 6

 

      ภาชนะแห่งรัตนะทั้งหลาย เป็นต้นว่า ทองคำ เงินตรา แก้วมณี แก้วมุกดา ไพฑูรย์ ศังขศิลา(ไขมุก) แก้วประพาฬทั้งหมดเหล่านั้น เปิดออกเต็มที่ ก็ยังแจ่มใสบริศุทธบริบูรณ์ สุกปลั่ง นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 7

 

      พระราชวัง สว่างรอบด้าน ด้วยแสงสว่างแจ่มใสบริศุทธ ทำให้ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ทรามลง ทำให้กายใจเกิดสั่นสะท้าน นี่เป็นบุพนิมิตข้อ 8

 

      ส่วนพระนางมายา มีพระวรกายสรงสนานทาแป้งหมดจดแล้ว พระพาหาตกแต่งงามด้วยเครื่องอาภรณ์ต่างๆทรงพระภูษาเนื้อนิ่มงาม ได้ปีติปราโมทย์และความเลื่อมใสพร้อมด้วยสตรีประมาณหมื่น แวดล้อมด้วยสตรีจำนวนนั้นนำหน้าเข้าไปสู่สำนักพระราชาศุทโธนทะผู้ประทับอย่างเป็นสุขในปราสาทอันมีการขับร้องฟ้อนรำ ประทับนั่งบนอาสนอันดียิ่ง ประดับด้วยข่ายแก้ว ณ เบื้องขวา มีพระพักตร์อันยิ้ม ไม่หน้านิ่วคิ้วขมวด มีพระพักตร์เบิกบาน ได้ทูลพระราชาศุทโธนทะ ด้วยคำประพันธ์ดังต่อไปนี้

 

      1 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผู้ปกครองแผ่นดิน ขอพระราชทานโอกาสได้โปรดฟังหม่อมฉัน  หม่อมฉันทูลขอพระองค์ ขอพระนฤบดีได้โปรดประทานพร โปรดตั้งพระทัย อย่างที่จะให้หม่อมฉันมีความรื่นเริงใจ พระองค์ทรงฟังคำของหม่อมฉันแล้วจงมีพระทัยเอิบอิ่มเฟื่องฟู ฯ

 

      2 ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันมีจิตเมตตาในโลก จะขอรับปฏิบัติพรตและศีลอันประเสริฐ ขอรักษาอุโบสถมีองค์ 8 เว้นการเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย จะมีภาวะบริศุทธอยู่ทุกเมื่อ หม่อมฉันจะรักสัตว์อื่นเหมือนรักตน ฯ

 

      3 ข้าแต่พระนฤบดี หม่อมฉันมีใจเว้นจากการเป็นโจร เสื่อมคลายจากความเมาและความโลภ ไม่ประพฤติผิดในกามทั้งหมด ตั้งอยู่ในความสัตย์ ไม่พูดส่อเสียด ละเว้นพูดพล่อยๆอันไม่ดีงาม ฯ

 

      4 ละพยาบาท โทษะ โมหะ และความเมาทั้งสิ้น ความโลภมุ่งแต่จะได้ทั้งหลายทั้งปวงก็ปราศจากแล้ว มีความพอใจอยู่แต่ในทรัพย์ของตนหม่อมฉันประพฤติแต่สิ่งที่ชอบ ไม่อยู่โดยการหลอกลวง ไม่มีความริษยา ประพฤติแต่กุศลกรรมบถ 10 ประการ ฯ

 

      5 ข้าแต่พระนรินทร์ ขอพระองค์ได้โปรด อย่าได้มีความปรารถนากามคุณในหม่อมฉันเลย เพื่อที่หม่อมฉันจะได้มีความยินดีในศีล และในการประพฤติพรต และเพื่อที่หม่อมฉันจะได้ระวังรักษาเป็นอย่างดี ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์อย่าได้เป็นผู้ไม่มีบุณยเลย เพื่อที่จะได้ทรงยินดีตามที่หม่อมฉันรักษาศีล บำเพ็ญพรต รักษาอุโบสถ ตลอดกาลนาน ฯ

 

      6 ข้าแต่พระนฤบดี นี่เป็นความพอใจของหม่อมฉัน ขอพระองค์จงรีบเสด็จเข้าไปประทับอยู่บนปราสาทชั้นยอดสุด พระตำหนักที่มีรูปหงส์ ในวันนี้หม่อมฉันจะมีพระสหายเป็นบริวารบันเทิงอยู่ด้วยความสุขทุกเมื่อ ในพระแท่นบรรทมอันอ่อนนุ่ม ที่เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม ฯ

 

      7 ไม่มีกรมวัง ไม่มีเด็กชาย ไม่มีสตรีสามัญ อยู่ต่อหน้าหม่อมฉัน ไม่มีรูปที่ไม่ถูกใจหม่อมฉัน ไม่มีเสียงและกลิ่นที่ไม่ถูกใจ นอกจากจะได้ยินเสียงอันไพเราะเป็นเสียงอ่อนหวานน่ารัก ฯ

 

      8คนเหล่าใดต้องโทษกักขังและถูกจองจำ ขอพระองค์ได้โปรดปล่อยคนเหล่านั้นเสียให้หมด ประทานเงินทองเครื่องแต่งตัวทำให้เขาเป็นคนมีทรัพย์ และทรงประทานเสื้อผ้า ข้าว น้ำ รถใช้สอย ม้า และยวดยานพาหนะ ตลอด 7 คืนนี้ เพื่อความสุขแก่โลก ฯ

 

      9 ขอไม่ให้ มีการทะเลาะวิวาท และไม่พูดจารุนแรงด้วยความโกรธ ขอให้มีจิตเมตตารักใคร่ซึ่งกันและกัน มีจิตสุภาพเรียบร้อยติดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน ในเมืองนี้ ขอให้มีแต่ชายและเด็กชายน่ารัก และเทวดาทั้งหลาย จงถึงความปีติยินดีรื่นเริงเป็นไปด้วยประโยชน์ ฯ

 

      10 ขอไม่ให้มีข้าราชการต้องราชอาญา และไม่ได้รับอาชญาชั่วร้าย ไม่มีการเบียดเบียน และไม่ขู่ตวาดเฆี่ยนตีกัน ขอพระองค์ได้โปรดมีพระทัยผ่องใส มีพระทัยเกื้อกูลและเมตตา ได้โปรดทอดพระเนตรประชุมชนทั้งหมดเหมือนพระโอรสเอก ฯ

 

      11 ฝ่ายพระราชา (ศุทโธทนะ)ทรงสดับคำอันสูงอย่างยิ่งแล้วตรัสว่า ทั้งหมดนี้ จงเป็นไปตามความปรารถนาของเธอ เธอได้ปรารถนาสิ่งต่างๆ ที่คิดไว้ดีแล้วด้วยใจ ถ้าเธอขอร้อง ฉันก็จะให้สิ่งที่เธอเลือกนั้นแก่เธอ ฯ

 

      12 พระเจ้าแผ่นดินองค์ประเสริฐ ทรงบังคับราชบริพารของพระองค์ให้ทำความเจริญในปราสาทชั้นสุดยอดอันประเสริฐ ให้ดาษดาไปด้วยดอกไม้ให้งาม ให้มีกลิ่นธูป และของหอมอันประเสริฐ ประดับด้วยฉัตร ธงปตาก และรเบียบต้นตาล เป็นแถวเป็นแนว ฯ

 

      13 นักรบประมาณสองหมื่น สวนเสื้อเกราะวิจิตรงดงาม ถือลูกศรเหล็ก หลาวศร หอก และมีดดาบ แวดล้อมพระองค์ผู้ทรงราชย์ มีเสียงดนตรีเพราะจับใจ ตั้งอยู่ในความกรุณา ป้องกันรักษาพระเทวีเพื่อไม่ให้หวาดกลัว ฯ

 

      14 ส่วนพระนางเทวี มีสตรีทั้งหลายแวดล้อมเหมือนเทพกันยา(นางฟ้า) มีพระวรกายสรงสนานทาแป้งทรงพระภูษาอันประเสริฐแล้ว ก็เสด็จขึ้นไปประทับเหมือนสะไภ้พระพาย  โดยมีเครื่องดนตรีอันบรรเลงทั้งพันคนมีเสียงเพราะจับใจ ฯ

 

      15 ประทับนั่ง ณ พระแท่นบรรทมอันพึงใจ มีขาทำด้วยแก้วอย่างดีงามวิจิตรบรรจงมีค่ามาก ดังว่าของทิพย์ โรยไว้ด้วยดอกไม้ต่างๆ ทรงสยายพระเกศา ซึ่งปักปิ่นแก้ว ประทับอยู่ที่พระแท่นบรรทม เหมือนนางเทพกันยา อยู่ในสวนมิสกวัน (ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) ฯ

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล องค์มหาราชทั้ง 4 องค์สักกะจอมเทวดา เทวะบุตรในสวรรค์ชั้นสุยาม เทวะบุตรชั้นดุษิต เทวะบุตร ชั้นสุนิรมิต  เทวะบุตรชั้นประนิรมิตวศวรรดี เทพสารถวาหะ เทพมารปุตรพรหม เทพสหัมบดีพรหมผู้สูงส่ง เทพสุพรหมปุโรหิต เทพประภาวยูหะพรหม  เทพอาภัสระพรหม เทพมเหศวร เทพอยู่ในชั้นศุทธาวาส เทพอยู่ในชั้นนิษฐ์ และเทพอยู่ในชั้นอกนิษฐ์เหล่านี้และเทพอื่นๆ จำนวนแสนได้ประชุมกันแล้ว กล่าวแก่กันและกันว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย มันเป็นการไม่สมควร เราจะพึงเป็นผู้อกตัญญู ซึ่งเราทั้งหลายละทิ้งพระโพธิสัตว์ให้ไปผู้เดียวไม่มีเพื่อน ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย บรรดาพวกเรา ใครสามารถติดตามร่วมกันเป็นนิตย์กับพระโพธิสัตว์ตั้งแต่ลงสู่ครรภ์ อยู่ในครรภ์ ประสูติ อยู่ในภูมิเยาว์วัย (เป็นเด็กอ่อน) เล่นหัวกันตอนเป็นเด็ก ดูการฟ้อนรำในพระราชวัง ออกอภิเนษกรมณ์(ออกบวช) ขำเพ็ญทุษกรจรรยาย่างเข้าสู่โพธิมณฑล ผจญมาร ตรัสรู้โพธิญาณ แสดงธรรมจักร จนกระทั่งมหาปรินิรวาณด้วยจิตคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ด้วยจิตสนิทสนม ด้วยจิตรักด้วยจิตไม่ตรี ด้วยจิตสุภาพเรียบร้อย แล้วกล่าวคาถานี้ขึ้นมาในเวลานั้นว่า

 

      16 ใครเล่ามีใจยินดีเป็นนิตย์ สามารถติดตามพระโพธิสัตว์ ผู้มีรูปร่างประเสริฐ ใครมีเดชแห่งบุณย ด้วยยศ ด้วยวาจา ปรารภเพื่อติดตามพระโพธิสัตว์ด้วยตนเอง ฯ

 

      17 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์อยู่เป็นนิตย์ในเทพบุรีของเทวดาด้วยทิพยสุข ด้วยนางอัปสรอันดียิ่ง ด้วยกามคุณ จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ปราศจากมลทิน ฯ

 

      18 และผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์ในป่ามิสกวันอันงาม ในเทพบุรีเป็นแหล่งกำเนิดทิพย์ มีกองดอกไม้เหมือนผงทองคำ จงติดตาม พระโพธิสัตว์ผู้ทรงเดชอันปราศจากมลทิน ฯ 

 

      19 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์ในรถอันวิจิตร หรือในสวนนันทวัน สะพรั่งไปด้วยดอก และใบมณฑารพ พรักพร้อมไปด้วยเทพกันยา จงติดตามพระมหาบุรุษ ฯ

 

      20 ผู้ใด ปรารถนาจะเป็นใหญ่ หรือเป็นอิสระในสวรรค์ชั้นยามาหรือชั้นดุษิต หรือเพื่อให้มีผู้นับถือในโลกทั้งปวง ก็จงติดตาม พระโพธิสัตว์ผู้มียศหาที่สุดมิได้นี้ ฯ

 

      21 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์ในสวรรค์ชั้นนิรมิตหรือในชั้นปรนิรมิตวศวรรดี อันงามด้วยอาการบริโภคกามคุณทั้งปวงด้วยใจ ก็จงติดตามพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงคุณอันเลิศนี้ ฯ

 

      22 ผู้จะเป็นใหญ่ในโลกมาร แต่ไม่ใจร้าย ถึงฝั่งแห่งความเป็นใหญ่ด้วยวิธีการทั้งปวง เป็นเจ้าแห่งกามภพ ถึงฝั่งแห่งความเป็นผู้มีอำนาจจงไปกับพระโพธิสัตว์ผู้กระทำประโยชน์ ฯ

 

      23 อนึ่ง ผู้มีมติ(แนวความคิด)เพื่อจะระงับกามธาตุไปอยู่ในสวรรค์ชั้นพรหม ทรงไว้ซึ่งอำนาจแห่งแสงสว่างมีประมาณ 4 อย่าง (คือ ประกอบด้วยธยาน 4) จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาบุรุษไปในวันนี้ ฯ

 

      24 และผู้ใด มีความคิดที่จะอยู่ในมนุษย์ ปรารถนาในวิษัยพระราชาจักรพรรดิ อันประเสริฐไพบูลย์ จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้ทรงไว้ซึ่งบุณยอันกว้างขวยาง เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ไม่มีภัย ให้ซึ่งความสุข ฯ

 

      25 อนึ่ง ผู้ใดจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นลูกเศรษฐีมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีกองทรัพย์ใหญ่โต มีบริวารมาก ทำลายหมู่ศัตรูได้ ผู้นั้นจงไปกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นผู้กระทำประโยชน์ ฯ

 

      26 ผู้ใคร่จะมีรูปงาม มีโภคสมบัติ และมีความเป็นอิสระ มีชื่อเสียง มียศ มีกำลังมาก มีคุณความดี พูดจามีคนนับถือ มีความเจริญ มีเสียงคนรับฟัง จงไปตามพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นใหญ่กว่าพรหม ผู้มีปัญญาฯ

 

      27 ผู้ใด ปรารถนากามทิพย์ และผู้ใดปรารถนากามของมนุษย์ปรารถนาความสุขทั้งปวงในภพทั้ง 3 ปรารถนาความสูขในธยาน และความสุขในวิเวก ผู้นั้นจงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่ในธรรม ฯ

 

      28 และผู้ใด ปรารถนาจะละราคะ โทษะ และปรารถนาจะละเกลศ มีใจระงับ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้น จงไปตามพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงปราบปรามจิตได้ แล้วโดยเร็ว ฯ

 

      29 ผู้ปรารถนาเพื่อจะเป็น ไศกษะ อไศกษะ และพระปรัตเยกโพธิ และสรวัชญชญาน  บรรลือด้วยทศพลชญาน (ชญาน 10) ดังราชสีห์ จงไปตามพระโพธิสัตว์ ผู้มีพระคุณเหมือนทะเล เป็นผู้รู้ ฯ

 

      30 ผู้คิดจะปิดทางอบาย เปิดทางทั้ง 6 (ปรามิตา6) และถึงอมฤตะ(นิรวาณ) ด้วยการเดินไปในทางทั้ง 8(มรรค8) จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้กระทำที่สุดแห่งทางเดิน ฯ

 

      31 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะบูช่าพระสุคต และพระธรรม ปรารถนาเพื่อถึงซึ่งหมู่แห่งคุณทั้งหลาย ในการเล่าเรียนสดับตรับฟัง และความกรุณาในพระสุคต และพระธรรมเหล่านั้น ผู้นั้น จงไปตามพระโพธิสัตว์นี้ ผู้มีพระคุณดังว่าทะเล ฯ

 

      32 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะปลดเครื่องผูกพันเพื่อสิ้นทุกข์คือชาติ ชรา มรณะ และผู้ใดปรารถนาเพื่อจะประพฤติให้ถึงที่สุดทางดำเนินอันบริศุทธ ผู้นั้น จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ ฯ

 

      33 ผู้ใด ปรารถนาจะเป็นที่ชอบใจ เป็นที่อิ่มใจ เป็นทีรักในโลกทั่วไป เป็นผู้มีลักษณะดี เป็นผู้สะสมคุณอันประเสริฐ และเพื่อจะปลดเปลื้องตนและผู้อื่น ผู้นั้นจงไปติดตามพระโพธิสัตว์ผู้น่ารัก และเป็นผู้รู้ ฯ

 

      34 ผู้ใด ปรารถนา ศีล สมาธิ ปัญญา อันลึกซึ้ง เห็นยาก เข้าถึงยาก ปรารถนาจะเป็นผู้รู้ และเพื่อได้วิมุกติ ผู้นั้นจงไปตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นนายแพทย์โดยเร็ว ฯ

 

      35 ผู้ใด ปรารถนาคุณธรรมอย่างนี้ และอย่างอื่นอีกหลายอย่างเพื่อเข้าถึงความสุข และความหยุด(นิรวาณ) เพื่อความสำเร็จผลในการบำเพ็ญภูมิธรรมทั้งปวง ผู้นั้น จงตามพระโพธิสัตว์ผู้มีสิทธิ (ความสำเร็จผล)และพรต (การปฏิบัติ)ซึ่งเป็นผู้รู้ฯ

 

      นัยว่า เทพยดาทั้งหลายได้ฟังคำนี้แล้ว คือ เทพยดาชั้นจาตุรมหาราช 8 หมื่น 4พัน ชั้นดาวดึงส์แสนหนึ่ง ชั้นยามาแสนหนึ่ง ชั้นดุษิตแสนหนึ่ง ชั้นนิรมาณรตีแสนหนึ่ง ชั้นปรนิรมิตวศวรรดีแสนหนึ่ง ชั้นมารที่ทำบุญแก้ตัวในชาติก่อน หกหมื่น ชั้นพรหม 6หมือน8พัน จนกระทั่งถึงเทพยดาในชั้นอกนิษฐ์อีกหลายแสน จึงได้ประชุมกันขึ้น และเทพยดาอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก มากจาทิศบูรพา ทักษิณ ประจิม อุดร หลายแสน ก็ได้ประชุมกัน เทวะบุตรซึ่งเป็นใหญ่กว่าเทพยดาเหล่านั้น ก็ได้กล่าวกับเทพบริษัทใหญ่นั้น เป็นคำประพันธ์ว่า

 

      36 ข้าแต่ท่านผู้เป็นเทวดาใหญ่ทั้งหลาย ขอเชิญท่านทั้งหลายจงฟังคำนะ ความรู้ในเรื่องกรรมในโลกนี้เป็นความจริงอันถ่องแท้อย่างไรล่ะ เราทั้งหลายจะติดตามพระโพธิสัตว์ ผู้ละกามได้แล้ว ไม่มีความยินดี มีความสุขในธยานอย่างเด่นชัด ผู้เป็นสัตว์บริศุทธที่สุดนี้ ฯ

 

      37 เราทั้งหลาย จะบูชาพระโพธิสัตว์ผู้ย่างพระบาทก้าวลงประทับในพระครรภ์ ผู้มีพระหทัยสูง ผู้สมควรได้รับการบูชา ผู้ใหญ่ยิ่ง ผู้เป็นพระฤษี(ผู้แสวงหาคุณธรรม) ผู้อันบุณยทั้งหลายรักษาดีแล้ว มีผู้อื่นรักษาแล้ว ผู้ซึ่งได้อวตาร(ได้จุติลงมาเกิด) ไม่มีใจประทุษร้าย ฯ

 

      38 เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้มีพระคุณดังทะเล ตรัสพรรณนาคุณทั้งหลายด้วยพระวาจาดังเครื่องสังคึตดนตรีอันบรรเลงแล้วเป็นอย่างดี เราทั้งหลายจะได้ประพฤติตามพระวาจา ซึ่งทำให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายยินดีทั่วกัน และซึ่งจะทำให้คนฟังเกิดมีใจน้อมไปในโพธิอันประเสริฐ ฯ

 

      39 เราทั้งหลาย จะทำเรือนให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน โปรยปรายดอกไม้ไว้ อบควันไม้กฤษณาให้มีกลิ่นหอม ซึ่งเทวดาหรือมนุษย์ดมแล้วจะมีใจปลอดโปร่ง หายไข้ เป็นสุข ไม่มีโรค ฯ

 

      40 ข้าแต่ท่านผู้เป็นดวงจันทร์งามกว่าดวงจันทร์ทั้งหลาย เรามาช่วยกันทำเมืองกบิลพัสตุ์นั้น ให้เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้งามสะพรั่งอยู่ในภาชนะ คือดอกมณฑารพ ดอกปาริชาต เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ผู้เฟื่องฟูด้วยกุศลกรรมในชาติก่อนๆ

 

      41 ตราบใด พระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ ไม่เปื้อนเปรอะด้วยมลทินทั้ง 3 ตราบใดพระโพธิสัตว์ผู้ทำให้ชรา มรณะหมดสิ้นไป ประสูติแล้ว ตราบนั้น เราทั้งหลายจะมีใจผ่องใส จะได้ติดตามพระองค์ไป นี่เป็นความรู้ เราทั้งหลายจะทำการบูชาพระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ ฯ

 

      42 ลาภไพบูลย์ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ได้แล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะเห็นพระองค์ย่างไปด้วยพระชานุ(เข่า) นี้ 7 ย่าง ข้าพเจ้าจำต้องเอาน้ำหอมสรงพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธยิ่ง ซึ่งองค์อินทร์และมือพรหมประคองอยู่ ฯ

 

      43 ตราบใด พระโพธิสัตว์ยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก ประทับอยู่ในหมู่นางกำนัล ถูกกามเกลศทำร้าย ตราบนั้น พระโพธิสัตว์ละราชสมบัติทั้งหมดเสด็จออกบรรพชาตราบนั้น เราทั้งหลายจะมีใจผ่องใส จะได้ติดตามพระองค์ไป ฯ

 

      44 ตราบใด พระโพธิสัตว์ถือหญ้าเข้าไปยังลานแผ่นดิน และตราบใด พระโพธิสัตว์สัมผัสโพธิ(ตรัสรู้) กำจัดมารได้แล้ว พรหมจำนวนหมื่น อาราธนาให้แสดงธรรมจักร ตราบนั้น เราทั้งหลายจะทำการบูชาอย่างกว้างขวางแก่พระสุคต ฯ

 

      45 ตราบใด พระโพธิสัตว์เสด็จไปทรงกระทำพุทธกิจในโลกมนุษย์ทรงแนะนำสัตว์ทั้งหลายนับตั้งหมื่นโกฏิในอมฤตธรรม เสด็จสู่ทรงนิรวาณ อันมีภาวะเย็น ตราบนั้น เราทั้งปวงจะไม่ยอมละพระฤษีผู้มีพระทัยโอบอ้อมอารี ฯ

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล นางเทพกันยาทั้งหลาย ผู้เป็นใหญ่ในกามธาตุ แลดูรูปโฉมที่ปรากฏของพระโพธิสัตว์แล้ว เกิดปริวิตกขึ้นว่า นางสาวเช่นไรหนอ จะทรงไว้ซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์บรุศุทธประเสริฐยิ่ง นางเทพกันยาเหล่านั้น ก็เกิดความอัศจรรย์ใจกันขึ้น ต่างก็ถือดอกไม้ ธูป เทียน ของหอมพวงมาลัย เครื่องชโลมทา ผงจันทน์ ผ้าอันดียิ่ง เป็นผู้ได้อัตภาพสำเร็จด้วยใจทิพย์ ดำรงอยู่ในฐานะตามวิบาก(ผล)แห่งบุณย แล้วก็หายตัวไปจากเมืองสวรรค์ในขณะนั้น นุ่งผ้าห้อยชายประดับด้วยรัศมีรุ่งเรืองงามบริศุทธิ มีลำแขนประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ทิพย์ พากันไปในพื้นอากาศชี้นิ้วไปทางพระนางมายาผู้ประทับอยู่บนพระแท่นบรรทม ในมหาปราสาทของนฤบดีผู้ทรงคุณธรรมอันเป็นพระตำหนักของพระราชาศุทโธทนะ ซึ่งประดับด้วยอุทยานนับแสนในมหานครกบิลพัสตุ์เหมือนเมืองสวรรค์ แล้วพูดกันเองด้วยคำพระพันธ์เหล่านี้ว่า

 

      46 นางอัปสรทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในเมืองสวรรค์แลดูรูปพระโพธิสัตว์อันรื่นรมย์ใจแล้ว เกิดความคิดนี้ขึ้นในครั้งนั้นว่า สตรีที่จะเป็นมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ เป็นหญิงเช่นไรหนอ ฯ

 

      47 และนางอัปสรทั้งหลายเหล่านั้น มือถือดอกไม้เกิดความสงสัยเข้าไปสู่พระราชวังของพระเจ้าอยู่หัว ถือดอกไม้และเครื่องชโลมทา ไหว้ด้วยกระพุ่มมือทั้ง 10 นิ้ว ฯ

 

      48 นางอัปสรเหล่านั้น นุ่งผ้าห้อยชาย มีรูปงาม ไหว้แล้วชี้นิ้วมือขวาไปยังพระนางมายาผู้ประทับอยู่ ณ พระแท่นบรรทม พลางกล่าวว่าดีแล้ว เธอทั้งหลายจงพิจารณารูปร่างของสตรีมนุษย์ฯ

 

      49 เราทั้งหลายในที่นี้คิดทะนงตน และพวกอื่นก็คิดทะนงตนเหมือนกันว่า นางอัปสรมีรูปร่างงามเป็นที่รื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อพิจารณาดูพระเทวีแห่งพระเจ้าแผ่นดินนี้ จะเห็นร่างกายทิพย์ด้วยไป ฯ

 

      50 อนึ่ง มารดาของบุคคลผู้ประเสริฐยิ่งนี้ ประกอบด้วยคุณสมบัติเหมือนางรติเทวี (เทวีแห่งความรัก ชายาของกามเทพ) และเป็นเหมือนแก้วมณีรองรับภาชนะทองคำ และเป็นเหมือนพระเทวีผู้รับสนองพระเป็นเจ้าทั้ง 3 (พระสรัสวดี พระอุมา พระลักษมี) ฯ

 

      51 จงดูอวัยวะตั้งแต่พระหัตถ์ พระบาท จนถึงพระเศียร เป็นที่รื่นรมย์ใจเกิดกว่าอวัยวะทิพย์ ดูไม่อิ่ม มีแต่จะทำให้จิตใจยินดีขึ้นอีกด้วย ฯ

 

      52 พระพักตร์อันประเสริฐของพระนาง แจ่มจำรัสเหมือนดวงจันทร์ในอากาศ ทั้งรัศมีพระวรกายก็โชติช่วง เหมือนดวงอาทิตย์อันสุกสว่าง และเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน และรัศมีแห่งพระวรกายนั้นซ่านออกจากอัตภาพ ฯ

 

      53 และพระฉวีผิดพรรณของพระเทวีก็เปล่งปลั่งเหมือนทอง และเงินเนื้อบริศุทธิ์ พระนางมีมวยพระเกศาเหมือสีแมลงภู่ตัวประเสริฐ พระเกศาบนพระเศียรของพระนางอ่อนละมุนระเหยหอม ฯ

 

      54 และพระเนตรทั้ง 2 ของพระนางเหมือนกลีบบัวหลวง พระทนต์บริศุทธเหมือนดวงดาวในท้องฟ้า พระอุทรไม่ใหญ่ โค้งเหมือนคันธนู พระปรัศว์(สีข้าง)หนา พระมังสานูนเต็มไม่เห็นรอยข้อต่อ ฯ

 

      55 ต้นพระชงฆ์(ขาอ่อน) พระชงฆ์และพระเพลาของพระนางเรียวงามเป็นลำดับเหมือนงวงช้าง ฝ่าพระหัตถ์ และฝ่าพระบาทเรียบเสมอ ย้อมไว้งามดี พระรูป พระโฉมนี้ ไม่ต่างกับนางเทพกันยา ฯ

 

      56 นางอัปสรทั้งหลาย พิจารณาดูพระเทวีมากอย่างดั่งนี้แล้ว ได้โปรยดอกไม้ ทำประทักษิณ(เดินเวียนรอบขวา) พระนางผู้น่ารักนัก ผู้มียศผู้จะเป็นพระมารดาของพระชินเจ้า แล้วจึงกลับไปยังเทพบุรีในขณะนั้นอีก ฯ

 

      57 ขณะนั้น ท้าวโลกบาลทั้ง 4 ผู้อยู่ในทิศทั้ง 4 คณะเทวดาคือองค์อินทร์เทพอยู่ในชั้นสุยาม และเทพอยู่ในชั้นปรนิรมิต กุมภัณฑ์ รากษส อสูร นาค และกินนรทั้งหลายได้กล่าวว่า ฯ

 

      58 ท่านทั้งหลายจงไปก่อน ไปทำการรักษาคุ้มครองพระโพธิสัตว์ผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลาย ผู้เป็นบุรุษประเสริฐ อย่าทำใจประทุษร้ายในโลกและอย่าทำการเบียดเบียนมนุษย์ทั้งหลาย ฯ

 

      59 พระนางมายาเทวีประทับอยู่ในพระตำหนักอันประเสริฐองค์ใด ท่านทั้งหลายทั้งปวงพ้อมทั้งบริษัท จงพร้อมเพรียงกันไปยืนอยู่บนท้องฟ้าตรงพระตำหนักนั้น มือถือดาบ ธนู ลูกศร หอก และพระขรรค์ คอยดูแลไว้ ฯ

 

      60เทวะบุตรทั้งหลาย ทราบเวลาที่พระโพธิสัตว์จุติแล้ว มีใจรื่นริงยินดี ได้พากันไปยังที่ประทับของพระนางมายา ต่างก็ถือดอกไม้ และเครื่องชโลมทา กราบไหว้ ด้วยกระพุ่มมือทั้ง 10 นิ้ว ฯ

 

      61 ทูล(พระโพธิสัตว์)ว่า จุติเถิด จุติเถิด พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ วันนี้ถึงเวลาของพระองค์แล้ว พระองค์ผู้มีพระวาจาเหมือนสีหนาท พระองค์จงเกิดความกรุณาปรานีในโลกทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออัญเชิญพระองค์ เพราะเหตุแห่งธรรมทาน ฯ

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ในกาลสมัย พระโพธิสัตว์จะจุติ มีพระโพธิสัตว์ในสวรรค์ชั้นดุษิตติดอยู่อีกชาติเดียว ทั้งหมดมีจำนวนมากหลายแสนองค์ อยู่ในทิศบุรพาดได้เข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์เพื่อบูชา เช่นเดียวกัน ในทิศทั้ง 10 แต่ละทิศมีพระโพธิสัตว์อยูในสวรรค์ชั้นดุษิต ติออยู่ชาติเดียว ทั้งหมดจำนวนมากหลายแสนองค์ ก็เข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์เพื่อบูชา เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกากับนางอัปสร 8ล้าน 4แสน ได้บรรเลงดนตรีขับร้องฟ้อนรำเข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์เพื่อบูชา

 

      ขณะนั้นแล พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนบัลลังก์ศรีครรภ์ ในมหากูฎาคารเรือนยอดใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นด้วยบุณยทั้งมวลเป็นที่สำหรับชี้แจงแก่เทวดาและนาคทั้งปวงกาบพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย มีเทวดา นาค ยักษ์ หมื่นแสนโกฏิ แวดล้อมพระองค์นำหน้าเสด็จเคลื่อน(จุติ)จากสวรรค์ชั้นดุษิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์เคลื่อน(จุติ)แสงสว่างเช่นนั้น ก็ได้เปล่งออกจากพระวรกาย ซึ่งทำให้โลกธาตอันกว้างใหญ่ไพศาลคือมนุษย์โลกและเทวโลกแจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างเกิดกว่าแสงสว่างทิพย์ที่เคยส่องสว่างอย่างมโหฬารมาแล้วแม้โลกันตร์โลกอันเป็นโลกทุกข์ ได้รับความทุกข์เบียดเบียนแล้ว มืดมิดด้วยอันธการ(ความมืด) ถึงดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากก็ปานนั้น มีอานุภาพมากก็ปานนั้น มีอิทธิพลมากก็ปานนั้น ก็ยังทำโลกันตร์โลกนั้นให้สว่างด้วยแสงสว่างให้มีสีด้วยสี ให้มีเดช(อำนาจ)ด้วยเดช ให้อบอุ่น ให้รุ่งเริงไม่ได้ สัตว์ที่เกิดในโลกันตร์โลกนั้น แม้แต่แขนของตนที่เหยียดออกไปก็มองไม่เห็น แม้กระนั้น ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เคลื่อน(จุติ)นั้น ได้ปรากฏแสงสว่างมโหฬารส่องไปยังโลกันตร์โลกนั้นได้ถึงกับทำให้สัตว์ซึ่งเกิดในที่นั้น ประจักษ์แจ้งขึ้นด้วยแสงสว่างนั้นได้ ต่างก็เห็นกันอย่างถนัดชัดเจน จำกันได้ ต่างก็พูดออกมาอย่างนี้ว่า ดูกรพรรคพวก จะมีสัตว์อื่นมาเกิดที่นี่ไหม จะมีไหม พรรคพวก

 

      อนึ่ง โลกธาตุ คือโลกมนุษยโลกและเทวโลกนี้ ได้มีมหานิมิต 18  อาการ 6มหานิมิต 18 นั้นคือ อกัมปัต สั่น ปรากัมปัต สั่นทั่ว สัมปรากัมปัต สั่นพร้อม อเวธัต ไหว ปราเวธัต ไหวทั่ว สัมปราเวธัต ไหวพร้อม อจลัต กระเทือน ปราจลัต กระเทือนทั่ว สัมปราจลัต กระเทือนพร้อม อักษุภยัต  ปั่นป่วน ปรากษุภยัต ปั่นป่วนทั่ว สัมปรากษุภยัต  ปั่นป่วนพร้อม อรณัต ดัง ปรารณัต ดังทั่ว สัมปรารณัต ดังพร้อม อครชัต คำรณ ปราครชัต คำรณทั่ว สัมปราครชัต คำรณพร้อม ยุบตอนสุด พองตอนกลาง ยุบตอนกลาง พองตอนสุด ยุบทิศตะวันออก พองทิศตะวันตก ยุบทิศตะวันตก พองทิศตะวันออก ยุบทิศใต้ พองทิศเหนือ ยุบทิศเหนือ พองทิศใต้ ในเวลานั้นได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี เสียงแสดงความเลื่อมใส เสียงแสดงความเอาใจใส่ เสียงแสดงความสุข เสียงแสดงการตื่นเต้น เสียงไม่สาดเสียเทเสีย เสียงไม่ระคายหู เสียงไม่ทำให้สะดุ้งกลัว การเบียดเบียนกันก็ดี ความสะดุ้งตกใจก็ดี ความกลัวก็ดี ความครั่นคร้ามก็ดี ไม่มีแก่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งในขณะนั้นเลย รัศมีของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ก็ดี รัศมีของพรหมณ์อินทร์และโลกาบาลทั้งหลาย ไม่ปรากฏในขณะนั้นอีกเลย สัตว์ที่เกิดในนรก กำเนิดเดียรัจฉาน ยมโลกทั้งปวง ได้ปราศจากทุกข์ ในขณะนั้น ต่างก็เพียบพร้อมด้วยความสุขทั่วหน้า ความกำหนัด ความเกลียด ความหลง ความริษยา ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความโกรธ ความพยาบาท ความเดือดเนื้อร้อนใจ มิได้เบียดเบียนสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งเลย ในขณะนั้นสัตว์ทั้งปวง มีจิตเมตตารักใคร่ มีจิตมุ่งประโยชนต่อกัน เข้าใจอยู่แต่ว่าเป็นมารดาบิดาของกันและกันดนตรีตั้งหมื่นแสนโกฏิทั้งเป็นของเทวดาและของมนุษย์ ไม่มีใครไปกระทบ ก็ดังขึ้นเองไพเราะจับใจ เทวดาตั้งหมื่นแสนโกฏิ ก็ช่วยกันนำมหาวิมานนั้นโดยจับด้วยมือ แบกด้วยบ่า และทูนด้วยศีรษะ นางอัปสรตั้งแสน ก็บรรเลงเครื่องสังคีตของตนๆไปยืนอยู่ข้างหน้าข้างหลังทั้งซ้ายทั้งขวา ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระโพธิสัตว์ คลอกับเสียงดนตรี ว่า

 

      62 บูชาอันไพบูลย์ ได้มีขึ้นในวันนี้แก่พระองค์ผู้สะลมศุภกรรมไว้ในปางก่อน ผู้สร้างกุศลมากเป็นเวลานาน ผู้ชำระนัยแห่งสัตยธรรมให้บริศุทธสะอาด ฯ

 

      63 พระองค์ ได้ให้บุตรธิดาที่รักเป็นทานมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ดอกไม้ทิพย์จึงโปรยปรายลงมาด้วยผลแห่งการบำเพ็ญทานนั้น ฯ

 

      64 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ พระองค์ได้ชั่งเนื้อของตนให้เป็นทาน เพราะเหตุแลกกันเนื้อนกที่พระองค์รัก จึงทำให้เปรตได้ข้าวน้ำในโลกเปรต ฯ

 

      65 พระองค์ได้ประพฤติพรต คือรักษาศีลไม่ขาดวิ่นมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้รักษาศีลนั้น จึงทำให้อบายทั้งหลายอันไม่มีเวลาสิ้นสุด สะอาดขึ้นมา ฯ

 

      66 พระองค์เจริญกษานติธรรม เพื่อเหตุแห่งความตรัสรู้มาหลายโกฏิปัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญกษานตินั้น จึงทำให้เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายมีจิตเมตตากัน ฯ

 

      67 พระองค์เจริญวีรยะ(ความเพียร) สูงสุดไม่ย่อท้อมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญวีรยะนั้น จึงทำให้พระวรกายสง่างามเหมือนภูเขาเมรุ ฯ

 

      68 พระองค์เจริญธยาน เพราะจะกำจัดเกลศมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญธยานนั้น จึงทำให้เกลศไม่เบียดเบียนชาวโลก ฯ

 

      69 พระองค์เจริญปรัชญาเป็นเครื่องตัดเกลศมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญปรัชญานั้น จึงมีแสงสว่างรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง ฯ

 

      70 ข้าพเจ้า นอบน้อมพระองค์ผู้มีพระเมตตาห่อหุ้ม ผู้ฆ่าเกลศ ผู้มีน้ำพระหทัยสูงาด้วยความกรุณาต่อสรรพสัตว์ ผู้ถึงความบันเทิง ผู้ใหญ่ยิ่ง ผู้มีอุเบกขา ผู้เป็นพรหม ผู้เป็นพระสุคต(ผู้เสด็จดีแล้ว) ฯ

 

      71 ข้าพเจ้า นอบน้อมพระองค์ผู้เป็นพระมุนี ผู้มีปรัชญาสว่างเหมือนอุกลาบาตที่ตกจากฟ้า ผู้มีเดชสูง  ผู้ชำระโทสะและโมหะอันบดบังสิ่งทั้งปวงให้สะอาดบริศุทธ ผู้มีจักษุ ผู้เป็นนายกแห่งมนุษยโลก ผู้ชี้ทาง ฯ

 

      72 ข้าพเจ้า นอบน้อมพระองค์ผู้ฉลาดในฤทธิบาทและในอภิชญาอันประเสริฐ ผู้เห็นความจริง ผู้มีประโยชน์อันใหญ่ยิ่ง ผู้ยังคนอื่นให้ศึกษา ผู้ข้ามด้วยพระองค์เองได้แล้ว และยังผู้อื่นให้ข้ามได้ด้วย ผู้เป็นปราชญื ผู้เป็นพระสุคต ฯ

 

      73 พระองค์เป็นผู้ฉลาดในอุบายทั้งปวงและในอภิชญาอันประเสริฐ ทรงเห็นการจุติคือ สิ่งที่จุติแล้ว และยังไม่จุติ พระองค์เป็นอยู่ในภพที่ประกอบด้วยโลกธรรม แต่ไม่เปรอะเปื้อนเพราะโลกธรรมอย่างใดเลยๆ

 

      74 เขาได้เห็น ได้ยิน ก็เป็นลาภอย่างยิ่งของเขาอย่างอจินไตย(อย่างคิดไม่ถึง) แล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงการที่เขาได้สดับธรรมนอกเหนือไปกว่านั้น พระองค์ทำให้เขามีศรัทธา มีปีติอันไพบูลย์ ฯ

 

      75 พิภพดุษิตเรื่อยเฉื่อยไปหมดทุกอย่างพอพระองค์มาอุบัติในบุรีชมพูทวีป ก็จะทำให้สัตว์มีชีวิตหมื่นโกฏิ ตรัสรู้ ตื่นจากเกลศอย่างอจินไตย ฯ

 

      76 เมื่ออันมั่งคั่งกว้างขวาง ไม่มีใครรุกราน จะถึงซึ่งความคลาคล่ำไปด้วยเทวดาหมื่นโกฏิในครั้งนั้น ในพระราชวังจะได้ยินแต่เสียงนางอัปสรบรรเลงดนตรีไพเราะ ฯ

 

      77 พระนางเพียบพร้อมไปด้วยบุณย และอำนาจด้วยกรรมดีงามเป็นศรี ประกอบด้วยรูปร่างงามอย่างยิ่ง ซึ่งมีพระราชบุตรองค์นี้เป็นผู้มั่งคั่งรุ่งเริงด้วยสิริในโลกทั้งสาม ฯ

 

      78 คอนอยู่ในเมืองประเสริฐ (กบิลพัสดุ์) จะไม่มีความโลภ ความโกรธทะเลาะวิวาทกันอีกเลย ทั้งหมดจะมีเมตตาจิต พร้อมด้วยความเคารพ จะจำเริญด้วยเดชของพระโพธิสัตว์ผู้เป็นคนประเสริฐ ฯ

 

      79 ราชวงศ์ของพระเจ้าแผ่นดินอันเกิดแต่ราชตระกูลจักรพรรดิ์จะเจริญขึ้นเมืองจะได้รับการเรียกชื่อว่ากบิล จะมั่งคั่งเด็มไปด้วยคลังแห่งรัตนะ ฯ

 

      80 หมู่ยักษ์ รากษส กุมภัณฑ์ คุยหกะ เทพ ทานพ พร้อมทั้งหมู่อินทร์ทั้งหลาย ซึ่งอยู่ระหว่างรักษาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นคนประเสริฐ จะถึงซึ่งโมกษะ(ความรอดพ้น) โดยไม่ช้า ฯ

 

      81 เราทั้งหลาย ประกอบด้วยความรักและเคารพ สรรเสริญ พระโพธิสัตว์ผู้สะสมบุณยกุศล ผู้เป็นนายก ขอให้เปลี่ยนมาเป็นผู้ตรัสรู้จงทั้งหมด เหมือนพระองค์ผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลายโดยเร็ว เทอญ ฯ

 

อัธยายที่ 5 ชื่อปรจลปริวรรต (ว่าด้วยการจุติ)ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

06 สู่พระครรภ์

 

 

อัธยายที่ 6

 

ครฺภาวกฺรานฺติปริวรฺตะ ษษฺฐ

 

ชื่อ ครรภาวักรานติปริวรรต (ว่าด้วยการลงสู่พระครรภ์)

 

       กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นฤดูน้ำค้างผ่านไปแล้ว เป็นเดือนวิศาขะ(เดือน6) ประกอบด้วยดาววิศาขะ เป็นกาลสมัยวสันต์(*) ซึ่งเป็นฤดูประเสริฐ ต้นไม้ผลิใบอันประเสริฐ ออกดอกบานประเสริฐยิ่งนัก ไม่หนาว ไม่ร้อน ไม่มีฝุ่นมืดมัว มีหญ้าสดอ่อนนุ่มประจำอยู่เป็นอันดี พระโพธิสัตว์ผู้ประเสริฐในภพทั้ง 3 ผู้ที่โลกบูชาทรงพิจารณาดูแล้วจึงจุติจากสวรรค์ชั้นดุษิต โดยประกอบด้วยปุษยฤกษ์ (ฤกษ์ที่ 8) ราชาฤกษ์) สู่พระครรภ์พระมารดาผู้รักษาศีลอุโบสถในวันเพ็ญ 15 ค่ำ ตามสมัยฤดูกาล ทรงมีสมฤติสัมปรชานะ เป็นเหมือนช้างเผือกมี 6งา เศียรเหมือนหัวอินทรโคปกา (**) มีไพรงาเป็นสีทอง มีอวัยวะใหญ่น้อยครบทุกอย่าง มีอินทรีย์(***) ไม่บกพร่อง ลงสู่พระครรภ์พระมารดาเบื้องขวา ครั้นลงสู่พระครรภ์แล้ว ก็ประทับอยู่เบื้องขวา ไม่ประอยู่เบื้องซ้ายเด็ดขาด พระนางมายาเทวีบรรทมหลับสบาย ได้ทรงพระสุบินนี้ว่า

 

*     วสันต์ คือฤดูใบไม้ผลิ นับแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 4ถึงวันกลางเดือน 6 ตามคตินิยมของอินเดีย

 

**   อินทรโคปกา แปลว่าแมลงทับ หัวสีแดง เหมือนรัศมีทอง

 

*** อินทรีย์มี 2 ชนิด คือ 1ชญาเนนทรีย์ ได้แก่อินทรีย์รับรู้ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย  2 กรรเมนทรีย์ได้แก่อินทรีย์ทำงาน คือ มือ เท้า ปาก ท้อง คุญหฐาน

 

      1 ช้างตระกูลสูง สีเหมือนหิมะหรือเงินยวง มี 6 งา เท้างาม งวงงาม ศีรษะแดงงาม ได้เข้ามาสู่พระอุทร ช้างนั้นเดินงาม มีข้อต่อ ตามร่างกายมั่นคงเหมือนเพชร ฯ

 

      2 ความสุขของเราเช่นนี้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้รับเลย เป็นความสุขกายสบายจิตเหมือนตั้งอยู่ในธยาน ฯ

 

      ครั้งนั้นแล พระมายาเทวี ทรงเครื่องประดับและทรงพระภูษาหลวมๆ มีกายและจิตสุขสบายร่าเริง ได้รับปรีดาปราโมทย์และผ่องใส เสด็จลุกจากพื้นพระแท่นบรรทมอันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่นารี เสด็จนำหน้าย่างลงจากชั้นยอดปราสาท อันประเสริฐ เสด็จไปสู่สวนอโศก ครั้นประทับนั่งอย่างเป็นสุขในสวนอโศกแล้ว ทรงส่งพนักงานสื่อข่าวไปยังพระราชาศุทโธทนะว่า ขอพระราชาผู้ประเสริฐได้โปรดเสด็จมาพระเทวีใคร่จะเฝ้า

 

       ครั้งนั้น พระราชาศุทโธทนะทรงสดับคำแล้ว มีพระทัยยินดี จนเนื้อเต้น เสด็จลุกจากอาสนอันเจริญ มีอมาตย์หมู่สมันตราชพระญาติวงศ์แวดล้ม เสด็จเข้าไปยังสวนอโสก และครั้นแล้วไม่อาจเสด็จเข้าไปในสวนอโศกได้ ทรงรู้สึกว่าพระองค์ดูจะหนักเกินไป ได้แต่ประทับอยู่ที่ประตูสวนอโศก ทรงคิดอยู่สักครู่หนึ่ง จึงได้ตรัสเป็นคำประพันธ์ในเวลานั้นว่า

 

      3 เมื่อเราเผชิญหน้านักรบในสมรภูมิ ไม่รู้สึกว่าร่างกายจะสู้หนัก เช่นวันนี้ วันนี้เราไม่สามารถจะเข้าไปสู่เรือนตระกูลของตน ร่างกายของเราวันนี้เป็นอย่างไร เราจะถามใคร? ดังนี้ ฯ

 

      4 พระโพธิสัตว์ผู้มีใจสูง ประกอบด้วยคุณธรรมคือพรตและตบะผู้ควรบูชาในโลกทั้ง 3 ได้ซึ่งพระไมตรีและพระกรุณา ทรงอภิเษกแล้วด้วยบุณยและชญานเป็นเจ้าคนจุติ(เคลื่อน) ในเมืองดุษิต มาเกิดในพระครรภ์พระมายา เป็นพระโอรสของพระองค์

 

      5 ครั้งนั้น พระนฤบดีประนมพระหัตถ์ทั้ง 10นิ้ว ผงกพระเศียรของพระองค์เสด็จเข้าไป ประกอบด้วยพระกิริยาอาการอันสุภาพ ทรงพิจารณาเห็นพระนางมายาว่า ยังมีมานะและไว้พระองค์อยู่ จึงตรัสว่า บอกมาเถิด ฉันจะทำตาม เธอต้องการอะไร จะใช้อะไรบอกมา ฯ

 

พระนางเทวีทูลตอบว่า

 

      6 ช้างประเสริฐ สีเหมือนหิมะหรือเงินยวงยิ่งกว่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เท้างาม ได้สัดได้ส่วนเป็นอันดี มี 6 งา มีใจสูง  มีข้อต่อมั่นคงเหมือนเพชร รูปงาม เข้ามาในท้องหม่อมฉัน ขอพระองค์จงสดับเหตุของช่างนั้น ฯ

 

      7  หม่อมฉันเห็นโลกมนุษย์สว่างไม่มืดมัว  เทพยดาตั้งหมื่นพร้อมทั้งยาน พากันสรรเสริญ ความโกรธ ความเคือง และความหลงทั้งหมด ไม่มีแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันเกิดมีความพร้อมเพรียงด้วยความสุขอย่างคนเข้าธยาน มีจิตใจสงบ ฯ

 

      8 หม่อมฉันขอประทานโอกาส ขอพระนฤบดีได้โปรดพาพราหมณ์มาที่นี่โดยเร็ว  ซึ่งเป็นผู้ทำนายฝันตามคัมภีร์พระเวท  และรู้วิธีในบ้านเรือนทั้งหลาย ให้พยากรณ์(ทำนาย) ฝันของหม่อมฉันให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ความฝันของหม่อมฉันนี้ จะเป็นอย่างไร จะดีหรือจะร้ายแก่ตระกูล ฯ

 

      9 พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังคำนี้แล้ว ทรงนำพราหมณ์ผู้รู้พระเวทและอ่านตำรามากมาในขณะนั้น พระนางมายา ประทับอยู่เบื้องหน้า(พราหมณ์เหล่านั้น) ได้ตรัสกับพราหมณ์ทั้งหลายว่า  ฉันฝันไปในวันนี้ ท่านทั้งหลายจงสดับเหตุแห่งความฝันนั้น ฯ

 

      10 ช้างประเสริฐสีเหมือนหิมะหรือเงินยวงยิ่งกว่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ เท้างาม ได้สัดได้ส่วน มี6งา มีใจสูง มีข้อต่อมั่นคง เหมือนเพชร รูปงาม เข้ามาในท้องฉัน ท่านจงฟังเหตุของช้างนั้นฯ

 

      11 พราหมณ์ทั้งหลายได้ฟังคำนี้แล้ว จึงทูลอย่างนี้ว่า ขอพระนางจงมีปีติไพบูลย์ คิดเสียเถิดว่า ความร้ายไม่มีแก่ตระกูล พระนางจะเกิดโอรส มีอวัยวะประด้บด้วยลักษณะดี มีตระกูลสูง เป็นราชตระกูล เป็นจักรพรรดิ์ มีพระหทัยสูง ฯ

 

      12 พระโอรสนั้น จะละบ้านเมือง ละราชสมบัติที่เป็นกาม และละเหย้าเรือน มุ่งต่อบรรพชา จะเป็นพระพุทธช่วยเหลือโลกทั้งปวง พระองค์จะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาทาน ในโลกทั้งสาม และจะยังโลกทั้งปวงให้อิ่มด้วยอมฤตรส อันประเสริฐ ฯ

 

      13 พราหมณ์ทั้งหลาย ได้ทูลคำพยากรณ์อย่างสุภาพแล้วบริโภคอาหารของพระเจ้าแผ่นดิน และรับเครื่องนุ่งห่มทั้งหลาย ครั้นแล้วก็กลับไป ฯ

 

      กระนั้นแล ดูกระภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระราชาศุทโธทนะ ได้ทรงฟังจากพราหมณ์ทั้งหลายผู้รู้ลักษณะและนิมิต ผู้ศึกษาเล่าเรียนเรื่องฝันมาแล้ว มีพระทัยร่าเริงยินดี จึงประทานเลี้ยงพราหมณ์เหล่านั้นด้วยของเคี้ยวของบริโภคอันอร่อย และอนุญาตให้พราหมณ์ออกปากขอพระราชทานได้ ประทานเครื่องนุ่งห่มเสร็จ จึงอนุญาตให้พราหมณ์กลับได้  ในเวลานั้นพระองค์โปรดให้สิ่งของเป็นทาน ที่ประตูเมืองทั้ง 4 และที่ทาง 4 แพร่งในเมืองทั่วไป ในมหานครกบิลพัสด์ ผู้ต้องการอาหารให้อาหาร ผู้ต้องการเครื่องดื่มให้เครื่องดื่ม ผู้ต้องการผ้าให้ผ้า  ผู้ต้องการยานพาหนะให้ยานพาหนะ และให้ของหอม พวงมาลัย เครื่องชโลมทา เครื่องนอน ที่อยู่อาศัย จนกระทั่งผู้ต้องการเครื่องประกอบอาชีพก็ให้เครื่องประกอบอาชีพ เพื่อกระการบูชาพระโพธิสัตว์

 

      ครั้งนั้นแล ดูกระภิกษุทั้งหลาย พระราชาศุทโธทนะทรงปริวิตกขึ้นว่า มายาเทวีอยู่ในตำหนักไหนจึงจะอยุ่เป็นสุข ไม่ลำบาก ขณะนั้น มหาราชทั้ง 4 ได้เข้ามาหาพระราชาศุทโธทนะ ทูลอย่างนี้ว่า

 

      14 ข้าแต่พระนฤบดี พระองค์จงมีความขวนขวายน้อย อยู่เฉยๆจะได้เป็นสุข ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้แหละ จะสร้างตำหนักให้พระโพธิสัตว์เอง ฯ

 

      ครั้งนั้นแล องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย ได้เข้าไปหาพระราชาศุทโธทนะ ทูลอย่างนี้ว่า

 

      15 วิมานของโลกบาลทั้ง 4 เลวไป วิมานขั้นดาวดึงส์ดีที่สุด ข้าพเจ้าจะให้ตำหนักเสมอด้วยเวชยันต์แก่พระโพธิสัตว์ ฯ

 

      ครั้งนั้นแล เทวบุตรสุยาม เข้าไปหาพระราชาศุทโธทนะ ทูลอย่างนี้ว่า

 

      16 องค์ศักรตั้งโกฏิ เห็นที่อยู่ของข้าพเจ้าแล้ว แปลกใจ ข้าพเจ้าจะให้ที่อยู่ชั้นสุยาม แก่พระโพธิสัตว์ผู้มีสิริ ฯ

 

      ครั้งนั้นแล เทวบุตรดุษิต เข้าไปหาพระราชาศุทโธทนะ ทูลอย่างนี้ว่า

 

      17 เทพผู้มียศใหญ่ อยู่ในวิมานใดมาก่อน ข้าพเจ้าจะให้วิมานนั้นอันเป็นที่รื่นรมย์ แก่พระโพธิสัตว์ ฯ

 

      ครั้งนั้นแล เทวบุตรสุนิรมิต (นิรมาณรดี) เข้าไปหาพระราชาศุทโธทนะ ทูลอย่างนี้ว่า

 

      18 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะน้อมนำเรือนแก้วอันสำเร็จด้วยใจมาให้ เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ผู้มีสิริ ฯ

 

      ครั้งนั้นแล เทวบุตรปรนิรมิตวศวรรดี เข้าไปหาพระราชาศุทโธทนะ ทูลอย่างนี้ว่า

 

      19 วิมานทั้งหลาย ดำรงอยู่ในกามธาตุ ถึงจะงามสักเพียงไร เมื่อมาเทียบกับวิมานของข้าพเจ้า ก็หมดสง่า ฯ

 

      20 ข้าพเจ้าจะให้วิมานแก้วอันงามนั้น แก่พระองค์ผู้มีสิริ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะนำวิมานนั้นมา เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ ฯ

 

      21 ข้าพเจ้าน้อมนำมาซึ่งวิมาน อันดาษดาไปด้วยดอกไม้ทิพย์อบด้วยกลิ่นหอมทิพย์ ซึ่พระเทวีจะได้ประทับ ฯ

 

      ครั้งนั้นแล  ดูกระภิกษุทั้งหลาย เทพยดาในสวรรค์ชั้นกามาพจรผู้เป็นใหญ่ทั้งปวง ก็ได้เนรมิตเรือนตามสวรรค์ชั้นของตนๆ ในมหานครกบิลพัสดุ์ เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ แม้พระราชาศุทโธทนะ ก็ให้สร้างเรือนดีกว่าเรือนมนุษย์ แต่ไม่ดีถึงวิมานทิพย์ พระบรมโพธิสัตว์ ทรงแสดงให้พระนางมายาเทวี ปรากฏพระองค์อยู่ในเรือนนั้นๆ ทั้งหมดด้วยอานุภาพแห่งมหาวยูหสมาธิ (*) พระโพธิสัตว์เข้าสู่พระครรภ์แล้วก็นั่งขัดสมาธิเบื้องขวาในพระครรภ์พระมายาเทวี เทพยดาผู้เป็นใหญ่ทั้งหมดแต่ละตนก็เข้าใจอย่างนี้ว่า พระมารดาของพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในเรือนของเราไม่ใช่เรือนของผู้อื่นในที่นี้มีกล่าวไว้ว่า

 

* สมาธิที่เพ่งต่อวิมานเป็นอารมณ์

 

      22 พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในสมาธิด้วยมหาวยูหสมาธิ อันเป็นอจินไตย (คิดไม่ถึง) ทรงเนรมิตแล้วซึ่งรูปเนรมิต ให้อยู่ครบทุกเรือนตามความประสงค์ของเทพยดาทั้งหลาย และให้ครบตามปรารถนาของพระเจ้าแผ่นดินด้วย ฯ

 

      ครั้งนั้น พระอานนท์ผู้มีอายุ ได้ทูลพระผู้มีภคภโดยอานุภาพของพระพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ เป็นการอัศจรรย์ที่พระตถาคตได้ตรัสไว้ว่า มาตุคาม(ผู้หญิง) น่าเกลียด คือข้อที่พระผู้มีภคะผู้สูงกว่าชาวโลกทั้งปวง เป็นพระโพธิสัตว์มาก่อนแล้ว จุติจากหมู่เทวดาชั้นดุษิต ลงมาสู่พระครรภ์เบื้องขวาของพระมารดา(อันมีกลิ่นเหม็น) ในที่อยู่ของมนุษย์ ข้าแต่พระผู้มีภคะ ข้าพระองค์ไม่อาจกราบทูลอย่างที่พระองค์เคยพยากรณ์ไว้ พระผู้มีภคะตรัสว่า ดูกรอานนท์ เธอปรารถนาจะห็นวิมานแก้วอันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์ คือเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์เมื่ออยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาหรือ พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ  นี่ถึงเวลาแล้ว ข้าแต่พระสุคต นี่ถึงเวลาแล้ว ที่พระตถาคตจะทรงแสดงเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์นั้นอันจะทำให้ข้าพระองค์ได้เห็นแล้วรู้สึกอิ่มใจ

 

      ครั้งนั้นแล ทรงกระทำนิมิตอันเป็นเหตุให้สหาบดีพรหมกับพรหม 68 แสน อันตรธานจากพรหมโลกลงมาปรากฏเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีภคะ สหาบดีพรหมอภิวาทพระบาทพระผู้มีภคะด้วยศีรษะแล้ว ทำประทักษิณเวียนขวา 3 รอบ ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วปประนมกรถวายนมัสการพระผู้มีภคะ ในขณะนั้นแล พระผู้มีภคะทรงทราบแล้ว จึงตรัสเรียกสหาบดีพรหมว่า ดูกรพรหมท่ารับเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์สำหรับใช้ 10 เดือนไว้หรือ ซึ่งเป็นเครื่องอาศัยของตถาคตผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาแล้วเมื่ออยู่ในพระครรภ์พระมารดา พรหมทูลว่าใช่แล้ว พระผู้มีภคะ ใช่แล้ว พระสุคต  พระผู้มีภคะตรัสว่า ดูกรพรหม เดี๋ยวนี้ เครื่องอาศัยนั้นอยุ่ที่ไหน? ขี้ให้ดูทีหรือ? พรหมทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ เครื่องอาศัยนั้นเดี๋ยวนี้อยู่ในพรหมโลก พระผู้มีภคะตรัสว่า ดูกรพรหม ถ้ากระนั้น ท่านจงชี้ให้ดู ซึ่งเครื่องอาศัยขอพระโพธิสัตว์สำหรับใช้ 10 เดือน คนทั้งหลายเขาจะได้รู้ว่า เครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์ทำดีเพียงใด

 

      ครั้งนั้นแล สหาบดีพรหม จึงพูดกับพรหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงคอยอยู่ก่อนจนกว่าเราจะนำวิมานแก้วอันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์มา

 

      ครั้งนั้นแล สหาบดีพรหมน้อมเศียรอภิวาทพระบาทพระผู้มีภคะ แล้วจึงหายตัวไปต่อพระพักดร์พระผู้มีภคะ ไปประดิษฐานอยู่ในพรหมโลกในขณะนั้น

 

      ครั้งนั้นแล สหาบดีพรหมได้กล่าวคำนี้กับสุพรหมเทวบุตรว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ไปเถิดท่าน จงร้องประกาศให้ได้ยินตั้งแต่พรหมโลกนี้จนถึงพิภพดาวดึงส์ว่า เราทั้งหลายจะนำวิมานแก้ว เครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์ไปสู่สำนักพระตถาคต ใครใคร่เห็นก็จงรีบมา

 

      ครั้งนั้นแล สหาบดีพรหมพร้อมด้วยเทวดา 84 หมื่นแสนโกฏิ ช่วยกันประคองวิมานแก้ว เครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์ ประดิษฐานในพรหมวิมานสูง 300 โยชน์ มีเทวดาตั้งหลายหมื่นแสนโกฏิแวดล้อมโดยรอบแล้วนำลงมายังชมพูทวีป

 

      ก็ในสมัยนั้นแล เทวดาชั้นกามาพจร ทั้งหลายได้ประชุมใหญ่เพื่อจะไปในสำนักพระผู้มีภคะ และนัยว่าวิมานแก้วซึ่งเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์นั้นได้ถูกตกแต่งงดงามด้วยผ้าทิพย์ พวงมาลัยทิพย์ ของหอมทิพย์ ดอกไม้ทิพย์ เครื่องประโคมทิพย์ เครื่องใช้สอยทิพย์ มีเทวดาที่ขึ้นชื่อลือนามแวดล้อม องค์อินทร์ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายยืนอยู่ขนเขาสุเมรุ เอาใบตาลและร่มป้องหน้าแต่ไกลที่เดียว ทอดสายตาไปไกลอย่างเห็นหัวไรๆ หรือเพ่งด้วยการกระพริบตาถี่ๆ ก็ไม่สามารถเพื่อจะเห็นได้ เพราะอะไรจึงไม่เห็น เพราะเทวดาที่ขึ้นชื่อลือนาม และพรหมทั้งหลายคือเทวดาพวกอื่น เทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นยามา ชั้นดุษิต ชั้นนิรมาณรดี ชั้นปรนิรมิตวศวรรดี ก็ไม่สามารถเพื่อจะเห็นได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย เทวดาทั้งหลายเหล่านั้นแล ต่างก็งวยงงหลงไหลกันไปหมด

 

      ครั้งนั้นแล พระผู้มีภคะจึงบันดาลให้เสียงกึกก้องกังวาลแห่งเครื่องรปะโคมทิพย์นั้นหายไป นั่นเป็นเพราะเหตุใด เพราะเหตุว่ามนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งหลายจะพากันเป็นบ้าพร้อมกัน เพราะได้ยินเสียงนั้น

 

      ครั้งนั้นแล มหาราชทั้ง 4เข้าไปหาองค์ศักร ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายทูลกว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นวิมานแก้ว อันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์ องค์ศักรจึงพูดกับเทวดาทั้ง 4นั้นว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร แม้ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เห็น ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย แต่ว่าเราจะคอยดูเมื่อเข้าไปใกล้พระผู้มีภคะ มหาราชทั้ง 4 นั้นจึงทูลว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย ถ้ากระนั้น ท่านจงทำอย่างที่จะให้เห็นเร็วๆเข้าเถิด องค์ศักรพูดว่า คอยสักครู่เถิด ท่านผู้ควรเคารพ ชั่แต่ให้เทวบุตรทั้งหลายหลั่งไหลกันเข้าไปชื่นชมพระผู้มีภคะก่อน ดังนั้น มหาราชทั้ง 4 จึงพากันไปยืนอยู่ที่หนึ่ง ดูพระผู้มีภคะด้วยอาการสอดส่ายศีรษะ

 

      ครั้งนั้นแล สหาบดีพรหมกับเทวดา 84 หมื่นแสนโกฏิ ประคองวิมานแก้วอันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์นั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีภคะ นัยว่า วิมานแก้วอันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์นั้น งาม น่าเลื่อมใส น่าดู เป็นรูป 4 เหลี่ยม 4 มุม และเบื้องบนประดับด้วยเรือนยอด มีขนาดอย่างนี้คือ สุงเท่าเด็กเกิดได้ 6 เดือน ท่ามกลางเรือนยอดนั้นตั้งบังลังก์ไว้ มีแผ่นฝากว้างยาวเท่าเด็กเกิดได้ 6 เดือน นัยว่า วิมานแก้วกลางอันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์นั้น มีสีและทรวดทรงอย่างนี้ ซึ่งหาเหมือนไม่ได้ในโลกใดๆ ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก โดยทรวดทรงหรือสี นัยว่า แม้เทวดาทั้งหลายเห็นวิมานแก้วนั้นแล้ว ก็พากันอัศจรรย์ใจ นัยน์ตาพร่า และวิมานแก้วนั้นเมื่อสหาบดีพรหมนำเข้าไปสู่สำนักพระตถาคต ก็สว่างแผดแสงรุ่งเรืองอย่างยิ่งเหมือนทองซึ่งช่างทองผู้ฉลาดไล่มลทินซ้ำๆ ซากๆ จนเสร็จเรียบร้อยปราศจากฝ้าสาแหรกเรือนยอดนั้น รุ่งเรืองแล้ว (ในสมัยนั้น)อย่างนี้ นัยว่า บัลลังก์ที่ประดิษฐานไว้ในวิมานแก้ว อันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์นั้น หาเหมือนไม่ได้ในโลก ทั้งเทวโลก โดยสีและทรวดทรง เว้นแต่ปล้องพระศอขอพระโพธิสัตว์ เครื่องนุ่งห่มที่มหาพรหมใช้นุ่งห่มมา ก็ไม่รุ่งเรืองเมื่ออยู่ต่อหน้าบัลลังก์ของพระโพธิสัตว์นั้น กลายเป็นกระดำกระด่างไป เหมือนตากลมตากฝน  นัยว่าเรือนยอดนั้นล้วนแล้วด้วยแก่นจันทน์อุรศสาร(ไม่จันทน์ชนิดหนึ่ง)ซึ่งควรค่าเท่าแผ่นิดนทองแผ่นหนึ่ง ได้แก่โลกธาตุตั้งพันโลกธาตุ เรือนยอดนั้นฉาบทาด้วยแก่นจันทร์อุรคสารชนิดนั้นโดยรอบ เรือนยอดองค์ที่ 2 ซึ่งอยู่ภายในเรือนยอดองค์แรกนั้น แต่ไม่ติดต่อเนื่องถึงกัน ก็ทำเช่นเดียวกัน คือฉาบทาด้วยแก่นจันทน์อุรคสาร แม้เรือนยอดองค์ที่ 3 ซึ่งอยู่ภายในเรือนยอดองค์ที่ 2 แต่ ไม่ติดต่อเนื่องถึงกัน ก็ทำเช่นเดียวกัน ส่วนบัลลังก์นั้นตั้งอยู่ในเรือนยอดองค์ที่ 3 ซึ่งล้วนแล้วด้วยของหอม ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยการฉาบทาแก่นจันทน์อุรคสาร  นัยว่าสีของแก่นจันทน์อุรคสารนั้นเป็นอย่างนี้คือ เป็นสีแก้วไพฑูรย์เขียวซึ่งเป็นแก้วตระกูลสูง ดอกไม้ที่เหนือกว่าดอกไม้ทิพย์ใดๆเท่าที่มีอยู่รอบๆเบื้องบนเรือนยอดซึ่งมีกลิ่นหอมนั้น นัยว่ามีมากด้วยผลแห่งกุศลมูลในปางก่อนของพระโพธิสัตว์เกิดขึ้นในเรือนยอดนั้น วิมานแก้วอันเป็นเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์มั่นคง แข็งแรงไม่แตกหักอุปมาเหมือนเพชร สัมผัสนุ่มนวลเหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือ วิมานในพิภพของเทวดาทั้งหลายชั้นกามาพจร ไม่ว่าชั้นไหน ย่อมปรากฏอยู่ในวิมานแก้วเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์นั้น

 

      และพระโพธิสัตว์เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดาในยามราตรี ดอกบัวใหญ่ขนาด 68 แสนโยชน์ จดตั้งแต่พื้นน้ำใต้บาดาลชำแรกแผ่นดินใหญ่ขึ้นมาจนถึงพรหมโลกก็ได้ปรากฏขึ้นภายใต้ราตรีนั้น แต่ไม่มีใครเห็น นอกจากพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกหัดคนพระผู้สูงสุดกว่าคน กับมหาพรหม 10 แสน โอชะก็ดี ฟองมันก็ดี รสก็ดี บรรดาที่มีอยู่ในโลกธาตุ คือมนุษยโลก  และเทวโลกนี้ ล้วนแต่มีหยาดโอชะอยู่ในดอกบัวใหญ่นั้น

 

      มหาพรหมจึงใส่หยาดโอชะนั้นลงในภาชนะแก้วไพฑูรย์งาม น้อมเข้าไปถวายพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทรงรับของนั้นบริโภคเพื่ออนุเคราะห์มหาพรหม ไม่มีใครในจำพวกสัตวนิกายที่จะบริโภคหยาดโอชะนั้นให้ย่อยง่ายเป็นอย่างดี เว้นแต่พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในชาติสุดท้าย บำเพ็ญโพธิสัตว์ภูมิทุกอย่างมาแล้ว หยาดโอชะนั้นปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ด้วยผลแห่งกรรมอะไร? นัยว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ประพฤติโพธิสัตวจรรยาในปางก่อนตลอดกาลนาน ได้ให้ยาแก่ผู้ป่วยไข้ทั้งหลาย ได้ทำให้ผู้มีความปรารถนาได้รับผลเต็มตามความปรารถนา ไม่ละสรณาคม และได้ให้ดอกไม้อย่างดี ได้ให้ผลไม้อย่างดี ได้ให้สิ่งที่มีรสอย่างดี แก่พระตถาคต แก่เจดีย์ของพระตถาคต แก่สาวกของพระตถาคต แก่มารดาบิดาก่อนแล้ว ตนจึงบริโภคภายหลังเป็นนิตย์ มหาพรหมได้น้อมหยาดโอชะนั้นเข้าไปถวายแก่พระโพธิสัตว์ด้วยผลแห่งกรรมนั้น

 

      สถานที่เป็นแหล่งมั่วสุมการเล่น เป็นที่ยินดีด้วยคุณแห่งมายา ชั้นเหนือๆขึ้นไปไม่ว่าอย่างไร๐ ย่อมมีในเรือนยอดนั้นแล สิ่งทั้งปวงเหล่านั้นที่เกิดขึ้นในเรือนยอดนั้นย่อมปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ด้วยผลแห่งกุศลกรรมในปางก่อน

 

      ผ้าคู่หนึ่ง(นุ่ง  ห่ม) ชื่อศตสหัสรวยุห (แสนขบวน) ก็ได้เกิดมีขึ้นในเรือนยอดนั้น ในสัตวนิกายไม่มีใครมี ไม่ปรากฏแก่ใคร เว้นแต่พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อันใหญ่ยิ่งไรๆอันจะไม่ปรากฏในเรือนยอดนั้น หามีไม่ถ้าว่าเรือนยอดเครื่องอาศัย เป็นเครื่องอาศัยได้ดีอย่างนี้ สำเร็จเรียบร้อย  ทั้งภายในภายนอกอย่างนี้ ตั้งอยู่เป็นอย่างดีอย่างนี้ และอ่อนนุ่มอย่างนี้แล่วไซร้ นั่นก็คือมีสัมผัสนุ่มนวลเหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือ โดยเหตุเพียงยกตัวอย่าง แต่จะหาอะไรเปรียบเทียบไม่ได้เลย นัยว่านี่เป็น่ธรรมดา นี่เป็นความรู้สึก สำเร็จด้วยความอุตสาหะแต่ปางก่อนของพระโพธิสัตว์โดยแท้ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พึงเกิดในมนุษยโลกและออกอภิเนษกรมณ์(บรรพชา)ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ พึงหมุนจักรคือธรรมให้เป็นไป พอพระโพธิสัตว์เกิดในพระครรภ์ของพระมารดา ในเรือนยอด ในวิมานแก้วก็ตั้งขึ้นในพระครรภ์เบื้องขวาของพระมารดานั้นปรากฏอยู่ภายหลังพระโพธิสัตว์จึงจุติจากดุษิตมาประทับนั่งบนบัลลังก์ในเรือนยอดนั้น กายของพระโพธิสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้ายมิได้ตั้งขึ้นเป็น กลละ(*) อัพพุทะ ฆนะ เปสิ แต่ปรากฏเป็นร่างกาย มีอวัยวะน้อยใหญ่ ประทับนั่งเลยทีเดียว พระนางมายาเทวี พระมารดาของพระโพธิสัตว์ระหว่างหลับก็รู้ว่าช้างใหญ่กุญชรลงสู่พระครรภ์แล้ว

 

* กลละ คือหยดน้ำใสซึ่งเป็นหยดแรกที่จะก่อตัวขึ้นเป็นคน อัพพุทะ คือ กลละนั้นค่อยแค่นเข้า ฆนะ คืออัพพุทะ นั้นเป็นก้อน เปสิ คือฆนะนั้นเป็นชิ้นเนื้อ เหล่านี้คือ ต้นกำเนิดของคนเริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา

 

      นัยว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับนั่งแล้วเช่นนั้น องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย มหาราชทั้ง 4 มหายักษ์เสนาบดี 28 ตระกูล ยักษ์ที่ชื่อว่าคุหยกาธิบดีเพราะเกิดในสำนักขององค์อินทร์ เทพเหล่านั้น เมื่อทราบว่าพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา ต่าก็พากันมาประชุมติดตามอยู่เสมอ นางเทพยาดา 4 ตน มีชื่อว่า อุตขลี สมุตขลี ธวชะวตี และประภาวตี เป็นผู้คอยรับใช้พระโพธิสัตว์ นางเทพยดาเหล่านี้ เมื่อทราบว่าพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา ก็ประชุมกันระวังรักษาอยู่เสมอ แม้องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดา กับเทวบุตรประมาณ 500 เมื่อทราบว่าพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา ก็ประชุมกันคอยติดตามอยู่เสมอ

 

      นัยว่า เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา พระกายปรากฏดั่งนี้ คือกองไฟใหญ่บนยอดเขาในเวลาราตรีประกอบด้วยความมืดและหมอก และเห็นไกลตั้งแต่โยชน์หนึ่งถึง 5 โยชน์  ฉันใด เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาอัตภาพปรากฏอยู่ฉันนั้น  มีแสงสว่าง รูปงาม น่าเลื่อมใส น่าชม พระองค์ประทับนั่งบนบังลังก์ในเรือนยอดนั้น งามยิ่งนัก  เหมือนทองคำธรรมชาติประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ ส่วนพระมารดาของพระโพธิสัตว์เมื่อเพ่งดู ก็เห็นพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ นั่นคือ พระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์พระมารดา ย่อมส่องสว่างซึ่งเรือนยอดแก้วองค์แรกนั้นให้สว่างด้วย สิริ เดช และวรรณะ ครั้นแล้วส่องเรือนยอดทาแก่นจันทน์หอมองค์ที่ 2 ให้สว่าง ครั้นส่องเรือนยอดทาแก่นจันทน์หอมองค์ที่ 2ให้สว่างแล้ว ส่องเรือนยอดแก้วองค์ที่ 3ให้สว่าง ครั้นส่องเรือนยอดแก้วองค์ที่ 3 ให้สว่างแล้ว จึงส่องอัตภาพของพระมารดาสว่างไปทั่วร่าง อุปมาเหมือนสายฟ้าใหญ่ แลบจากยอดเมฆซ่านออกไปทำให้เกิดแสงสว่างใหญ่โต และแสงสว่างแห่งพระมารดาทำให้อาสนที่นั่งสว่างไปด้วยแสงสว่างแห่งอาสนนั้น ทำให้บ้านเรือนทั้งหมดสว่าง แสงสว่างที่ซ่านออกจากบ้านรือนนั้น  ทิศตะวันออกสว่าง   ทิศทักษิณ  ทิศประจิม  ทิศอุดร  เบื้องล่างและเบื้องบน 10 ทิศ  โดยรอบก็เป็นเช่นเดียวกัน คือสว่าง  แต่ละทิศสว่างไป  ไกลประมาณโกรศหนึ่ง (1000วา) พระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา ย่อมสว่างด้วยแสงสว่างคือสิริ เดช และวรรณะ

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาราชทั้ง 4 มหายักษ์เสนาบดี 28 กับยักษ์ประมาณ 500 ก็มาในสมัยเวลาเช้า เพื่อเข้าเฝ้า เพื่อไหว้ เพื่อเข้ามานั่งใกล้ และเพื่อฟังธรรมพระโพธิสัตว์ ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่าเทวดาเหล่านั้นมาแล้ว จึงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้น ชี้อาสนให้เทวดาเหล่านั้นมีโลกบาลเป็นต้น นั่งลงบนอาสนที่จัดไว้แล้วแลเห็นพระเศียรพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในพระครรภ์พระมารดาเหมือนทองคำ พระหัตถ์เคลื่อนไหวกระดุกกระดิกได้ ยกขึ้นได้ วางลงได้ เทวดาเหล่านั้นก็ได้รับปีติปราโมทย์ และความเลื่อมใสต่างถวายมนัสการพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่าเทวดาเหล่านั้นนั่งแล้ว จึงทำเทวดาเหล่านั้นให้เห็น ให้รับเอา ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยถ้อยคำอันเป็นธรรม เมื่อเทวดาเหล่านั้นใคร่จะทูลลากลับ พระโพธิสัตว์ทรงทราบความคิดของเขาเหล่านั้นด้วยพระหทัยแล้ว จึงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นส่าย คือส่ายไปส่ายมาแต่ไม่กระทบกระเทือนถึงพระมารดา ครั้งนั้นมหาพรหมทั้ง 4 นั้นรู้ว่าพระโพธิสัตว์อนุญาตให้เราไปได้แล้ว ต่างก็กระทำประทักษิณพระโพธิสัตว์และพระมารดาพระโพธิสัตว์ 3รอบ แล้วก็พากันกลับไปนี่คือเหตุ นี่คือปัจจัย ที่พระโพธิสัตว์ส่ายพระหัตถ์ไปมาในราตรีสงัด เมื่อพระองค์ส่ายพระหัตถ์อีกทรงมีสมฤติสัมปรชานะ แล้ววางพระหัตถ์นั้นลง นอกจากนี้ใครๆ มาเพื่อเข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ จะเป็นหญิงก็ตาม ชายก็ตาม เด็กชายก็ตาม เด็กหญิงก็ตาม พระโพธิสัตว์ทรงทักก่อน ให้ได้รับความบรรเทิงใจ พระมารดาของพระโพธิสัตว์จึงทักภายหลัง

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์พระมารดาดั่งนี้แล เป็นผู้ฉลาดในการทักทายปราศรัยให้ได้รับความบรรเทิง จะเป็นเทวดาก็ตาม นาคก็ตาม ยักษ์ก็ตาม มนุษย์ก็ตาม อมนุษย์ก็ตาม ไม่มีใครที่สามารถทักทายปราศรัยพระโพธิสัตว์ก่อน มีแต่พระโพธิสัตว์ทักเขาก่อน แล้วก็พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทักต่อมาในภายหลัง

 

      นัยว่า เมื่อสมัยเวลาเช้าผ่านไปแล้ว ถึงสมัยเวลากลางวัน คราวนี้ องค์ศักรผู้เป็นใหญแก่เทวดาทั้งหลาย ก็ก้าวเข้ามา และเทวบุตรชั้นดาวดึงส์ก็พรากันก้าวเข้ามาเพื่อเข้าเฝ้า เพื่อไหว้ เพื่อเข้านั่งใกล้พระโพธิสัตว์ และมาเพื่อฟังธรรม พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นองค์ศักรและเทวบุตรเหล่านั้นมาแต่ที่ไกลอย่างนี้แล้ว จึงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาสีเหมือนทองทักทายองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย และเทวบุตรชั้นดาวดึงส์เหล่านั้นให้ได้รับความบรรเทิง แล้วชี้อาสนให้  ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายไม่อาจขัดพระบัญชาของพระโพธิสัตว์ได้ องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย กับเทวบุตรอื่นๆจึงต้องนั่งลงบนอาสนอันจัดไว้ พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่าเทวบุตรเหล่านั้นนั่งแล้ว จึงให้เห็นให้รับเอา ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยถ้อยคำอันเป็นธรรม พระโพธิสัตว์ส่ายพระหัตถ์ไปทางไหน พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็หันพระพักตร์ไปทางนั้น ครั้นแล้วเทวะบุตรเหล่านั้นก็คิดว่า พระโพธิสัตว์ทักทายเรา แต่ละตนรู้สึกอย่างนี้ว่า พระโพธิสัตว์สนทนากับเรา พระโพธิสัตว์ทักทายเรา ดั่งนี้แล

 

      แสงสว่างในเรือนยอดนั้นแล ได้ปรากฏแก่องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายและปรากฏแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์อีกด้วย เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาไม่มีสิ่งอื่นจะบริศุทธอย่างนี้เหมือนเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์อีกเลย  ดูกรภิกษุทั้งหลาย คราวใด องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย และเทวบุตรองค์อื่นๆ จะกลับไปคราวนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทราบปริวิตกแห่งจิตใจของเทวดาเหล่านั้นด้วยพระทัยของพระองค์ จึงทรงยกพระหัตถ์เบื้องขวาขึ้นส่าย คือส่ายไปมาแล้ว มีสมฤติสัมปรชานะ แล้ววางพระหัตถ์ลง แต่ไม่กระทบกระเทือนพระมารดา คราวนั้น องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย และเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์อื่นๆก็ทราบว่าพระโพธิสัตว์อนุญาตให้เราไปได้ แล้วเทวดาทั้งหลายเหล่านั้นจึงกระทำประทักษิณ 3 รอบ ต่อพระโพธิสัตว์และพระมารดาของพระโพธิสัตว์แล้ว พากันกลับไป

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเวลาสมัยเวลากลางวันผ่านไปแล้ว ถึงสมัยเวลาเย็น ครั้งนั้นสหาบดีพรหมมีเทวบุตรชั้นพรหมนับจำนวนหลายแสนแวดล้อม นำหน้าถือหยาดโอชะอันเป็นทิพย์นั้น เข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์เพื่อเยี่ยม เพื่อไหว้ เพื่อเข้าไปนั่งใกล้พระโพธิสัตว์และเพื่อฟังธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงต้อนรับสหาบดีพรหมพร้อมด้วยบริวารที่มานั้น และพระองค์ทรงยกพระหัตถ์เบ้องขวาสีเหมือนทองทักทายสหาบดีพรหมกับเทวบุตรชั้นพรหมให้ได้รับความบันเทิง แล้วชี้อาสนทั้งหลายให้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สหาบดีพรหมไม่อาจขัดพระบัญชาของพระโพธิสัตว์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สหาบดีพรหมกับเทวบุตรชั้นพรหมองค์อื่นๆ จึงต้องนั่งบนอาสนอันจัดไว้  พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่าเทวบุตรเหล่านั้นนั่งแล้วจึงให้เห็น ให้รับเอา ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยถ้อยคำอันเป็นธรรม พระโพธิสัตว์ทรงส่ายพระหัตถ์ไปทางใด พระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็หันพระพักต์ไปทางนั้น ครั้นแล้วเทวบุตรเหล่านั้น แต่ละตนก็คิดว่า พระโพธิสัตว์สนทนากัเราทักทายเรา คราวใด สหาบดีพรหมกับเทวบุตรชั้นพรหมองค์อื่นๆ ใคร่จะกลับไป คราวนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทราบปริวิตกแห่งจิตใจของเทวบุตรเหล่านั้นด้วยพระหทัยของพระองค์ จึงยกพระหัตถ์เขื้องขวาสีเหมือนทองขึ้นส่าย คือส่ายไปส่ายมา ครั้นส่ายไปส่ายมาแล้ว ค่อยๆ ส่ายด้วยอาการอ่อนลงจนหยุด แต่ไม่กระทบกระเทือนพระมารดาครั้นแล้วสหาบดีพรหมและเทวบุตรชั้นพรหมองค์อื่นๆก็ทราบว่า พระโพธิสัตว์อนุญาตให้เรากลับไปได้แล้ว เทพบุ่ตรเหล่านั้นจึงกระทำประทักษิณ 3 รอบ ต่อพระโพธิสัตว์และพระมารดาของพระโพธิสัตว์แล้วพากันกลับไป

 

      พระโพธิสัตว์ทรงมีสมฤติสัมปรชานะแล้ววางพระหัตถ์ลง

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์จำนวนหลายแสนมาแต่ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน  ทิศทั้ง 10 ติดต่อกัน เพื่อเข้าเฝ้า เพื่อไหว้ เพื่อเข้าไปนั่งใกล้พระโพธิสัตว์ เพื่อฟังธรรม เพื่อให้พระโพธิสัตว์บรรเลเพลงคือธรรม พระโพธิสัตว์จึงเปล่งรัศมีออกจากพระวรกาย เนรมิตบัลลังก์อันเป็นกลุ่มรัศมีให้แก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่มานั้น ครั้นแล้วก็ให้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นนั่งบนอาสนเหล่านั้น ครั้นทราบว่าพระโพธิสัตว์เหล่านั้นนั่งแล้วจึงทรงไต่ถาม และให้พระโพธิสัตว์เหล่านั้นซักถามปัญหาเกี่ยวกับมหายาน(*) ของพระโพธิสัตว์ที่มีความสงสัยทั้งส่วนใหญ่และส่วนย่อย แต่คนอื่นไม่เห็รพระโพธิสัตว์เหล่านั้น เว้นแต่เทวบุตรที่มีส่วนเสมอกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี่คือเหตุ นี่คือปัจจัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งรัศมีออกจากพระกายในราตรีสงัด

 

* พึงสังเกตว่า ในคัมภีร์ลลิตวิสตรนี้ มีใช้คำว่ามหายาน ขึ้นแล้ว

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์พระมารดา พระนางมายาเทวีไม่รู้สึกหนักพระการ นอกจากจะรู้สึกเบา นิ่ม สบาย เท่านั้น และพระนางไม่ได้รับทุกข์ที่ทรงพระครรภ์เลย และพระนางไม่ถูกไฟคือราคะ ไฟคือโทษะ ไฟคือโมหะเผาผลาญ พระนางไม่คิดคำนึงถึงกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก และพระนางไม่รู้สึกหนาว ร้อน หิว กระหาย มืด ยุ่ง หม่นหมองเลย หรือจะเห็นก็หาไม่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอันไม่ชอบใจ ย่อมไม่มาปรากฏแก่พระนางเลย พระนางไม่ทรงสุบินร้าย มายาของหญิงคือ ความอวด ความริษยา และเกลศของหญิง ไม่เบียดเบียน พระนางเลย พระมารดาพระโพธิสัตว์ครั้งนั้นสมาทานศีล 5 ทรงรักษาศีล ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ 10 ราคะจิตในบุรุษคนใดคนหนึ่งไม่เกิดแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์เลย  หรือจะมีบุรุษคนใดคนหนึ่งเกิดราคะจิตในพระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็หาไม่ เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ หญิง ชาย เด็กชาย เด็กหญิง ทั้งหลาย ที่ภูติสิง บรรดาที่อยู่ในมหานครกบิลพัสดุ์อันประเสริฐก็ดี หรือในชนบทอื่นก็ดี พอมาเห็นพระมารดาของพระโพธิสัตว์ก็กลับได้สมฤติสำนึกตน อมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็รีบหนีไปทันที ผู้ใดที่โรคต่างๆมาถูกต้อง คือโรคสันนิบาตเกิดแก่ลม ดี เสลด(ตรีทูต) โรคในจักษุ โรคในหู โรคในจมูก โรคในลิ้น โรคในปาก โรคในฟัน โรคในคอ โรคฝีในคอ โรคฝีในอก โรคเรื้อน โรคกลาก โรคหืด โรคลมบ้าหมู โรคไข้ โรคฝีหรือต่อมที่คอ โรคผดผื่น โรคพุพอง เป็นต้น เบียดเบียน พระมารดาของพระโพธิสัตว์วางพระหัตถ์เบื้องขวาลงบนศีรษะของผู้นั้น พอวางพระหัตถ์ลงเท่านั้น เขาเหล่านั้นก็หายเจ็บไข้กลับไปบ้านของตนๆได้ ที่สุดพระนางมายาเทวีถอนหญ้าหรือกอไม้เล็กๆ จากแผ่นดินส่งให้คนไข้ พอคนไข้รับก็หายจากโรค หายพิการ เมื่อใดพระนางมายาเทวีเพ่งดูพระปรัศว์เบื้องขวาของพระองค์ เมื่อนั้นก็แลเห็นพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ เหมือนเห็นดวงหน้าในวงแว่นใสสะอาด ครั้นแล้วก็มีพระหทัยยินดี เฟื่องฟู ดีพระหทัยเกิดปีติโสมนัส

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่เท่านั้น เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา ดนตรีทิพย์ก็บรรลือเสียงโดยการตั้งขึ้นประชุมกัน (บรรเลง) ต่อเนื่องกันไปตลอดคืนตลอดวัน ดอกไม้ทิพย์ทั้งหลายก็โปรยลงมา ฝนก็ตกตามฤดูกาล ลมก็พัดตามกลาเวลา ฤดูและนักษัตรก็เป็นไปตามกาลเวลา ราชอาณาจักรปลอดภัย มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ประชาชนก็ใจดีไม่วุ่นวาย พวกศากยและคนอื่นๆในมหานครกบิลพัสดุ์อันประเสริฐก็กิน ดื่ม (รื่นเริง) เล่น เที่ยวเตร่ ให้ทาน ทำบุญอยู่ด้วยการเล่นเป็นสุขสำราญทุกมุมเมืองเหมือนอยู่ในกลีบบัว แม้พระราชาศุทโธทนะ ก็ทรงประพฤติพรหมจรรย์หลีกจากราชการแห่งราชอาณาจักร ทรงประพฤติธรรมเหมือนอยู่ในตโปวัน(ป่าบำเพ็ญพรต) อันบริศุทธยิ่ง

 

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาประกอบด้วยฤทธิปราติหารย(แสดงฤทธิ์ต่างๆ) เห็นปานฉะนี้ ในครั้งนั้น พระผู้มีภคะตรัสเรียก พระอานนท์ผู้มีอายุว่า ดูกรอานนท์ เธอเห็นวิมานแก้วเครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์ไหม ซึ่งพระโพธิสัตว์ร่างเริงอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดานั้น? พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ข้าพระองค์เห็นแล้ว ข้าแต่พระสุคต พระตถาคตทรงแสดงแล้วซึ่งวิมานแก้ว เครื่องอาศัยของพระโพธิสัตว์แก่พระอานนท์ผู้มีอายุ แก่องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย แก่เทพโลกบาลทั้ง 4 และแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอื่นๆ นอกจากพระอานนท์ผู้มีอายุและเทพเหล่านั้น บรรดาผู้ที่ได้เห็นต่างก็มีความร่าเริงมีใจเฟื่องฟู มีใจยินดี บันเทิงใจ เกิดปีติโสมนัส ฝ่ายสหาบดีพรหมนั้นได้อัญเชิญวิมานแก้วกลับไปไว้ในเทวโลกอีกเพื่อเป็นเจดีย์(ที่ระลึก)

 

      ครั้งนั้นแล พระผู้มีภคะตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายอีกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เมื่ออยู่ในพระครรภ์พระมารดาได้อบรมบ่มอินทรีย์ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายให้แก่กล้าในชญาน 3(*) ถึง 3แสน 6หมื่น ซึ่งมีคำกล่าวไว้ในที่นี้ว่า

 

* ชญาน 3 คือ โพธิสัตวชญาน ปรัตเยกพุทธชญาน และศราวกชญาน

 

      23 พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์อันเลิศ ประทับอยู่ในพระครรภ์ของพระมารดา แผ่นดินพร้อมทั้งป่าดวงก็ไหวมีวิการ 6 อย่าง รัศมีงามดั่งทองก็เปล่งออก อบายทั้งปวงก็ถูกชำระทำให้สะอาด  หมู่เทวดาทั้งหลายต่างก็พากันดีใจว่าจะถึงคลังแห่งธรรมแล้ว ฯ

 

      24 พระโพธิสัตว์ผู้เป็นวีระ เป็นนายกพิเศษเสด็จขึ้นประทับในมหาวิมาน มีทรวดทรงงามด้วยรัตนะเป็นอเนก ซึ่งเต็มไปด้วยแก่นจันทน์ มีกลิ่นหอมที่สุด รุ่งเรืองอยู่ รัตนะมีค่าที่เต็มในโลกมนุษย์ก็จะไปเท่ากับแก่นจันทน์ที่นำมาเพียงหนึ่งกรรษ(*) เท่านั้น ฯ

 

* กรรษเป็นมาตรทองเท่ากับ 16 มาษ หรือหนักเท่าเมล็ดถั่วเขียว 16 เมล็ด

 

      25 โลกธาตุที่เป็นเทวโลก มีหยาดโอชะแห่งดอกบัว ได้ผุดขึ้นเพื่อพระโพธิสัตว์ผู้เป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรม โดยการนำมาไว้ในวิมานนั้น หยาดโอชะแห่งดอกบัวนั้น ขึ้นไปในพรหมโลกด้วยเดชแห่งบุณยถึง 7 ราตรี พรหมได้ถือเอาหยาดโอชะนำมาถวายพระโพธิสัตว์ ฯ

 

      26 ไม่มีผู้ใดในหมู่สัตว์ทั้งปวงบริโภคหยาดโอชะนั้นแล้วย่อยได้ เว้นแต่พระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ เหมือนกัลปของพรหม หยาดโอชะโดยเดชแห่งบุณยนี้ทนอยู่ได้หลายกัลป  พระโพธิสัตว์บริโภคแล้ว กายจะถึงความบริศุทธ จิตจะถึงความตรัสรู้ ฯ

 

      27 องค์ศักร พรหม เทพโลกบาล ผลัดกันมาสู่สำนักของพระโพธิสัตว์วันละ 3 เวลา เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นนายก ครั้นไหว้แล้วบูชาแล้ว ก็ฟังธรรมอันประเสริฐ แล้วจึงทำประทักษิณกลับไปตามที่ควรฯ

 

      28 พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุใคร่จะฟังธรรม ก็พากันมาพระโพธิสัตว์เหล่านั้นนั่งบนอาสนที่เป็นกลุ่มรัศมีซึ่งองค์พระนายกชี้ให้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายฟังธรรมอันเป็นยานประเสริฐที่สุดจากกันและกัน ต่างมีจิตยินดี กล่าวสรรเสริญแล้วก็ไป ฯ

 

      29 ครั้งนั้น หญิง และเด็กทั้งหลายที่ได้รับทุกข์ถูกผีสิง จิตใจฟุ้งซ่าน เปลือยกาย ขมุกขมอมด้วยฝุ่น เขาเหล่านั้นทั้งหมด พอเห็นพระนางมายาแล้วก็สว่าง ได้ความรู้สึกประกอบด้วยสมฤติ มติ และคติ กลับไปสู่เรือนของตน ฯ

 

      30 ผู้ใดเป็นโรคสันนิบาต(ประชุม) เกิดแต่ลม  ดี  เสลด (ตรีทูต) โรคในจักษุ โรคในหู ทั้งกายและจิตถูกโรภเบียดเบียน ถูกพยาธิหลายอย่างหลายชนิดรบกวน พอพระนางมายาวางพระหัตถ์ลงบนศีรษะ โรคก็สร่างปราศจากคร่ำคร่า ฯ

 

      31 หรือแม้ว่าพระนารงมายากำหญ้าถอนจากแผ่นดินส่งให้ ผู้เป็นโรคทั้งปวงรับแล้วก็สร่างจากความเดือนร้อน ปราศจากคร่ำคร่า ได้รับความสบายหายพิการกลับไปสู่เรือนของตน เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ได้เป็นทั้งยาและนายแพทย์ ฯ

 

      32 เวลาใดพระนางมายาพิจารณาดูร่างของพระองค์ ก็ได้แลเห็นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในพระครรภ์ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นที่พึ่งประดับด้วยลักษณะดีงาม เหมือนดวงจันทร์ในอากาศมีดาวแวดล้อม ฯ

 

      33 ราคะ โทษะ โมหะ ไม่เบียดเบียนพระโพธิสัตว์ กามฉันทะ(ใคร่ในกาม) ริษยา และคิดให้ร้ายผู้อื่น ก็ไม่มี พระองค์มีจิตยินดี ร่างเริง อิ่มเอิบ ตั้งอยู่ในโสมนัส ความหิวกระหาย ความหนาว ความร้อน ไม่เบียดเบียนพระองค์เลยฯ

 

      34 และดนตรีทิพย์ ไม่มีใครไปแตะต้องก็ดังขึ้นเอง เป็นนิตยกาล(ตลอดเวลา) ดอกไม้ทิพย์มีกลิ่นดีเลิศงามก็โปรยลงมา เทวดาก็เห็นมนุษย์และมนุษย์ก็เห็นอมนุษย์ ต่างไม่เบียดเบียนให้ร้ายซึ่งกันและกันในการเห็นนั้น ฯ

 

      35 สัตว์ทั้งหลาย(คน) ย่อมรื่นรมย์เล่นหัวและให้ข้าวน้ำเปล่งเสียงแสดงความสุขมีใจร่าเริงยินดี ฝนก็ตกตามฤดูกาล ระงับฝุ่นละอองทำให้อากาศแจ่มใส ไม่ยืนต้น ดอกไม้ และไม้ล้มลุกทั้งหลาย ก็งอกงามในกาลนั้นฯ

 

      36 ฝนรัตนะก็โปรยมาในพระราชวังตลอด 7 ราตรี คนยากจนเข็ญใจได้รับทานที่มีผู้ให้ไปบริโภค ไม่มีใครยากจนเข็ญใจ ไม่มีใครทุกข์ยาก ต่างบันเทิงใจเหมือนอยู่ในนันทวันยอดเขาสุเมรุฯ

 

      37 พระราชาศุทโธทนะกับศากยทั้งหลาย รักษาอุโบสถศีลไม่ทำราชการแห่งราชอาณาจักร ประพฤติแต่ธรรมอย่างเดียว พระองค์เสด็จไปสู่ปราสาทซึ่งเป็นเหมือนตโปวัน(ป่าบำเพ็ญพรต) ตรัสถามพระนางมายาเทวีว่า แน่ะนางผู้ทรงไว้ซึ่งสัตว์ประเสริฐ(พระโพธิสัตว์) ร่างกายของเธอเป็นอย่างไร เป็นสุขสบายดีอยู่หรือ ?ฯ

 

อัธยายที่ 6 ชื่อครรภาวักรานติปริวรรต (ว่าด้วยการลงสู่พระครรภ์) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

07 สมภพ

 

 

 

อัธยายที่ 7

 

ชนฺมปริวรฺตะ สปฺตมะ

 

ชื่อชมนปริวรรต(ว่าด้วยทรงสมภพ)

 

     กระนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อล่วงไปแล้วได้ 10 เดือน กาลสมัยที่พระโพธิสัตว์จะบังเกิดใกล้เข้ามาแล้ว บุพนิมิต 32 ประการก็ปรากฏขึ้น ในอุทยานพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะ บุพนิมิต 32 ประการ คืออะไรบ้า? คือ ดอกไม้ทั้งปวงแย้มแต่ไมบาน และดอกบัวอุบล บัวปทุม บัวกุมุท บัวปุณฑริก ที่ขึ้นอยู่ในสระทั้งหลายก็ขยายกลีบ แต่ไม่บาน ไม้ดอกไม้ผลทั้งหลายที่เกิดจากพื้นดินมีแต่ดอกแย้ม แต่ไม่ผลิตผล ต้นรัตนได้ปรากฏขึ้นในที่ 8 แห่ง ขุมรัตนะตั้งแสนก็ผุดขึ้น แสดงให้เห็นแหล่งที่อยู่ทั้งหลาย และหน่อรัตนะทั้งหลายก็ปรากฏขึ้นภายในบุรี น้ำหอมเย็นและร้อนอบด้วยน้ำมันหอมก็พุขึ้นมา ลูกราชสีห์ทั้งหลาย พากันมาจากข้างภูเขาหิมพานต์ ก็บรรลือเสียงกระทำประทักษิณนครกบิลพัสดุ์อันประเสริฐ แล้วยืนอยู่ริมประตูเมือง แต่มิได้เบียดเบียนทำร้ายใคร ลูกช้างเผือก 500 พากันมา แล้วเอาปลายงวงเกาพระบาททั้งสองของพระราชาศุทโธทนะ เทพทารก(เทวบุตร)ทั้งหลายคาดเข็มขัด ก็สำแดงให้เห็นผลัดเปลี่ยนนั่งตักกันในบุรีของพระราชาศุทโธทนะ นางนาคทั้งหลายสำแดงให้เห็นกึ่งตัวในพื้นอากาศ ถือเครื่องบูชาต่างๆห้อยลงมา นางนาคตั้งหมื่นกำหางนกยูงแสดงให้เห็นอยู่ในอากาศ หม้อเต็มด้วยน้ำตั้งหมื่นก็สำแดงการประทำประทักษิณมหานครกบิลพัสดุ์  นางเทพกันยาตั้งหมื่นถือคนโทน้ำหอมเทินศีรษะมาสำแดงให้ปรากฏ นางเทพกันยาตังหมื่นยืนถือฉัตร ธงชัย ธงปตาก มาสำแดงให้ปรากฏ นางอัปสรมากตั้งแสน มายืนสำแดงตนให้ปรากฏด้วยเป่าสังข์ ตีกลองใหญ่ กลองชนะ(กลองเล็ก ไกวบัณเฑาะว์ เคาะระฆัง ลมก็หยุดมิได้พัด แม่น้ำทั้งปวงมิได้ไหลและมิได้พัดพา วิมานของจันทร์ อาทิตย์ และหมู่ดาวนักษัตรทั้งหลาย ก็มิได้พาไป (ไม่เคลื่อนที่) เวลานั้นเป็นเวลาประกอบด้วยปุษยฤกษ์ พระราชวังของพระราชาศุทโธทนะก็พราวไปด้วยข่ายแก้ว ส่วนไฟมิได้ร้อน แก้วมณีทั้งหลายก็ปรากฏห้อยอยู่ที่เรือนยอดปราสาท ซุ้มทวาร คลังผ้า และคลังรัตนะต่างๆก็ปรากฏว่าปิดหมด เสียงกา นกฮูก แร้ง มหาป่า หมาจิ้งจอก ได้หายไปหมด ได้ยินแต่เสียงที่ดีๆ ตัดขาดจากคนบ้านนอก และกรรมกรทั้งปวงพื้นดินที่สูงๆ ต่ำๆ ก็เรียบราบเสมอกัน ทางเดินสี่แพร่ง ถนนหลวง ร้านตลาดที่เป็นประธานก็เกลี้ยงเกลาเหมือนขัดด้วยฝ่ามือ ดาษดาไปด้วยดอกไม้สง่างาม หญิงครรภ์แก่ทั้งปวงก็คลอดง่าย เทวดาในป่าสาละวัน(ป่ารัง)ทั้งปวงก็เนรมิตกายสำแดงตนอยู่บนใบไม้ นมัสการอยู่ บุพนิมิตทั้งหลาย 32 ประการได้ปรากฏแล้ว

 

    ครั้งนั้นแล พระนางมายาเทวีทรงทราบกาลสมัยประสูติพระโพธิสัตว์ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาศุทโธทนะในราตรียามต้น ด้วยอานุภาพแห่งเดชของพระโพธิสัตว์ ได้ทูลเป็นคำประพันธ์ว่า

 

    1 ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ได้โปรดทรงฟังคำ  ซึ่งเป็นความคิดของหม่อมฉัน คือความคิดอันเกิดขึ้นแล้วโดยปัจจุบันทันด่วนถึงอุทยาน ถ้าพระองค์ไม่ดุ ไม่กริ้ว ไม่เข้าพระหทัยผิด หม่อมฉันจะไปยังพื้นทีอุทยานเป็นที่เล่นสนุกสนานโดยด่วน ฯ

 

    2 พระองค์ก็ทนทุกข์ในการบำเพ็ญพรตนี้มาแล้ว ทรงประกอบพระหทัยในธรรมหม่อมฉันตั้งครรภ์สัตว์บริศุทธประทับมานานแล้ว สาละพฤกษ์(ไม้รัง) ที่รู้กันว่าเป็นไม้ประเสริฐ ออกดอกแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐหม่อมฉันควรจะไปสู่พื้นที่อุทยาน ฯ

 

    3 ฤดูวสันต์(ฤดูใบไม้ผลิ) เป็นฤดูประเสริฐ ควรแก่การประดับของหญิงทั้งหลาย ระงมไปด้วยเสียงประเสริฐแห่งแมลงภู่ นกดุเหว่าส่งเสียงกู่ขับร้อง เป็นสถานที่สะอาดงามวิจิตร มีเกสรดอกไม้ปลิวว่อน หม่อมฉันขอโอกาสได้โปรดประทานพระกระแสสั่งให้หม่อมฉันไป อย่างหน่วงเหนี่ยวไว้เลยฯ

 

    4 พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงฟังคำของพระนางเทวีนี้แล้ว ก็ทรงยินดีมีพระหทัยบรรเทิง ตรัสแก่ที่ประชุมทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงจัดแถวพาหนะคือม้า ช้าง และรถ จงตกแต่งสวนสุมพินีให้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยคุณปันประเสริฐ ฯ

 

    5 จงจัดผูกช้างสีเมฆเหมือนภูเขาเขียวให้ได้ 2 หมื่น และจัดพระยาช้างฉัททันต์ (6 งา) สีข้างงามด้วยห้อยระฆัง คลุมด้วยข่ายทองงามวิจิตรด้วยแก้วแกมสุวรรณฯ

 

    6 จงจัดม้า 2 หมื่น มีผมงามเหมือนหญ้ามุญชะ(หญ้าซุ้มกระต่าย) สีข้างประดับด้วยเครื่องทอง ห้อยข่ายลูกพรวน มีกำลังเร็วเหมือนลมพัด ซึ่งเป็นพาหนะของพระเจ้าแผ่นดินฯ

 

    7 จงจัดหมู่คน 2 หมื่นโดยเร็ว เลือกที่เป็นนักรบกล้าหาญ กระหายสงคราม ถือดาบ ธนู ลูกศร หอก บ่วงบาศ พระขรรค์ จงรักษามายาเทวีกับพวกบริวารโดยไม่ประมาทฯ

 

    8 จงทำอุทยานลุมพินี ให้เหมือนราดรด้วยแก้วและทอง ประดับต้นไม้ด้วยผ้ารัตนะต่างๆ ให้เหมือนอุทยานนันทวันของเทวดาทั้งหลายอันวิจิตรงามด้วยดอกไม้ต่างๆเมื่อจัดเสร็จแล้ว จงมาบอกเราโดยเร็วฯ

 

    หมู่คนทั้งหลายรับคำนี้แล้ว ก็ตระเตรียมพาหนะและประดับอุทยานลุมพินี โดยทันใดนั้น

 

    หมู่คนทั้งหลาย ทูลว่า

 

    9 ชโย ชโย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แก่คนทั้งหลาย ขอพระองค์จงรักษาพระชนมายุไว้ให้ยืนนาน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ข้าพระองค์ทำตาม พระดำรัสเสร็จทุกอย่างแล้ว ขอพระองค์จงทอดพระเนตรเถิดฯ

 

    10 ฝ่ายพระราชาผู้เป็นใหญ่ประแก่คนทั้งหลายนั้น ทรงดีพระทัย เสด็จไปสู่พระตำหนักอันประเสริฐ ตรัสกับพระสนมประจำพระองค์ทั้งหลายว่า นางใดเต็มใจ และใคร่จะให้เรารัก นางนั้นจงแต่งตัวทำตามคำสั่งของเราฯ

 

    11 พวกเจ้าจลุกขึ้นนุ่งห่มผ้าที่มีกลิ่นหอมอันประเสริฐ มีสีตามสภาพงาม ให้เป็นที่น่ารัก ละมุนละไม จงห้อยสร้อยมุกดาหารไว้ที่ทรวงอก จงแสดงการประดับเครื่องอาภรณ์ให้พร้อมสรรพในวันนี้ ฯ

 

    12 จงไกวบัณเฑาะว์ ตีกลองชนะ (กลองเล็ก) ดีดพิณ เป่าขลุ่ย บรรเลงดนตรีตั้งแสดให้ไพเราะ ทำให้นางฟ้าทั้งหลายยินดีมาก แม้เทวดาทั้งหลายได้ยินเสียงไพเราะแล้ว ก็อยากฟังฯ

 

    13 มายาเทวีจะสถิตย์ในรถอันประเสริฐแต่ผู้เดียว บุรุษหรือสตรีอื่นๆอย่าขึ้นไปบนรถนั้น นารีสวมเสื้อสีต่างๆลากรถนั้นไป อย่าให้นางเห็นสิ่งสกปรก อย่าให้นางได้ยินเสียงไม่เพราะหูฯ

 

    14 ได้ยินเสียงกึกก้องกองทหารอันมีสิริและงดงาม คือ ทหารม้า ทหารช้าง ทหารรถ และทหารราบ คอยอยู่ที่ประตูเมืองของพระเจ้าแผ่นดินเหมือนได้ยินเสียงมหาสมุทรกำเริบ................ฯ

 

    15 พอพระนางมายาเสด็จออกจากพระตำหนักถึงริมประตูเมืองพนักงานก็ตีระฆังขึ้นตั้งแสนเพื่อถวายชัยมงคลฯ

 

    16 รถอันวิจิตรนั้น พระเจ้าแผ่นดิน(ศูทโธทนะ) ให้ประดับด้วยด้นไม้แก้ว 4 มุม มีใบ มีดอก มีหงส์ นกกะเรียน นกยูง บรรลือเสียงเป็นที่เพราะจับใจฯ

 

    17 ไวชยันต์รถนั้น ยกฉัตร ธงชัย ธงปตาก คลุมด้วยผ้าทิพย์ มีข่ายห้อยลูกพรวนอันประเสริฐ มีนางฟ้าในอากาศพากันมองดูรถนั้น แล้วก็ให้ได้ยินเสียงประกาศไพเราะอันเป็นทิพย์สรรเสริญพระนางฯ

 

    18 พอพระนางมายานั้นขึ้นประทับบนจอมพระแท่น พื้นแผ่นดินมนุษย์โลกก็ไหวหวั่นด้วยวิการ 6 เทพยดาก็โปรยดอกไม้ ท้องฟ้าปั่นป่วน ดังออกมาว่า วันนี้ผู้ประเสริฐที่สุดในโลกจะเกิดในอุทยานลุมพินีฯ

 

    19 เทพโลกบาลทั้ง4มาลากรถนั้น แม้องค์อินทร์ผู้เป็นเจ้าสวรรค์ก็มาทำความสะอาดในหนทาง  พรหมก็ออกหน้าคอยห้ามทุรชน เทวดาตั้งแสนพากันประนมมือนอบน้อมฯ

 

    20 พระเจ้าแผ่นดิน(ศูทโธทนะ) ร่างเริงบรรเทิงพระทัยเมื่อทอดพระเนตรดูขบวนนั้น เทวดาใหญ่น้อยทั้งหลายมีพฤติการประจักษ์อย่างไร ก็ประจักษ์แก่พระองค์อย่างนั้น โลกบาลทั้ง 4 พรมห เทวดา พร้อมด้วยองค์อินทร์ กระทำการบูชาอันไพบูลย์ ก็ประจักษ์อย่างชัดเจนฯ

 

    21 ไม่มีสัตว์ในภพ 3 จะทนต่อการบูชานี้ได้ เทวดา นาค องค์สักกะ พรหม และเทพโลกบาล (ถ้าได้รับการบูชาอย่างนี้) ศีรษะจะแตก และชีวิตจะดับแต่พระโพธิสัตว์ผู้เป็นอติเทพ ย่อมทนต่อการบุชานี้ได้ทุกอย่างฯ

 

    กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระนางมายาเทวีแวดล้อมด้วยรถม้า 8 หมื่น 4 พัน ล้วนประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง และแวดล้อมด้วยทหารราบ 8 หมื่น 4 พันล้วนแร่งกล้า ห้าวหาญ รูปงาม สวมเกราะหนังมั่นคงทะมัดทะแมง เสด็จนำหน้านางศากยกันยา 6 หมื่น สรศากยแก่หนุ่มและกลางคน 4 หมื่น ล้วนบังเกิดในตระกูลญาติของพระราชาศุทโธทนะ ดุแลรักษาแล้ว และแวดล้อมด้วยนางสนมกำนัลของพระราชาศุทโธทนะ 6 หมื่น ล้วนขับกล่อมประโคมดนตรีบรรเลงสังคีต และแวดล้อมด้วยเทพกันยา 8หมื่น 4พัน แวดล้อมด้วยนาคกันยา คนธรรพ์กันยา กินนรกันยา อสุรกันยา พวกละ 8 หมื่น 4 พัน ทั้งนี้ล้วนประดับด้วยเครื่องอลังการตามขบวนต่างๆ บรรเลงเพลงต่างๆ กล่าวสรรเสริญพลางตามเสด็จพระนางเมื่อเสด็จออกไป อุทยานลุมพินีรดด้วยน้ำหอมโปรยดอกไม้ทิพย์ไปจนทั่ว ต้นไม้ทั้งปวงในป่าอันประเสริฐนั้น ย่อมแตกใบผลิดอกออกผลในสมัยใช่ฤดูกาล และเทวดาทั้งหลายก็มาประดับสวนนั้นให้ นั่นคือเหมือนประดับสวนมิสกวันของเทวดาทั้งหลาย

 

    ครั้งนั้นแล พระนางมายาเทวี เสด็จเข้าไปสู่ป่าลุมพินิวัน แล้วเสด็จลงจากรถประเสริฐนั้น แวดล้อมไปด้วยสาวมนุษย์และสาวเทวดา ทรงประพาสจากต้นไม้นี้ สู่ต้นไม้นั้น ทรงดำเนินจากป่านี้สู่ป่านั้น ทอดพระเนตรจากพุ่มไม้นี้สู่พุ่มไม้นั้น เป็นลำดับไปจนถึงต้นมะเดื่อ(ปลกษวฤกษ) ต้นไม้งามบวรดั่งแก้ว มีกิ่งแบ่งแยกออกเป็นสัดส่วน ทรงใบและก้านสม่ำเสมอ มีดอกไม้ต่างๆ ทั้งเป็นทิพย์และเป็นของมนุษย์บานสะพรั่งห้อยด้วยผ้าสี่ต่างๆ มีกลิ่นต่างๆ ล้วนหอมดีเลิศประเสริฐยิ่งนักช่วงโชติไปด้วยแสงแก้วมณีอันวิจิตรหลากหลาย มีโคน ลำต้น กิ่ง ใบ ประดาบประดาด้วยรัตนะทั้งปวงมีกิ่งแผ่ขยายแยกย้ายเป็นอันดี ตั้งต้นอยู่ในพื้นดินซึ่งเป็นภูมิภาคราบเสมอเหมือนฝ่ามือมีหญ้าเขียวสด แผ่ขยายแยกย้ายงามดีออกไปเป็นพืดงามดีสัมผัสนุ่มนวลเหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือ(*) พระมารดาของพระพุทธเคยประทับมาแล้ว เป็นที่ตั้งวงดนตรีบรรเลงเพลงขับร้องของเทวดา งามบริศุทธปราศจากมลทิน เทพยดาชั้นศุทธาวาสตั้งแสน ได้มาน้อมชฎาและมกุฎยอบลงมาน้อมคำนับกราบไหว้ด้วยเศียรเกล้า ด้วยใจนับถือ พระนางได้เสด็จไปยังไม่มะเดื่อต้นนั้น

 

* ฝักมะกล่ำเครือ ศัทพืซ่า กาจิลินทิก มอเนีย วิลเลียมแปลไว้ว่า ไม้เถาเมืองร้อนตระกูลหนึ่ง มีใบแยกจากกึ่งกลาง 2 แถวอย่างใบแค มีดอกสีเกือบม่วง ที่โคนตอกเป็นกระบอก 4 ลอน และมี่ฝักแบนๆ

 

    ครั้งนั้น ไม้มะเดื่อต้นนั้น ได้น้อมลงมาคำนับ ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์ พระนางมายาเทวีจึงเหยียดพระหัตถ์ขวา ปรากฏเหมือนสายฟ้าอันอยู่ในพื้นอากาศยึดกิ่งมะเดื่อแหงนมองอากาศที่มีน้ำฉ่ำ ทรงประทับยืนอย่างชดช้อย ครั้นแล้ว นางอัปสร 60 แสนจากสวรรค์ชั้นกามาพจรเข้าไปเฝ้าทำการรับใช้ในที่ใกล้ๆพระนางเทวีในครั้งนั้น

 

    พระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์พระมารดาประกอบด้วยฤทธิปราติหารยเห็นปานนี้ครั้นครบ 10 เดือนล่วงไปแล้ว พระองค์ก็เสด็จออกจากพระปรัศว์(สีข้าง)เบื้องขวาของพระมารดา ทรงมีสมฤติสัมปรชานะ ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภ์มลทิน (สิ่งสกปรกในครรภ์)ไม่เหมือนคนอื่นบางคนที่เขาพูดถึงครรภ์มลทินของคนอื่น

 

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้นแล องค์อินทร์ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย และสหัมบดีพรหม ได้มายินอยู่เบื้องหน้า ซึ่งทั้ง 2 องค์นั้น เกิดความเคารพพระโพธิสัตว์อย่างยิ่งมีสมฤติสัมปรชานะ ช่วยกันรับพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ภายในผ้าไหมทิพย์ด้วยอวัยวะใหญ่น้อยทุกส่วน

 

    เรือนยอดที่พระโพธิสัตว์ประทับเมื่อยู่ในพระครรภ์มารดานั้นสหัมบดีพรหมและเทวบุตรชั้นพรหมกายิกาได้อัญเชิญน้อมนำไปยังพรหมโลกเพื่อให้เป็นเจดีย์และเพื่อบูชา มนุษย์ใดๆไม่ได้อุ้มพระโพธิสัตว์เลย เพราะเทวดาอุ้มพระโพธิสัตว์ก่อนเพือน

 

    ขณะนั้น  พระโพธิสัตว์ พอเกิดออกมาแล้วก็ทรงหย่อนพระบาทลงสู่แผ่นดินในระหว่างที่พระโพธิสัตว์หย่อนพระบาทลงมานั้น ดอกบัวใหญ่ก็ชำแรกมหาปฐพีปรากฏขึ้นมา พระยานาคทั้ง 2คือ นันทะ และอุปนันทะ มีกายกึ่งหนึ่งอยู่ในอากาศ เนรมิตท่อน้ำ 2 ท่อ คือ น้ำเย็นกับน้ำร้อนสรงสนานพระโพธิสัตว์ องค์สักกะ พรหม โลกบาลที่มาก่อน และเทวบุตรอื่นเป็นอันมากหลายแสน พอพระโพธิสัตว์เกิดออกมาแล้ว ก็สรงสนานด้วยน้ำหอมต่างๆและโปรยปรายด้วยดอกไม้ไข่มุก จามรี 2 องค์ ฉัตรแก้ว 1องค์ ปรากฏขึ้นในอากาศ พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในดอกบัวใหญ่นั้น ทอดพระเนตรดูทิศทั้ง 4 (ครั้นทอดพระเนตรดูทิศทั้ง 4 แล้ว ) ทรงทอดพระเนตรอย่างราชสีห์มองและอย่างมหาบุรุษมอง

 

    ก็ในสมัยนั้นแล พระโพธิสัตว์เห็นโลกธาตุ คือ มนุษย์โลก และเทวโลกทั้งหมดพร้อมทั้งเมือง ตำบล หมู่บ้าน ราษฎร และเมืองหลวง พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ด้วยทิพย์จักษุ ซึ่งปรากฏเป็นจักษุทิพย์เห็นได้ตลอด ไม่มีอะไรกำบัง อันเกิดจากผลแห่งกุศลมูลในปางก่อน ทรงทราบจิตและความเป็นมาของสัตว์ทั้งปวงแล้ว ครั้นทราบแล้วจำสำรวจดูว่า มีบ้างไหม สัตว์ผู้ใดเหมือนเรา ด้วยศีล สมาธิ ปรัชญา หรือด้วยการประพฤติในกุศลมูล?  เมื่อพระโพธิสัตว์ไม่ทรงเห็นว่า สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งในโลกธาตุคือ มนุษย์โลกและเทวโลกจะเทียบเท่าพระองค์แล้ว ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ก็ปราศจากความกลัว ไม่สะดุ้งตกพระทัยเหมือนสิงห์ไม่พรั่นพรึง ทรงระลึก ทรงคิดแต่สิ่งที่คิดไว้ดีแล้ว ทรงทราบจิตและความเป็นมาของสัตว์ทั้งปวง พระองค์ไม่มีใครประคอง ทรงหันพระพักตร์ไปทรงทิศตะวันออก ย่างพระบาทไป 7 ก้าว แล้วตรัสว่า เราจะเป็นผู้ถึงก่อน ซึ่งธรรมที่เป็นกุศลมูลทั้งปวง ฉัตร(ร่ม)กว้างสีขาวเป็นทิพย์ ไม่มีใครถือ แซ่ขนจามรี 2 องค์(ไม่มีใครถือ) ก็ตามพระโพธิสัตว์ซึ่งเสด็จไป พระโพธิสัตว์ย่างพระบาทไปในที่ใดๆดอกบัวหลวงทั้งหลายก็ปรากฏในที่นั้นๆ พระองค์ทรงหันพระพักตร์ไปทางทิศทักษินย่างพระบาทไป 7 ก้าว แล้วตรัสว่า เราจะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา(ทานที่ผู้ให้เพื่อผลอันเจริญ)ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ย่างพระบาทไป 7 ก้าวทรงหยุดอยู่ในก้าวที่ 7 แล้วตรัสพระวาจาขึ้นมาลอยๆอย่างไม่ใช่ขอพระองค์เหมือนสิงห์ว่า เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะทำที่สุดแห่งทุกข์คือชาติ ชรา มรณะ พระองค์หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ย่างพระบาทไป 7 ก้าว แล้วตรัสว่า เราเป็นผู้สูงสุดของสัตว์ทั้งปวงไม่มีใครยิ่งกว่า พระองค์หันพระพักตร์ไปทางทิศเบื้องล่าง ย่างพระบาทไป 7 ก้าว แล้วตรัสว่าเราจะกำจัดมารและเสนามาร เราจักโปรยฝนคือธรรมพร้อมกับบำบัดไหนรกของสัตว์นรกทั้งหลาย ซึ่งสัตว์นรกทั้งหลายจะได้เพียบพร้อมไปด้วยความสุขพระองค์หันพระพักตร์ไปทางทิศเบื้องบน ย่างพระบาทไป 7 ก้าว และแหงนไปดูเบื้องบน แล้วตรัสว่า เราจะเป็นผู้ที่สัตว์ทั้งปวงควรแหงนดู ระหว่างที่พระโพธิสัตว์ตรัสวาจานี้ และในสมัยนั้นโลกธาตุคือ มนุษยโลก และเทวโลกก็ได้แผ่ซ่านไปด้วยพระสุรเสียง อันนี้คือความเป็นธรรมได้แก่ความรู้ยิ่ง ซึ่งเกิดจากผลแห่งกรรมของพระโพธิสัตว์

 

    กาลใด พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในชาติสุดท้ายเกิดขึ้นแล้ว และกาลใด พระโพธิสัตว์ตรัสรู้สัมยักสัมโพธิ กาลนั้นฤทธิปราติหารยเห็นปานนี้เหล่านี้ก็ย่อมบังเกิดขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นัยว่า ในสมัยนั้น สัตว์ทั้งหลายเกิดขุมขนชูชัน เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในโลกซึ่งน่ากลัว ขนลุกขนพอง ดนตรีทั้งหลายทั้งของทิพย์และของมนุษย์ ไม่มีใครไปแตะต้องก็บรรเลงขึ้นเอง ต้นไม้ทั้งหลายที่เป็นไปตามฤดูกาล มาในสมัยนั้นก็ผลิดอกออกผลในโลกธาตุคือมนุษยโลกและเทวโลกและเสียงเมฆก็ได้ยินมาจากอากาศอันแจ่มใสละอองฝนอันละเอียดยิ่ง ก็โปรยลงมาอย่างช้าๆจากอากาศปราศจากเมฆ ลมมีกลิ่นหอมพัดมากระทบทำให้เป็นสุขอย่างยิ่ง และโชยมาอย่างแผ่วเบา เจือด้วยละอองฝน ดอกไม้ ผ้า เครื่องประดับ ผงจันทน์หอมอันเป็นทิพย์ต่างๆ ก็พัดตลบไป และทุกทิศก็ปราศจากความมืด ฝุ่น หมอกควัน น้ำค้าง สดใส แจ่มแจ้ง ได้ยินแต่เสียงประกาศของมหาพรหมเป็นเสียงลึกๆไม่มีใครเหมือน มาจากอากาศเบื้องบน และได้มีแสงสว่างเหนือกว่าแสงสว่างของจันทร์ อาทิตย์ องค์สักกะ พรหม โลกบาล โลกธาตุคือมนุษยโลก และเทวโลกก็แจ่มแจ้งด้วยรัศมีสีสรรพ์ตั้งร้อยตั้งพันเป็นอเนก เมื่อกระทบรัศมีนั้นเกิดความสุขอย่างยิ่ง และรัศมีนั้นทำให้เกิดความสุขกายสุขจิตของสัตว์ทั้งปวง ล่วงพ้นวิษัยโลก นัยว่าระหว่างเมื่อพระโพธิสัตว์เกิด สัตว์ทั้งปวงเพียบพร้อมไปด้วยความสุขแต่อย่างเดียวปราศจากความรัก (กำหนัด) ความชัง ความกระด้าง ความหดหู่ ความทุกข์ ความกลัว ความโลภ ความริษยา ความตระหนี่ทั้งปวง เว้นจากการกระทำอกุศลทั้งปวงความป่วยไข้ของสัตว์ทั้งหลายผู้ที่ป่วยไข้ ก็สงบระงับไป ความหิวกระหายของสัตว์ผู้หิวกระหาย ก็สงบไป และสัตว์ที่เมาด้วยของมึนเมา ก็สร่างเมาหายเมา ผู้ที่เป็นบ้าคลั่งก็ได้สติ ผู้มีจิกษุพิการ ก็ได้จักษุดีดั่งเดิม ผู้มีหูพิการก็ได้หูดีตั่งเดิม ผู้ที่มีอินทรีย์พิการโดยเสียอวัยวะน้อยใหญ่ ก็หายอินทรีย์พิการ สัตว์ผู้ยากจนก็ได้ทรัพย์ สัตว์ที่ถุกกักขังจองจำด้วย เครื่องกักขังจองจำ ก็หลุดจากเครื่องกักขังจองจำ ความทุกข์ของสัตว์นรกทั้งปวงนับตั้งแต่อเวจีนรกเป็นต้น อันเกิดจากเหตุทั้งปวงก็ระงับในขณะนั้นความทุกข์ของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายกมีกินกันเองเป็นต้น ก็ระงับ ความทุกข์ของสัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ในยมโลก(เปรต)อันเกิดจากความหิวกระหาย ก็ได้สงบระงับไป

 

    และกาลใด พระโพธิสัตว์พอเกิดแล้วย่างไป 7 ก้าว กาลนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีภคะ (*) ทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในโลกธาตุทั้ง 10 ก็อธิษฐานประเทศคือแผ่นดินตรงนั้นให้ล้วนแล้วไปด้วยความแข็งเหมือนเพชร โดยหน่วงเหนี่ยวเอาความเป็นธรรมคือความเพียรและกำลังอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเกิดด้วยความประพฤติสุจริตมาตั้งหมื่นแสนโกฏิปัลปนับไม่ถ้วน  ซึ่งทำให้แผ่นดินใหญ่ตรงประเทศนั้นไม่มีใครทำให้ยุบลงได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายพระโพธิสัตว์พอเกิดแล้วย่างไป 7 ก้าว ก็ประกอบด้วยกำลังและแรงกระตุ้นถึงเพียงนั้นในครั้งนั้นภูมิประเทศโลกันตร์ก็แจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างอย่างใหญ่หลวง และในคราวนั้นเสียงขับร้องฟ้อนรำ ก็ได้มีขึ้นอย่างใหญ่หลวง ในสมัยนั้น เมฆฝนที่เป็นดอกไม้ ผงจันทน์หอม พวงมาลัย รัตนะ เครื่องประดับ และผู้ก็ตกลงมาหาประมาณมิได้ สัตว์ทั้งหลายต่างเพียบพร้อมไปด้วยความสุขเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นกิริยาโดยสังเขป เป็นอจินไตย ซึ่งในครั้งเมื่อพระโพธิสัตว์ปรากฏในโลก โลกทั้งปวงได้สูงขึ้น

 

* ผู้มีภคะ หมายถึงผู้มีสมบัติ 6 ประการ คือทรัพย์ วีรยะ ชญาน ไวราคยะ ยศ ศรีหรือสิริ

 

      ครั้งนั้นแล พระอานนท์ผู้มีอายุ ลุกขึ้นจากอาสน ห่มผ้าอุตราสงค์เฉียงบ่าข้างหนึ่ง คุกมณฑลเข่าขวาลงยังพื้นดิน ประนมอัญชนีพระผู้มีภคะแล้ว ทูลพระผู้มีภคะว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ พระตถาคตเป็นผู้อัศจรรย์ของสัตว์ทั้งปวง พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ยังประกอบด้วยอัพภูตธรรม(สภาพที่ไม่เคยมีไม่เคยเป็น) โดยแท้จะป่วยกล่าวไปใยเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ ข้าพระองค์นั้นขอถึงพระผู้มีภคะเป็นสรณะ 4 ครั้ง 5 ครั้ง 10 ครั้ง 50 ครั้ง 100 ครั้ง ข้าแต่พระผู้มีภคะ ข้าพระองค์ขอถึงพระพุทธผู้มีภคะเป็นสรณะแม้ตั้งหลายแสนครั้ง

 

    เมื่อพระอานนท์ทูลดั่งนี้แล้ว พระผู้มีภคะจึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ต่อไปในทางข้างหน้า จะมีภิกษุบางพวกมิได้อบรมกาย มิได้อบรมจิต มิได้อบรมศีล มิได้อบรมปรัชญา เป็นพาลไม่เป็นบัณฑิต ถือตัวจัด ยกตน หัวสูง ไม่สำรวม จิตใจฟุ้งซ่าน พัวพันอยู่ด้วยความสงสัย มากไปด้วยความกินแหนง ไม่มีศรัทธา เป็นสมณะมีมลทิน เป็นสมณะจอมปลอม เขาเหล่านั้นจะไม่เชื่อว่าพระโพธิสัตว์ลงสู่พระครรภ์มีความบริศุทธเห็นปานนี้ เขาจะประชุมกันแล้วพูดกันว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงดูเถิดท่านทั้งหลาย นัยว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ อยู่ในพระครรภ์ของพระมารดาเกลือกกลั้วด้วยฟองอุจจาระปัสสาวะ แต่กลับวิเศษเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาเช่นนี้ กลับพูดว่าพระโพธิสัตว์นั้นออกมาจากพระครรภ์เบื้องขวาของพระมารดา ไม่เปรอะเปื้อนด้วยครรภ์ มลทิน เรื่องนี้เราไม่บูชา ดั่งนี้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คนงมงายเหล่านั้นไม่รู้ดอกว่า กายของผู้ทำกรรมดีทั้งหลาย ย่อมไม่เป็นไปในฟองอุจจาระปัสสาวะ การลงสู่ครรภ์ของสัตว์ผู้ทำความดีเช่นนั้น  มีแต่ความเจริญโดยแท้ จริงอยู่พระโพธิสัตว์ผู้ประทับอยู่ในพระครรภ์เกิดมาในมนุษยโลกก็เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย เป็นเทวดาเสียแล้วจะหมุนธรรมจักรให้เป็นไปไม่ได้ นั่นเพราะเหตุไร ? ดูกรอานนท์ เพราะจะไม่ให้สัตว์ทั้งหลายถึงความท้อใจคือท้อใจว่าพระตถาคตเป็นผู้มีภคะ เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นเทวดา พวกเราไม่สามารถที่จะบำเพ็ญให้ถึงฐานะของพระตถาคตได้ ธรรมของคนงมงายเหล่านั้น ซึ่งเป็นโจร จักไม่มีอย่างนี้ว่า พระโพธิสัตว์เป็นสัตว์อจินไตย(คิดไม่ถึง) พระโพธิสัตว์นั้น เราทั้งหลาย ประมาณ(ชั่ง ตวง วัด) มิได้ ดั่งนี้ ดูกรอานนท์ พวกนั้นเขาจะไม่เชื่อพุทธฤทธิปราติหารยในครั้งนั้น จะป่วยกล่าวไปไยถึงการที่เขาจะเชื่อพระโพธิสัตว์ปราติหารยของตถาคตเมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่เล่า ดูกรอานนท์ คอยดูเถิด คนงมงายพวกนั้น เขาจะปรับปรุงตกแต่งปุณยภิสังสการให้มากขึ้นได้อย่างไร เขาปฏิเสธธรรมทั้งหลายของพระพุทธเสียแล้ว เขาได้ถูกอามิสคือลาภสักการครอบงำเสียแล้ว ติดอยู่ในอุจจาระ ถูกลาภสักการครอบงำไว้แล้ว มีชาติต่ำทราม

 

    พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ต่อไปในทางข้างหน้า ขออย่าให้มีภิกษุอย่างนี้แก่ข้าพระองค์เลย ซึ่งเขาละทิ้งสูตรอันเจริญอย่างนี้เหล่านี้เสีย และแล่นไปเป็นปฏิปักษ์

 

    พระผู้มีภคะตรัสว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุอยางนี้นั้น ละทิ้งและคัดค้านสูตรเสียแล้ว เขาจะปรับปรุงตกแต่งอภิสังสการอันเป็นบาปอื่นๆเป็นอเนกประการ พวกนี้จะไม่มีประโยชน์ด้วยความเป็นสมณะ (บวชเสียผ้าเหลือง)

 

    พระอานนท์ทูลว่า ข้อแต่พระผู้มีภคะ คนที่เป็นอสัตบุรุษเช่นนั้น จะมีคติ(ทางไป) อย่างไร?

 

    พระผู้มีภคะตรัสว่า คติใด เป็นไปเพื่อทำให้ความตรัสรู้ของพระพุทธสูญหายไปและเป็นไปเพื่อติเตียนพระพุทธผู้มีภคะทั้งใน อดีต อนาคต ปัจจุบัน คตินั้นแหละพวกเขาจะไปกัน

 

    ครั้งนั้นแลพระอานนท์ผู้มีอายุ เกิดขุมขนชูชัน พูดขึ้นว่า นโม พุทธาย (แปลว่าข้าพเจ้าขอนมัสการพระพุทธ) แล้วทูลพระผู้มีภคะว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ข้าพระองค์ตัวชาไปหมดแล้ว เพราะได้ยินเหตุการณ์ของพวกอสัตบุรุษเหล่านี้

 

    พระผู้มีภคะตรัสว่า ดูกรอานนท์ คนงมงายพวกนั้น จะไม่มีมารยาทเรียบร้อยเลย สัตว์เหล่านั้นจะมีมรรยาทไม่สม่ำเสมอเขาเหล่านั้นจะตกอเวจีมหานรกเพราะมรรยาทไม่สม่ำเสมอนั้น นั่นเพราะเหตุอะไร ? ดูกรอานนท์ ใครผู้ใด เป็นภิกษุก็ตามภิกษุณีก็ตาม อุบาสกก็ตาม อุบาสิกาก็ตาม เมื่อฟังสูตรทั้งหลายเห็นปานนี้แล้ว ไม่ปลงใจ ไม่เชื่อ ไม่ตรัสรู้ เขาเหล่านั้นจุติแล้วจะตกอเวจีมหานรก ดูกรอานนท์ ใครๆอย่าประมาณตถาคตเลย นั่นเป็นเพราะเหตุไร? ดูกรอานนท์ ตถาคต ใครๆประมาณไม่ได้ มีความลึก ความกว้าง ยากที่จะหยั่งถึง ดูกรอานนท์ ใครผู้ใดฟังสูตรเห็นปานนี้แล้วเกิดปีติปราโมทย์ เขาเหล่านั้นได้ลาภ คือความเสือมใส ชีวิตของเขาไม่เปล่าประโยชน์ความเป็นมนุษย์ของเขาไม่เปล่าประโยชน์ และเขาเหล่านั้น เป็นผู้ประพฤติประโยชน์เขาได้ยึดถือสาระไว้แล้ว เขาพ้นแล้วจากอบายทั้ง3เขาเหล่านั้นจะเป็นบุตรของตถาคต เขาได้บรรลุกิจการทั้งปวงแล้ว คือการทำกิจการสำเร็จแล้ว เขาเหล่านั้นยึดเหนี่ยวศรัทธาโดยความไม่เปล่าประโยชน์ ก้อนข้าวของราษฎรเขาเหล่านั้น แบ่งเอามาด้วยดี เขาเป็นผู้เลื่อมใสต่อสัตว์ผู้เลิศ เขาตัดบ่วงมารได้แล้ว คงกันการคือสังสารวัฏ เหล่านั้นข้ามพ้นแล้ว ลูกศรคือความโศก เขาก็ถอนออกได้แล้ว วัตถุที่ควรปราโมทย์ยินดี เขาก็ถึงแล้วโดยลำดับ สรณาคมทั้งหลายเขาก็รับไว้ดีแล้ว เขาทั้งหลายเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา (ทานที่ให้เพื่อผลอันเจริญ)และผู้ควรบูชา และเขามีความปรากฏอันยากที่จะได้ในโลก เขาเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา ซึ่งควรจดจำไว้ นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร? จริงดั่งว่า เขาเหล่านั้นเชื่อธรรมของตถาคตซึ่งไม่เป็นศัตรูของโลกทั้งสิ้นในโลกทั้งปวง ดูกรอานนท์ สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นประกอบด้วยกุศลมูลอันไม่ต่ำทราม ดูกรอานนท์ เขาเหล่านั้นจะเป็นมิตรเนื่องด้วยเป็นชาติเดียวกันกับตถาคต นั่นเป็นเพราะเหตุไร ? ดูกรอานนท์ บางคนเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจเพราะฟังเสียง ไม่ใช่เพราะเห็นรูป ดูกรอานนท์ บางคนเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจเพราะเห็นรูป แต่ไม่ใช่เพราะฟังเสียง ดูกรอานนท์บางคนเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจเพราะทั้งเห็นรูปและฟังเสียง ดูกรอานนท์เธอจงเข้าใจว่าตถาคต เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลายบางคนด้วยการฟังเสียง หรือด้วยการเห็นรูปก็ตาม พวกเธอพึงเข้าใจในข้อนี้ว่า ผู้จะเป็นมิตรทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ใช่เนื่องด้วยเป็นชาติเดียวกันกับตถาคต เขาเหล่านั้นต้องเป็นผู้ที่ตถาคตได้เห็นแล้ว ได้ปลดเปลื้องจากเกลศและทุกข์ให้แล้ว เขาเหล่านั้นมีส่วนแห่งคุณสม่ำเสมอ มีส่วนแห่งคุณของตถาคต ตถาคตได้ทำการช่วยเหลือ เขาแล้ว เขาได้ถึงตถาคตเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกแล้ว ตถาคตได้เข้าใกล้เขาแล้ว นั่นแหละจึงเป็นมิตรกันได้ ดูกรอานนท์ เมื่อครั้งตถาคตประพฤติโพธิสัตว์จรรยาในครั้งก่อนๆมีบางคนขออภัยจากสำนักตถาคต เมื่อเขามาขออภัย ตถาคตก็ให้อภัยแก่เขาเหล่านั้นจะป่วยกล่าวไปไยถึงตถาคตได้ตรัสรู้สัมยักสัมโพธิแล้ว ดูกรอานนท์ การประกอบในศรัทธา เป็นการที่ควรทำ ตถาคตบอกให้รู้ข้อนี้ไว้ ดูกรอานนท์ เวลาที่ตถาคตทำกิจให้แก่เธอทั้งหลาย ตถาคตได้ชำระลูกศรคือมานะ(ความถือตัว)เสียแล้ว ดูกรอานนท์ คนทั้งหลายโดยการฟังข่าวของมิตรยังเดินทางไประหว่างร้อยโยชน์ได้มิใช่หรือครั้นไปถึงแล้วก็ได้รับความสุข เพราะพบมิตรที่ไม่เคยเห็นกัน จะป่วยกล่าวไปใยถึงผู้ที่อาศัยตถาคตปลูกกุศลมูลทั้งหลาย ดูกรอานนท์ ตถาตตเป็นอรหันต์ เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ย่อมรู้ว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นมิตรดั้งเดิมของตถาคตทั้งหลาย เขาเหล่านั้นเป็นมิตรของเราทั้งหลายดั่งนี้ นั่นเป็นเพราะเหตุอะไร ดูกรอานนท์ นัยว่า มิตรย่อมเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของมิตร มิตรเป็นที่รักของมิตรด้วยวิธีใด มิตรก็ย่อมเป็นที่รักของมิตร(แม้ด้วยวิธีนั้น) เป็นอันว่ามิตรย่อมเป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของมิตรนั้น (มิตรจิต มิตรใจ)  เพราะฉะนั้นแล ดูกรอานนท์ตถาคตบอกให้รู้ แจ้งให้รู้ว่า  เธอทั้งหลายจงทำเพียงศรัทธาให้เกิดขึ้นว่า เราจะไม่ติเตียน ในสำนักแห่งพระตถาคตผู้เป้นอรหันต์ ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ทั้งหลาย ในอนาคตพระตถาคตเหล่านั้นรู้ว่าเราทั้งหลายเป็นมิตรของท่านสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างไร ท่านก็จะได้ทำให้เต็มได้ ดูกรอานนท์เหมือนกับว่า ใครก็ตามมีลูกชายคนเดียว กำลังอยู่ในวัยอันเจริญ จะต้องได้รับคามโอบอุ้มประคับประคองเป็นอย่างดี เขาผู้นั้นมีเพื่อนฝูงมาก เมื่อเขาตายไป บุตรของเขาก็ไม่ลำบาก เพื่อนฝูงของบิดาเขาจะช่วยกันประคับประคองต่อไป ดูกรอานนท์ ตถาคตก็เหมือนกัน ใครก็ตามเชื่อถถือตถาคต ตถาคตก็ต้องช่วยเหลือเขา (เขาเหล่านั้น) เป็นเพื่อนของตถาคตถึงตถาคตเป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก และตถาคตมีมิตรมาก มิตรของตถาคตเหล่านั้น พูดจริง ไม่พูดเท็จ ตถาคตไม่ติเตียนมิตรที่พูดจริง ซึ่งเขาเป็นมิตรของตถาคต และพระตถาคตทั้งหลายในอนาคต ก็เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ดูกรอานนท์ การประกอบในศรัทธาเป็นการที่ควรทำ ตถาคตจะบอกเธอทั้งหลายให้รู้แจ้งในข้อนี้

 

      เพราะฉะนั้นแล เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดแล้ว นางอัปสร (นางฟ้า) ทั้งหลายที่อยู่ในฟากฟ้าตั้งหลายหมื่นแสนโกฏิ จึงโปรยปรายดอกไม้ ธูป เครื่องหอม พวงมาลัย เครื่องชโลมทา ผ้า เครื่องประดับอันเป็นของทิพย์ไปยังพระนางมายาเทวี ท่านกล่าวไว้ในข้อนี้ว่า

 

      22 นางเทพอัปสรทั้งหลาย มีรัศมีเหมือนทอง งามหมดจด บริศุทธเปล่งแสงออกดังดวงจันทร์  และดวงอาทิตย์ นับจำนวนตั้ง 60 แสน ส่งเสียงกังวาลไพเราะ เข้าไปสู่อุทยานลุมพินีนั้น ได้พูดกับพระนางมายาเทวีในขณะนั้นว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระแม่เอย่าเป็นทุกข์ไปเลย จงมีความยินดีเถิด หม่อมฉันทั้งหลายจะคอยดูแลรับใช้พระแม่เจ้าฯ

 

      23 โปรดบอกมาเถิด หม่อมฉันทั้งหลายจะต้องทำอะไรในกิจการอะไร พระแม่เจ้ามีกิจการอะไร พวกหม่อมฉันมีความสามารถดี จะคอยดูแลรับใช้พระแม่เจ้าหม่อมฉันมีความรักใคร่พระแม่เจ้า ขอพระแม่เจ้าจงมีพระหทัยสูง ประกอบด้วยความยินดี และขออย่าเกิดมีความลำบากเลย วันนี้พระแม่เจ้าประสูติพระกุมารน้อยเป็นแพทย์สูงสุด บำบัดความแก่ และความตายฯ

 

      24 พระแม่เจ้าจะประสูติพระโอรสนี้สูงสุดในโลก กึกก้องในสวรรค์และในมนุษย์ เหมือนสุมทุมพุ่มไม้รังออกดอกบานสะพรั่งเหล่านี้ และเหมือนเทวดาตั้งพัน ยืนไกวแขนอยู่ข้างๆ และเหมือนแผ่นดินพร้อมด้วยมหาสมุทรกระเทือนด้วยวิการทั้ง 6ฯ

 

      25 และเหมือนทองที่มีแสงสุกปลั่ง บริศุทธ งาม รุ่งเรือง ดนตรีตั้งร้อย ไม่มีใครไปแตะต้อง ก็ดังขึ้นเองในอากาศ ไพเราะจับใจ และเหมือนดั่งว่าเทพยดาผู้บริศุทธตั้งร้อยตั้งพัน งดงามปราศจากราคะความกำหนัดยินดีในกาม มีจิตใจแช่มชื่น พากันมานมัสการพระโพธิสัตว์ผู้มีประโยชน์ในคนในโลกทั้งปวง ในวันนี้ฯ

 

      26 องค์สักกะ พรหม เทพโลกบาล และเทวดาอื่นๆ มีใจยินดีแช่มชื่น ได้มายืนประนมมืออยู่ข้างๆ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นชายชาติสิงห์นั้นมีพรตอันบริศุทธ(ทรงชำแรก)พระครรภ์ออกมาแล้ว พระองค์มีพรตอันบริศุทธเหมือนภูเขาทอง เสด็จออกมาแล้วเป็นพระนายก(ผู้นำ)ฯ

 

      27 แม้องค์สักกะ และพรหมทั้ง 2 นั้น ก็เอามือรับพระมุนีอาณาเขตตั้งแสนสั่นสะเทือน เปล่งรัศมีออกมางาม แม้สัตว์ในอบายทั้ง 3 ก็มีความสุข ไม่มีทุกข์เลย เทวดาตั้งแสน ก็โปรยดอกไม้ ทำให้ท้องฟ้าหมุนคว้างฯ

 

      28 แผ่นดินตรงที่พระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยกำลังคือความเพียรประทับอยู่ ก็แข็งเหมือนเพชร(ได้มีแล้วในครั้งนั้น) ดอกบัวงามวิจิตรก็ผุดขึ้นมาตรงที่นายกประทับอยู่ด้วยพระบาททั้งสอง (มีรูปเครื่องหมายกงจักร)พระโพธิสัตว์ย่างไปได้ 7 ก้าว ก็เปล่งพระสุรเสียงกังวาลที่สุดเหมือนเสียงพรหม พระองค์เป็นหมอสูงสุดบำบัดชราและมรณะ เป็นสัตว์สูงสุดเสด็จแล้วฯ

 

      29 พรหมสูงสุด องค์สักกะผู้สูงสุดกว่าเทวดาทั้งหลาย ยืนอยู่ในพื้นฟ้า สรงสนานองค์พระนายกด้วยน้ำหอมสะอาด งาม และใส แม้นาครราชยืนอยู่ในอากาศไข) ท่อน้ำเย็น น้ำร้อนสองท่องาม เทวดาตั้งแสนก็สรงสนานพระผู้เป็นนายกด้วยน้ำหอมฯ

 

      30 เทพโลกบาลทั้ง4รีบเข้าไปรับด้วยแขนอันงาม พื้นแผ่นดินมนุษยโลกนี้ ก็สันสะเทือนเคลื่อนไหวอยู่ไปมาฯ

 

      31 และอบายทั้งหลาย ไม่มีใครไปทำความสะอาด ก็เปล่งแสงสว่างอันงาม เขาเหล่านั้น(ขาวอบาย)ก็ระงับจาเกลศ และความทุกข์ในเมื่อพระนายกพิเศษของโลกเกิดแล้วฯ

 

      32 เมื่อพระนายกของคนเกิดแล้วในโลกนี้ เทวดาทั้งหลายก็ชัดดอกไม้ไปยังพระองค์ผู้มีความเพียรเป็นพระกำลัง เมื่อพระองค์ผู้กล้าย่างพระบาทไปได้ 7ก้าวฯ

 

      33 เมื่อพระโพธิสัตว์วางพระบาททั้ง 2 ลงที่ใด ดอกบัวอันประเสริฐงาม ประดับด้วยรัตนะทั้งปวง ก็ผุดขึ้นมารับตถาคตที่นั้นฯ

 

      34 พระโพธิสัตว์เสด็จไปได้ 7 ก้าว คราวใด คราวนั้น ก็ทรงเปล่งพระสุรเสียงเหมือนเสียงพรหม พระองค์บังเกิดขึ้นมาเหมือนหมอผู้ประเสริฐบำบัดชราและมรณะฯ

 

      35      พระโพธิสัตว์ผู้คงแก่เรียนมองไปยังทิศแล้วเปล่งพระวาจาซึ่งมีความหมายว่า เราเจริญที่สุด ประเสริฐที่สุด กว่าสัตวโลก(เป็นนายกพิเศษในโลก) และชิตนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา(ดังนี้)ฯ

 

      36 เมื่อพระนายกของคนเปล่งพระวาจาอันน่ารื่นเริงแล้ว เทวดาทั้งหลายพร้อมทั้งเทพโลกบาล องค์อินทร์ มีจิตเสื่อมใสได้บูชาพระโพธิสัตว์ผู้กระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่โลกทั้งหลาย ด้วยการสรสนานด้วยน้ำหอมอันประเสริฐฯ

 

      37 อนึ่ง พระยานาคประชุมพร้อมเพรียงกันสรงสนาน (พระโพธิสัตว์) ด้วยท่อน้ำใหญ่อันเลิศมีกลิ่นหอม เทวดาอื่นๆตั้งหมื่น(ยืน)อยู่ในอากาศ ก็เอาน้ำหอมสรงสนานพระสวยัมภู(พระโพธิสัตว์)เพราะพระองค์เป็นผู้ชนะอันเลิศฯ

 

      38 ร่มขาวกว้าง และจามรอันงาม ก็ตามไปในอากาศ เทวดาทั้งหลายก็พากันสรงสนานพระโพธิสัตว์ผู้เป็นคนดีเลิศฯ

 

ตระกูล 500 ก็ประสูติ

 

      39 ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ก็รีบไปทูลพระราชาศุทโธทนะด้วยความดีใจว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญไพบูลย์เถิด พระโอรสประดับด้วยลักษณะเกิดแล้ว พระโอรสนี้เป็นใหญ่กว่าพระราชาจักรพรรดิ์ปรากฏ(เป็นความเจริญ) แก่ลุลรัตนะ(ตระกูลประเสริฐ) อันใหญ่ยิ่งและไม่มีศัตรูโต้ตอบ เป็นฉัตรเอกในชมพูทวีปฯ

 

      40 เจ้าหน้าที่คนที่ 2 ไปแล้ว ทูลถามเกี่ยวกัน (พระราชา) ศุทโธทนะโดยลำดับว่า ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์จงทรงพระเจริญไพบูลย์ในตระกูลกษัตริย์แห่งศากยทั้งหลายเถิด พระโอรสเกิดแล้ว บุตร 2 หมื่น 5 พันก็เกิดแล้ว ในเรือนแห่งศากยทั้งหลาย ล้วนแต่ยังเป็นเด็กล่อนจ้อนเสมอกัน แต่ประกอบด้วยกำลัง ยากที่ผู้อื่นจะกำจัดได้ฯ

 

      41 เจ้าหน้าที่คนอื่น ก็ทูลว่า ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์โปรดฟังคำแสดงความยินดีของข้าพระองค์ บุตรของมหาดเล็กเกิดแล้ว 800 คน มีกุมารชื่อฉันทกะเป็นประธาน อนึ่ง ม้า 10000 ก็เกิดแล้วเป็นเพื่อนของม้ากัณฐกะ (คือม้ากัฐกะเป็นประธาน) ม้าเหล่านั้นเป็นประธานอันประเสริฐของม้าทั้งหลาย มีแสงเหมือนทอง ผมเหมือนหญ้ามุญชะ (หญ้าซุ้มกระต่าย)เป็นม้าประเสริฐฯ

 

      42 และพระราชาสามนต์ที่ปกครองอาณาจักรอยู่ชายแดนอีก 20000 ก็เกิดบุตร 20000 เหมือนกัน ข้าแต่พระนฤบดี ขอเชิญเสด็จไปโดยลำดับตามพื้นบาทวิถี สาธุ ขอให้พระองค์ผู้ประเสริฐจงมีชัยชนะ  ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์ประทานคำสั่งมาเถิด ข้าพระองค์จะไป หรือจะให้ข้าพระองค์ทำอะไร  พระองค์จงประทับอยู่ที่นี่เถิด จงเสด็จมาถึงแค่นี้เถิด ข้าพระองค์เป็นมหาดเล็กรับใช้ ขอพระนฤบดีจงมีชัยชนะฯ

 

      43 ช้างตระกูลสูงสุดอีก 20000 รุ่งเรืองด้วยตาข่ายทองได้รีบเข้าไปสู่พระราชวัง แผดเสียงอยู่ในอากาศตกลูก 6000 เป็นลูกช้างดำ และช้างกระ มีช้างชื่อโคเป็นประธาน เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้เป็นเทวดาสูงสุดกว่าเทวดาทั้งหลาย ประสูติแล้ว นี่คือความเจริญในพระราชวังฯ

 

      44 อนึ่ง ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์โปรดเสด็จไป ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่(เป็นใหญ่ด้วยเดชแห่งบุญ) ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรทุกสิ่งทุกอย่างด้วยพระองค์เอง มนุษย์ และเทวดาทั้งหลายพากันดีใจ เพราะเห็นคุณในการเกิดแห่งพระโพธิสัตว์ พระชินเจ้าทั้งหลายผู้มีความเจริญ มีความตรัสรู้อันประเสริฐ ไม่เศร้าโศก ทรงดำรงอยู่เร็วไป(คืออยู่ไม่นาน)ฯ

 

      กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดแล้ว ก็มีการบริจาคทานอันยิ่งใหญ่ในขณะนั้น ตระกูล 500ก็ประสูติบุตร หญิงสาวทั้งหลายหมื่นนาง มีนางยโศวดีเป็นประธาน ทาสี(หญิงรับใช้) 800 ทาส(ชายรับใช้) 800 มีนายฉันทกะเป็นประธาน ฬา 10000 ลูกม้า 10000 มีกัณฐกะเป็นประธาน ช้าง 5000 ตกลูกเป็นช้างสีน้ำตาล 5000 สิ่งทั้งปวงเหล่านี้ พระราชาศุทโธทนะโปรดให้ขึ้นบัญชีไว้เป็นของพระราชทานเพื่อให้เป็นของเล่นของพระกุมาร

 

      ในท่ามกลางแสนโกฏิแห่งทวีปทั้ง 4 ไม้โพธิได้ปรากฏขึ้นบนพื้นดิน และภายในทวีป(ชมพูทวีป)ได้ปรากฏมีป่าไม้จันทน์ขึ้น ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์ เพื่อเป็นเครื่องอาศัยใช้สอยของพระโพธิสัตว์ ขุมทรัพย์ 5000 ก็ผุดขึ้นจากพื้นดินให้แลเห็นชอบ อันใดที่พระราชาศุทโธทนะมีพระประสงค์ อันนั้น พระองค์ก็ได้สมประสงค์สำเร็จพร้อมทุกประการ ดั่งนี้แล

 

      ครั้งนั้นแล พระราชาศุทโธทนะทรงพระดำริว่า เราจะตั้งชื่อกุมารว่าอะไร แล้วก็ทรงพระดำริต่อไปว่า อย่ากระนั้นเลย เราจะตั้งชื่อกุมารนี้ว่า สรฺวารฺถสิทธ เพราะเหตุว่าพอกุมารนี้เกิด ความประสงค์ของเราก็สำเร็จหมดทุกอย่าง ครั้นแล้ว พระราชาได้ทรงกระทำสักการพระโพธิสัตว์  ด้วยเครื่องสักการเป็นอันมาก แล้วทรงตั้งชื่อว่า กุมารนี้จงมีชื่อว่า สรวารถทิทธ (สัพพัตถสิทธะ)

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดแล้ว สีข้างแห่งพระครรภ์ของพระมารดาไม่มีบาดเจ็บ ไม่ถูกกระทบกระเทือน เป็นปรกติเหมือนเดิม บ่อน้ำพุได้ปรากฏแล้วในภพทั้ง 3 ใช่แต่เท่านั้น ยังมีสระโปกขรณี(สระบัว) นำมันหอม นางอัปสร 5000 ประคองภาชนะน้ำมันอบด้วยกลิ่นหอมทิพย์ เข้าไปเฝ้าพระมารดาพระโพธิสัตว์ ไต่ถามถึงความไม่ลำบากพระกายในการที่พระโพธิสัตว์เกิดง่าย นางอัปสร 5000 ประคองเครื่องชโลมลูบไล้ทิพย์ เข้าไปเฝ้าพระมารดาพระโพธิสัตว์ ไต่ถามถึงความไม่ลำบากพระกาย ในการที่พระโพธิสัตว์เกิดง่าย นางอัปสร 5000 ประคองหม้อน้ำเต็มด้วยน้ำทิพย์ เข้าไปเฝ้าพระมารดาพระโพธิสัตว์ ไต่ถามถึงความไม่ลำบากพระกายในการที่พระโพธิสัตว์เกิดง่าย นางอัปสร 5000 ประคองผ้าทิพย์สำหรับเด็กเข้าไปเฝ้าพระมารดาพระโพธิสัตว์ไต่ถามถึงความไม่ลำบากพระกายในการทีพระโพธิสัตว์เกิดง่าย นางอัปสร 5000 ประคองเครื่องแต่งตัวทิพย์สำหรับเด็ก เข้าไปเฝ้าพระมารดาพระโพธิสัตว์ ไต่ถามถึงความไม่ลำบากพระกายในการที่พระโพธิสัตว์เกิดง่าย นางอัปสร 5000 ขับกล่อมประสานเสียงบรรเลงดนตรีทิพย์ เข้าไปเฝ้าพระมารดาพระโพธิสัตว์ไต่ถามถึงความไม่ลำบากพระกายในการทีพระโพธิสัตว์เกิดง่าย และจนกระทั่งฤษีทั้งหลายในชมพูทวีปนี้ ได้อภิญญา5(*)นอกพระพุทธศาสนา ท่านทั้งปวงเหล่านั้น ได้เหาะมายืนอยู่ข้างหน้าพระราชาศุทโธทนะ ต่างก็เปล่งเสียง ชโย สวัสดี(จงชนะ จงเจริญ)

 

* อภิญญา 5 คือ 1 อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ  2 ทิพโสต หูทิพย์  3 เจโตปริยญาณ รู้ความคิดของผู้อื่น  4 ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ รู้ระลึกชาติหนหลังได้  5 ทิพจักษุ ตาทิพย์ คือรู้จุติและการเกิดของสัตว์ทั่วไป

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์พอเกิดแล้ว ก็ได้รับสักการะ ได้รับความเคารพ ได้รับความนับถือ ได้รับการบูชา ด้วยการร้องลำทำเพลง ประโคมดนตรีทั้งเป็นของเทวดาและเป็นของมนุษย์ในป่าลุมพินี ตลอด 7 วัน มีการเรียกร้องเชื้อเชิญด้วยของเคี้ยวของกินมีรสอร่อยทั้งหลาย และพวกศากยทั้งปวงก็ประชุมกันเปล่งเสียงแสดงความยินดี ต่างก็พากันให้ทาน ทำบุญ เลี้ยงดูพราหมณ์ 32 แสนทุกวันใคร ต้องการอย่างไรก็ให้อย่างนั้น  และองค์สักกะผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายกับพรหมได้แปลงตัวเป็นคนธรรพ์มานั่งบนอาสนอันเลิศในที่ประชุมพราหมณ์ ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์ว่า

 

      45 อบายทั้งหลาย สงบระงับแล้วด้วยประการใด โลกทั้งปวงมีความสุขด้วยประการใด พระโพธิสัตว์ ผู้นำความสุขอันเที่ยงแท้เกิดขึ้นแล้วและยังโลกให้ตั้งอยู่ในความสุขด้วยประการนั้นๆฯ

 

      46 อนึ่ง แสงสว่างเกิดจากแสงสว่างแห่งบุณย อันเที่ยงแท้ปราศจากความมืด ด้วยประการใด ครอบงำแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และเทวดา มิให้ส่องสว่าง ด้วยประการนั้นฯ

 

      47  ตนตาบอดก็มองเห็น คนหูหนวกก็ได้ยิน คนบ้าคลั่งก็ได้สติ พระองค์เป็นเจดีย์ของโลกฯ

 

      48 พระงองค์เป็นอย่างที่เกลศเบียดเบียนไม่ได้ โลกเกิดไมตรีต่อกัน พระองค์เป็นผู้ควรบูชาของพรหมตั้งโกฏิ โดยไม่ต้องสงสัยฯ

 

      49 พระองค์เป็นเหมือนไม้รังมีดอกบาน และเหมือนแผ่นดินที่ราบเรียบ เป็นผู้ควรบูชาของโลกทั้งปวงอย่างยั่งยืน พระองค์รู้หมดทุกสิ่งทุกอย่างฯ

 

      50 เป็นเหมือนโลกที่ปราศจากความยุ่งยากสับสน และเหมือนดอกบัวใหญ่ ที่ผุดขึ้นมา พระองค์จะมีเดชมาก จะเป็นที่พึ่งของโลก  โดยไม่ต้องสงสัยฯ

 

      51 พระองค์เป็นเหมือนลมอ่อนๆ อบอวลไปด้วยทิพยสุคนธ์ พระองค์จะเป็นแพทย์บำบัดโรคของคนทั้งหลายฯ

 

      52 พระองค์เหมือนเทวดาเหล่านี้ตั้งร้อยในรูปธาตุ (ชั้นรูปพรหม) ที่ปราศจากราคะแล้ว เทวดาเหล่านั้นจะทำอัญชลีนมัสการพระองค์พระองค์จะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาฯ

 

      53 พระองค์กระทำให้มนุษย์เห็นเทวดา เทวดาเห็นมนุษย์ ต่างก็มิได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน พระองค์จะเป็นเหมือนหัวหน้าพ่อค้าเดินทางฯ

 

      54 พระองค์ทำให้ไฟดับ ทำให้แม่น้ำทั้งหลายหยุดไหล ทำให้แผ่นดินกระเทือนอย่างสุขุม พระองค์เป็นผู้เห็นความจริงอันถ่องแท้ฯ

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์เกิดแล้วได้ 7 ราตรี พระนางมายาเทวีผู้เป็นพระมารดา ก็กระทำกาลกิริยา พระนางซึ่งถึงกาละแล้วนั้น ได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นัยว่า พระนางมายาเทวีถึงกาละเป็นความผิดของพระโพธิสัตว์ของพวกเธอทั้งหลายอย่างนี้ แต่พวกเธอทั้งหลายอย่าเข้าใจอย่างนี้เลยนั่นเป็นเพราะเหตุใด? เพราะเหตุว่า นั่นเป็นกำหนดอายุของพระนางเป็นอย่างยิ่งแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว พอเกิดได้ 7 ราตรี พระมารดาก็กระทำกาลกิริยา นั่นเป้นเพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงพระเจริญขึ้นมา มีอินทรีย์บริบูรณ์เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ พระมารดาก็จะมีหทัยแตกดับ

 

      กระนี้แหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในวันที่ 7 พระโพธิสัตว์เสด็จเข้าสู่มหานครกบิลพัสดุ์โดยกระบวนพยุหใหญ่ยิ่งกว่าเมื่อครั้งพระนางมายาเทวีเสด็จจากมหานครกบิลพัสดุ์สู่อุทยาน(ลุมพินี)ตั้งแสนโกฏิเท่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปนั้น มีผู้นำหม้อน้ำเต็มด้วยน้ำหอมไปข้างหน้า 5000คน หญิงสาว 5000คนถึอหางนกยูงเดินไปข้างหน้า หญิงสาวอีก 5000 คนถือทางตาลเดินไปข้างหน้า หญิงสาวอีก 5000คน ถือคนโทน้ำหอมเดินไปข้างหน้ารดถนนไปพลาง หญิงสาวอีก 5000คน ถือผ้าโพกพระเศียร(อุษณีษ)เดินไปข้างหน้า หญิงสาวอีก 5000คน ถือพวงมาลัยสดงามเดินไปข้างหน้า และหญิงสาวอีก 5000คน ถือเครื่องประดับอันเจริญล้วนแล้วด้วยรัตนะเดินไปข้างหน้า ทำความสะอาดถนนไปพลาง  หญิงสาวอีก 5000 คน ถืออาสน(เครื่องรองนั่ง) อย่างดีเดินไปข้างหน้า พราหมณื 5000 คน ถือระฆังส่งเสียงมงคลเดินไปข้างหน้า ช้าง 20000 ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเดินไปข้างหน้า ม้า 20000 คลุมด้วยเครื่องอลังการทองอย่างดีเดินไปข้างหน้า รถ 80000 ประดับด้วยฉัตร ธงชัย ธงปตาก ตาข่ายแขวนลูกพรวนตามหลัง พระโพธิสัตว์ ทหารราบ 40000 แกล้วกล้า อาจหาญ รูปงาม สวมเสือเกราะมั่นคงทะมัดทะแมงเดินตามพระโพธิสัตว์ที่เสด็จไป กระบวนพยุหต่างๆมากหลายของเทวบุตรชั้นกามาพจร ชั้นรูปพจร ที่อยู่ในท้องฟ้าตั้งหมื่นแสนโกฏินับไม่ถ้วน ตามบูชาพระโพธิสัตว์ รถประเสริฐซึ่งพระโพธิสัตว์ประทับนั้น เทวบุตรชั้นกามาพจรทั้งหลายช่วยกันประดับด้วยกระบวนพยุหมากมายใหญ่หลวง นางเทพกันยา 20000 ประดับด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพถือสายพวนรัตนะลากรถนั้นไป ท่ามกลางระหว่างนางอัปสร 2คน มีหญิงสาวมนุษย์ 1 คนคั่น ท่ามกลางหญิงสาวมนุษย์ 2คน มีนางอัปสร 1 คนคั่น นางอัปสรก็ไม่เหม็นสาปหญิงมนุษย์ และหญิงมนุษย์เห็นรูปนางอัปสรแล้วก็ไม่หลงไหลเคลิบเคลิ้ม ทั้งนี้เป้นด้วยอานุภาพแห่งเดชของพระโพธิสัตว์

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายศากยประมาณ 500 ได้สร้างตำหนัก 500 เพื่อพระกุมารสัพพัตถสิทธะ ในบุรีกบิลพัสดุ์อันประเสริฐ อุทิศต่อพระโพธิสัตว์ ศากยเหล่านั้น ยืนอยู่ที่ประตูตำหนักของตนๆ ประนมมือน้อมกายลงแสดงความเคารพพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จเข้าสู่พระนคร และทูลว่า ข้าแต่สัพพัตถสิทธะผู้เจริญ ของเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่เทพผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่พระผู้เป็นสัตว์บริศุทธผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่พระผู้เป็นสารถีประเสริฐผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่พระผู้ทำปีติและปราโมทย์ผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่พระผู้มียศไม่มีที่ติผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่พระผู้มีจักษุรอบด้านผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่พระผู้ไม่มีใครเสมอผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ข้าแต่พระผู้คุณและเดชไม่มีใครเหมือน มีพระกายประดับด้วยลักษณะและอนุพยัญชนะ(ลักษณะส่วนย่อยของร่างกาย) ผู้เจริญ ขอเชิญเสด็จเข้าตำหนักนี้เถิด ครั้นแล้ว เพราะอาศัยเหตุนี้ พระกุมารผู้ยังประโยชน์ทั้งปวงให้สำเร็จ จึงทรงพระนามว่า สรวารถสิทธ

 

      พระราชาศุทโธทนะให้พระโพธิสัตว์เข้าในตำหนักทุกแห่ง เพื่อเอาใจศากยเหล่านั้น สิ้นเวลาถึง 4 เดือน จึงให้พระโพธิสัตว์เสด็จเข้าในตำหนักของพระองค์ พระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นสู่มหาปราสาทชื่อ นานารัตนพยุห ศากยผู้เฒ่าๆทั้งหลายในที่น้นจึงประชุมกัน พิจารณาความเห็นว่า สตรีคนไหนที่สามารถเลี้ยงดู เป็นเพื่อนเล่ารักใคร่พระโพธิสัตว์ด้วยจิตเอื้อเฟื้อ ด้วยจิตเมตตา ด้วยจิตเป็นคุณ ด้วยจิตสุภาพอ่อนโยนในที่นั้น มีหญิงสาวศากยประมาณ 500 คน แต่ละคนพูดอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า จะบำรุงเลี้ยงพระกุมาร ในที่นั้น มีศากยผู้เฒ่าๆพูดกันว่า สตรีทั้งปวงเหล่านี้ ยังสาว ยังใหม่ ยังหนุ่มเหน้า ยังรุ่น ยังเมในรูป และในความเป็นสาวอยู่ เขาเหล่านี้ไม่สามารถบำรุงเลี้ยงพระโพธิสัตว์ตลอดเวลาได้ แต่ว่า พระนางมหาประชาบดีโคตมีนี้แหละ เป็นน้องหญิงของพระมารดาพระกุมาร พระนางนี้สามารถจะบำรุงเลี้ยงดูพระกุมารให้ได้รับความสุขเป็นอย่างดีและจะรับสนองพระราชาศุทโธทนะอีกด้วย ศากยทั้งปวงเหล่านั้นพร้อมใจกันอย่างนี้แล้ว จึงมอบหน้าที่ให้พระนางมหาประชาบดีโคตมี ดังนั้นแล พระนางมหาประชาบดีโคตมีจึงบำรุงเลี้ยงพระกุมาร พระราชาศุทโธทนะจึงแต่งตั้งสาวรับใช้อีก 32 คน เพื่อประโยชน์แด่พระโพธิสัตว์นั้น คือสาวรับใช้เกี่ยวกับร่างกาย 8 คน สาวรับใช้เกี่ยวกับน้ำนม 8 คน สาวรับใช้เกี่ยวกับทำความสะอาดร่างกาย 8 คน สาวรับใช้เกี่ยวกับการเล่นหัว 8  คน

 

      ครั้งนั้น พระราชาศุทโธทนะได้ประชุมคณะศากยทั้งหมด พิจารณาว่า พระกุมารนี้ จะเป็นพระราชาจักรพรรดิ์หรือจะออกบรรพชา

 

      ในสมัยนั้น มีพระฤษีตนหนึ่ง ได้สำเร็จอภิญญา 5 อาศัยอยู่ข้างขุนเขาหิมพานต์กับมาณพผู้เป็นหลานชื่อนรทัต พระมหาฤษีได้เห็นปราติหารยของพระโพธิสัตว์เพียงแต่เกิดออกมาเท่านั้น แปลกประหลาดเป็นอันมาก ไม่เคยมีมาแล้ว  ได้เห็นเทวบุตรทั้งหลายที่อยู่ในท้องฟ้าท่องเที่ยวไปมนอากาศ ประกาศให้ได้ยินคำว่า พุทธะและเห็นเทวบุตรทั้งหลายท่องเที่ยวไปบรรเทิงใจจากที่นี่ที่นั่น จึงเกิดความคิดขึ้นว่า อย่ากระนั้นเลยเราต้องพิจารณาดูสิ่งนี้ แล้วท่านอสิตมหาฤษีก็เล็งทิพยจักษุไปทั่วชมพูทวีป ก็แลเห็นพระกุมารในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะ ในมหาบุรีกบิลพัสดุ์อันประเสริฐซึ่งได้เกิดมาแล้ว รุ่งเรืองด้วยเดชคือบุณยตั้งร้อย  โลกทั้งปวงบูชาแล้ว มีพระวรกายประดับด้วยมหาปุรุษลักษณะ 32 ประการ ครั้นเห็นแล้วจึงเรียกนรทัตมาณพมาว่า ดูกรมาณพ เจ้ารู้ไหมว่า มหารัตนะ(แก้วดวงใหญ่)เกิดขึ้นแล้วในโลก พระกุมารในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะ โนมหานครกบิลพัสดุ์เกิดแล้ว รุ่งเรืองด้วยเดชคือบุณยตั้งร้อย โลกทั้งปวงบูชาแล้วด้วยมหาปุรุษลักษณะ32 ประการ ถ้าพระกุมารนั้นอยู่ครองเรือน ก็จะเปป็นพระราชาจักรพรรดิ์ประกอบด้วยองค์ 4 เป็นผู้ชนะพิเศษ เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา รัตนะ 7 ประการ ของพระราชาจักรพรรดิ์นั้น นั่นคือ จักรรัตนะ หัสติรัตนะ อัศวรัตนะ มณีรัตนะ สตรีรัตนะ คฤหบดีรัตนะ ปริณายกรัตนะ พระกุมารนั้นสมบูรณ์ด้วยรัตนะ 7 ประการอย่างนี้ และจะมีโอรส 1000 องค์ แกล้วกล้า อาจหาญ รูปงาม สามารถย่ำยีทหารฝ่ายอื่น พระกุมารนั้นจะครอบงำชนะมหาปฐพีมณฑล มีมหาสมุทรเป็นคูเมือง ด้วยกำลังเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ โดยปราศจากการลงโทษ และโดยปราศจากศาสตรา จะครองราชสมบัติโดยไอศวรยาธิปติถ้าพระกุมารนี้ออกจากเรือนไปสู่ความไม่มีเรือน จะได้เป็นตถาคต อรหันสัมยักสัมพุทธะ เป็นผู้นำ ไม่ต้องมีผู้อื่นนำ เป็นศาสดา เป็นผู้ตรัสรู้ในโลก เพราะฉะนั้นเราทั้ง 2 ควรเข้าไปเฝ้าเพื่อจะเยี่ยมพระกุมารนั้นในกาลบัดนี้

 

      ครั้งนั้นแล พระอสิตมหาฤษีกับนรทัตผู้เป็นหลานได้เหาะโลดลอยไปในพื้นอากาศเหมือนพระยาหงส์ ตรงไปยังมหานครกบิลพัสดุ์ ครั้นถึงแล้ว สำรวมฤทธิ์ไว้แล้วจึงเดินเข้าไปยังมหานครกบิลพัสดุ์เข้าไปยังพระนิเวศน์ของพระราชาศุทโธทนะ ยืนอยู่ที่ประตูพระราชวังแห่งพระราชาศุทโธทนะ

 

      กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอสิตมหาฤษี ได้แลเห็นคนหลายแสนซึ่งประชุมกันอยู่ที่ประตูพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะ ครั้งนั้นแล พระอสิตมหาฤษีได้เข้าไปพูดกับยามประตูว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปทูลพระราชาศุทโธทนะว่า ฤษีมายืนอยู่ที่ประตู  ยามประตูรับทราบคำของอสิตมหาฤษีว่า ขอรับกระผม ดังนี้ จึงเข้าเฝ้าพระราชาศุทโธทนะ ครั้นถึงแล้วได้ประนมมือทำอัญชลีกรรม ทูลพระราชาศุทโธทนะว่า ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์โปรดทราบ พระฤษีชราแก่แล้ว เป็นผู้เฒ่า ยืนอยู่ที่ประตู และพูดว่า ใคร่จะเฝ้าพระราชา ครั้งนั้น พระราชาศุทโธทนะจึงได้จัดอาสนเพื่อพระอสิตมหาฤษี แล้วตรัสสั่งบุรุษนั้นว่า พระฤษีเข้ามาได้ บุรษนั้นจึงกลับออกไปจากสำนักพระราชาแล้ว บอกพระอสิตมหาฤษี เชิญเข้าไปได้

 

      คร้งนั้นแล อสิตมหาฤษีเข้าไปยังที่พระราชาศุทโธทนะประทับอยู่นั้น ครั้นแล้วจึงยืนอยู่เบื้องหน้า ทูลพระราชาศุทโธทนะว่า ชโย ชโย มหาราช ขอพระองค์จงทรงพระชนม์ยืนนาน จงปกครองประชาชนยั่งยืน จงเสวยราชสมบัติโดยธรรม

 

      ครั้งน้น พระราชาศุทโธทนะ ได้ทรงทำการบูชาด้วยคำร้อยกรองอันบูชาพระอสิตมหาฤษี และทรงประคองอัญชลีกรรมว่า สาธุ ดียิ่งแล้ว แล้วตรัสเชิญให้อาสนเมื่อทรงทราบว่าพระอสิตมหาฤษีนั่งเรียบร้อยแล้ว ทรงแสดงความเคารพยอบพระกายลงตรัสถามว่า ข้าแต่พระฤา ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าได้พบกับพระคุณเจ้า ฉะนั้น พระคุณเจ้ามาที่นี่โดยประสงค์อะไร ประโยชน์อะไรหรือ?

 

      เมื่อพระราชตรัสดั่งนี้แล้ว พระอสิตมหาฤษีจึงทูลพระราชาศุทโธทนะว่า ข้าแต่มหาราช พระโอรสของพระองค์เกิดแล้วมิใช่หรือ อาตมาใคร่จะเห็น จึงมาที่นี่

 

      พระราชาตรัส ข้าแต่มหาฤษี กุมารยังหลับอยู่ โปรดคอยสักครู่ จนกว่ากุมารจะตื่น

 

      พระฤษีพูด ข้าแต่มหาราช มหาบุรุษเช่นนี้หลับไม่นาน สัตบุรุษเช่นนี้มีปรกติตื่นอยู่เสมอ

 

      ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงทำเครื่องหมายการตื่นนอนเพื่ออนุเคราะห์พระอสิตมหาฤษี ครั้งนั้นแล พระราชาศุทโธทนะ จึงประคองพระกุมารสรวารถสิทธ ด้วยมือทั้ง 2 อย่างดีเลิศ แล้วนำมายังสำนักสำนักพระอสิตมหาฤษี

 

      ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระอสิตมหาฤษี แลดูพระโพธิสัตว์เห็นพระวรกายพระโพธิสัตว์งามวิจิตรด้วยอนุพยัญชนะ(ลักษณะส่วนย่อย) 80 อย่าง  ประกอบด้วยมหาปุรุษลักษณะ 32 ประการ เป็นพระวรกายที่งามเกินกว่ากายขององค์สักกะ พรหมโลกบาล มีเดชเกิดกว่าเดชของดวงอาทิตย์ตั้งแสนดวง งามทั่วทุกอวัยวะ  ครั้นเห็นแล้ว จึงเปล่งอุทานออกมาว่า โอ พระกุมารองค์นี้เป็นบุทคลอัศจรรย์ ปรากฏในโลก โอ พระกุมารองค์นี้ เป็นบุทคลมหัศจรรย์ปรากฏในโลก ครั้นแล้ว จึงลุกขึ้นจากอาสนกระทำกระพุ่มมือกราบลงที่พระบาทั้ง 2 ของพระโพธิสัตว์แล้วทำประทักษิณ แล้วประคองพระโพธิสัตว์ไว้บนตักก้มลงเพ่งพินิจอยู่ พระอสิตมหาฤษีนั้น ได้เห็นมหาปุรุษลักษณะ 32 ประการ ของพระโพธิสัตว์ ซึ่งแสดงว่า บุรุษบุทคลผู้ประกอบด้วยมหาปุรุษลักษณะนี้จะมีคติเป็น 2 จะมิได้เป็นอย่างอื่น คือถ้อยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระราชาจักรพรรดิ์ ประกอบด้วยองค์ 4 โดยไอศวรยาธิปติดั่งได้กล่าวมาก่อนแล้ว ถ้าออกจากเรือนไปสึ่ส่ความไม่มีเรือน จะได้เป็นพระตถาคต มีชื่อเสียงกึกก้องเป็นพระสัมยักสัมพุทธะ พระอสิตมหาฤษี ครั้นดูพระกุมารนั้นแล้ว ก็ร้องไห้น้ำตาไหลสะอึกสะอื้น

 

      พระราชาศุทโธทนะ ทอดพระเนตรเห็นพระอสิตมหาฤษีร้องไห้ และน้ำตาไหลสะอึกสะอื้น ครั้นแล้วก็เกิดมีขุมพระโลมาลุกชูชัน  กระอักกระอ่วนพระทัย มีพระทัยสลดหดหู่ ตรัสกับพระอสิตมหาฤษีว่า  ข้าแต่พระฤษี อะไรกันนี่ พระคุณเจ้าร้องไห้น้ำตาไหล และสะอึกสะอื้น ขอย่างมีความกงวลยุ่งใจใดๆ เกี่ยวแก่กุมารเลย

 

      พระราชาศุทโธทนะตรัสดังนี้แล้ว พระอสิตมหาฤษีจึงทูลพระราชาศุทโธทนะว่า ข้าแต่มหาราช อาตมามิได้ร้องไห้ด้วยเหตุแห่งพระกุมารดอก และแม้ความกังวลยุ่งใจใดๆ เกี่ยวแก่พระกุมารนี้ก็ไม่มี แต่อาตมาร้องไห้กับตนเอง นั่นเป็นเพราะเหตุใด? ข้าแต่มหาราช เพราะอาตมา ชราแล้ว แก่แล้ว เป็นผู้เฒ่าแล้ว แต่พระกุมารสรวรถสิทธนี้จะตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิอย่างแน่นอน  และครั้นตรัสรู้แล้วก็หมุนอนุตรธรรมจักรให้เป็นไป  ซึ่งสมณะหรือพราหมณ์ เทวดาหรือมาร  หรือคนอื่นๆใดอันมีธรรมร่วมกันในโลกหมุนไม่ได้ พระองค์จะแสดงธรรม เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของโลกพร้อมทั้งเทวดา ซึ่งเป็นธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด พระองค์จะประกาศธรรมพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ(เนื้อความ) มีพยัญชนะถูกต้องดีบริบูรณ์ บริศุทธ สะอาดอย่างสิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายผู้มีการเกิดขึ้นมาแล้วเป็นธรรมดาได้ฟังธรรมนั้นจากพระกุมารนี้แล้ว ก็จะปลดเปลื้อง(พ้น) จากการเกิด เช่นเดียวกัน เขาจะปลดเปลื้องจาก ชรา พยาธิ  มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส(ความเหนื่อยใจ) พระองค์จะทำความชุ่มเย็นด้วยน้ำฝนคือพระสัทธรรมให้แก่สัตว์ทั้งหลายผู้เร่าร้อนด้วยไฟคือความรัก ความชัง ความหลง จักนำสัตว์ทั้งหลายผู้แล่นไปสู่ป่าชัฏคือ ทิฏฐิผิดต่างๆ ผู้ดำเนินไปในทางผิด ให้เข้ามาสู่ทางนิรวาณ  โดยทางตรง จะกระทำสัตว์ทั้งหลายผู้ที่ถูกมัดด้วยเครื่องมือคือเกลศ ได้แก่เครื่องกักกันคือ  กรงขัง ตะราง ในสังสารวัฏ ให้หลุดพ้นจากเครื่องผูดมัด พระองค์จะทำให้สัตว์ทั้งหลายผู้มีนัยน์ตาถูกแผ่นแห่งความมืดและหมอกคืออัญญาณหุ้มไว้แล้ว ให้เกิดปรัชญาจักษุ พระองค์จะถอนลูกศรของสัตว์ทั้งหลายที่ถูกศรคือเกลศเสียบอยู่แล้ว ข้าแต่มหาราช ข้อนี้เปรียบเหมือนดอกมะเดื่อจะเกิดขึ้นในโลกยากยิ่งนักฉันใด ช้าแต่มหาราช พระพุทธทั้งหลายผู้มีภคะก็ฉันนั้น  จะเกิดขึ้นในโลกก็ยางยิ่งนัก นับด้วยหลายหมื่นโกฏิกัลป พระกุมารนี้จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ ตรั้นตรัสรู้แล้ว ก็จะทำให้สัตว์ทั้งหลายนับด้วยหมื่นแสนโกฏิให้ข้ามพ้นฝั่งจากทะเลคือสังสารวัฏให้ตั้งอยู่ในอมฤตะ และพวกอาตมาจะไม่ทันเห็นพระพุทธรัตนะนั้น ด้วยเหตุนี้แล ข้าแต่มหาราช อาตมาจึงร้องไห้ มีใจหดหู่ ถอนหายใจยาว อาตมมิได้คิดร้ายพระกุมารนี้ในความสุขสำราญ

 

      ข้าแต่มหาราช ลักษณะของพระกุมารมีมาในคัมภีร์มนตร์และเวทของอาตมาว่า พระกุมารสรวารสิทถธจะไม่ได้ครองฆราวาส นั่นเพราะเหตุไร ข้าแต่มหาราช เพราะพระกุมารสรวารถสิทธประกอบด้วยมหาปุรุษลักษณะ คือลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ มหาปุรุษลักษณะ 32 ประการนั้น คืออะไรบ้าง? ,มหาปุรุษลักษณะ 32 ประการนั้น คือ ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (1) อุษณีษศีรษะ มีพระเศียรรูปเหมือนโพกผ้า หรือเหมือนสวมมงกุฎ คือพระเศียรสูง   พระกุมารสรวารถสิทธประกอบด้วยมหาปุรุษลักษณะนี้เป็นข้อต้น (2) ภินนาญชนมยูรกลาปาภินีลวลลิตปรทกษิณาวรตเกศะ พระเกษาแยกเส้นกันสีเขียวเข้าเหมือนสียาป้ายขอบตาหรือสีดอกอัญชัญ หรือสีโคนหางนกยูง ขมวดเวียนขวา (3) สมวิปุลลลาฏะ พระนลาฏ(หน้าผาก)กว้างเรียบ (4) อูรณาภรุโวมเธยชาตาหิมรชตปรกาศา ข้าแต่มหาราช ขนอ่อนเกิดที่หว่างคิ้ว (อุณาโม) ของพระกุมารสรวารถสิทธ สีขาวเหมือนน้ำค้างหรือเงินยวง (5) โคเปกษมเนตระ  พระเนตรมีขอบเหมือนขอบตาวัว (6) อภินีลเนตระ พระเนตรสีเขียวเข้ม  (7) สมจตวารึศททนตะ มีพระทนต์ (ฟัน) 40 ซี่เท่าๆกัน  (8) อวิรลทนตะ ซี่พระทนต์ชิดกัน (9) ศุกลทนตะ พระทนต์ขาวสะอาด (10) พรหมสวร ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงพรหม (11) รสรสาครวาน ปรายพระชิวหารู้รสไว (12) ปรภูตตนุชิหวะ  พระชิวหาแผ่ออกได้มาก (13) สีหหนุ พระหนุ(คาง) เหมือนคางราชสีห์ (14 สุสํวฤตตสกรธะ มีพระกายสำรวมอินทรีย์เป็นอย่างดี  (15)  สปโตตสทะ มีพระมังสา(เนื้อ)อูมนูน 7 แห่ง  (16)จิตานุตรำสะ พระอังสา (ไหปลาร้า) มีเนื้อเต็ม  (17) สูกษม สุวรณรณจวิ พระฉวี(ผิว)ละเอีดยมีสีเหมือนสีทอง (18) สถิโต ' นวนตปรลมพพาหุ พระกายยืนตรงไม่คดค้อม พระพาหา(แขน) ยาว  (19) สึหปูรวารธกายะ พระกายท่อนบนเหมือนท่อนขนของราชสีห์ (20)  นยโครธปริมณฑโล ข้าแต่มหาราชพระกุมารสรวารถสิทธมีปริมณฑลเหมือนปริมณฑลของต้นไทย  (21) เอไกกโรมา มีพระโลมา(ขน)ขุมละเส้น  (22) อุรธวาคราภิปรทกษิณาวรตโรมา พระโลมาเวียนขวา ปลายพระโลมาชี้ขึ้นบน  (23) โกโศปคตพสติคุหยะ พระคุยหะ(เครื่องเพศ) ซ่อนอยู่ในฝัก  (24) สุวิวรติโตรุ ต้นพระชงฆ์(ขาท่อนบน)กลมงาม (25) เอเณยมฤคราชชงฆะ พระชงฆ์(ขาท่อนล่าง)เหมือนแข้งพระยาเนื้อทราย (26) ทีรฆางคุลิ นิ้วพระหัตถ์ นิ้วพระบาทยาว  (27) อายตปารษณิปาทะ ประปรัษณี(ซ่นเท้า) ยาว  (28) อุตสงคปาทะ พระบาทลาดขึ้นสูง  (29) มฤทุตรุณหสตปาทะ พระหัตถ์พระบาทนุ่มสด  (30) ชาลางคุลีหสตปาทะ นิ้วพระหัตถ์นิ้วพระบาท และพระหัตถ์พระบาทมีรูปลายตาข่าย 31 ทีรฆางคุลิรธะกรมตลโยร จเกรชาเต จิเตร สหสราเร สเนมิเก สนาภิเก ข้าแต่มหาราช พระบาททั้ง 2 ของพระกุมารสรวารถสิทธ ลาดต่ำลงโดยลำดับ นิ้วพระบาทยาว เกิดมีลายกงจักรอันวิจิตร (สีขาวมีประกายเหมือนเปลวไฟ) มีซี่ 1000 พร้อมด้วยกงและดุม  (32) สุปรติษฐิตสมปาโท ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ มีพระบาทแนสนิทกับพื้นเป็นอย่างดี ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ  ประกอบด้วยมหาปุรุษลักษณะ 32 ประการนี้ ข้าแต่มหาราช ลักษณะชนิดนี้ มิได้มีแก่พระราชาจักรพรรดิ์ทั้งหลาย แต่ลักษณะเช่นนี้ย่อมมีแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย

 

      ข้าแต่มหาราช ยังมีอีก อนุพยัญชนะ (อวัยวะส่วนปลีกย่อย) 80 ประการในพระกายของพระกุมารสรวารถสิทธ ประกอบด้วยลักษณะทั้งหลาย ซึ่งพระกุมารสรวารถสิทธไม่ควรอยู่ครองเรือนเป็นฆราวาส พระองค์จะเสด็จออกบรรพชาโดยแน่แท้ ข้าแต่มหาราช อนุพยัญชนะ 80 ประการนั้นคืออะไร? อนุพยัญชนะ 80 ประการนั้น คือ ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (1) ตุงคนขะ มีเล็บนูน ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (2) ตามรนขะ เล็บแดง (3) สนิคธนขะ เล็บอ่อนเป็นเงางาม  (4) วฤตตางคุลิ นิ้วพระหัตถ์นิ้วพระบาทกลม (5)  อนุปูรวจิตรางคุลิ นิ้วพระหัตถ์นิ้วพระบาทงามเรียว (6) คูฒศิระ พระเศียรราบเรียบ (7) คูฒคุลผะ  พระโคปกะ(ตาตุ่ม)ราบเรียบ  (8) ฆนสนธี  ข้อต่อมั่นคงแข็งแรง (9) อวิษมปาทะ พื้นพระบาทเสมอกัน (10) อายตปารษณิศะ  มีซ่นพระบาทยาว ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (11) สนิคธปาณิเลขะ มีลายพระหัตถ์ละเอียด งาม (12) ตุลยปาณิเลขะ มีลายพระหัตถ์เท่ากัน (ทั้งสองข้าง) (13)คัมภีรปาณิเลขะ มีลายพระหัตถ์ลึก (14) อชิหมปณิเลขะ มีลายพระหัตุ์ไม่คด (15) อุปูรวปาณิเลขะ มีลายพระหัตุ์เรียวตามลำดับ  (16) พิมโพษฐะ มีริมพระโอษฐ์แดงดั่งผลตำลึงสุก  (17) โนจจาวจศพทะ พระสุรเสียงไม่ดัง  (18) มฤทุตรุณตามรชิหวะ มีพระชิวหาอ่อนและแดงสด (19) คชครชิตาภิสตนิตเมฆสวรมธุรมญชุโฆษะ มีพระสุรเสียงก้องเหมือนช้างร้อง และเมฆกระหึ่ม แต่หวาน และอ่อนโยนไพเราะ  (20)  ปริปูรณวยญชนะ ตรัสได้ชัดเจนถูกต้องเต็มตามพยัญชนะ ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (21) ปรลมพพาหุ มีพระพาหายาว  (22) ศุจิคาตรวสุ ตุสํปนนะ สมบูรณ์ด้วยพระกายวัสดุอันสะอาดบริศุทธ  (23) มฤทุคาตระ มีพระกายนิ่ม  (24) วิศาลคาตระ มีพระกายกว้าง  (25) อทีนคาตร มีพระกายไม่ซูบซีดแดลูเป็นสง่าบ่งว่าเป็นผู้มีบุญ  (26) อนุปูรโวนนตคาตร มีพระกายสูงเรียวขึ้นเป็นลำดับ  (27) สุสมาหิตคาตระ มีพระกายตั้งขึ้นมั่นคงเป็นอย่างดี  (28) สุวิภกตคาตร มีพระกายได้ส่วนสัดดี  (29) ปฤถุวิปุลสุปริปูรณชานุมณฑละ มีพระชานุมณฑล(ตัก)หนา กว้าง เต็ม เป็นอันดี  (30)วฤตตคาตร มีพระกายกลม   ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (31) สุปริมฤษฏคาตร มีพระกายเกลี้ยงเกลาดี (32) อชิหมวฤษภคาตร มีพระกายเหมือนโคผู้ (33) อนปูรวคาตร มีพระกายเรียวไปเป็นลำดับ  (34) คมภีรนาภิ มีนาภีเลีก  (35) อชิหมนาภิ มีนาภีไม่บิดเบี้ยว  (36) อนุปูรวนาภิ พระนาภีมีกลีบเป็นชั้นๆลึกลงไปโดยลำดับ (37) ศุจยาจาระ มีระเบียบมรรยาทสะอาดงาม  (38) ฤษภวตสมนตปรสาทิกะ กิริยาท่าทางงามเหนือนโคตัวผู้  (39) ปรมสุวิศุทธวิติมิราโลกสมนตปรภะ มีพระกายบริศุทธผุดผ่องเหมือนดวงอาทิตย์ฉายแสงในที่มืด (40) นาควิลมพิตคติ ทรงพระดำเนินแช่มช้อยเหมือนช้างเดิน ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (41) สีหวิกรานตคติ ทรงย่างกรายองอาจเหมือนสิงห์ (42) (ษภวิกรานตคิต ทรงย่างกรายองอาจเหมือนโคผู้ (43) หํสวิกรานตคติ ทรงย่างกรายละมุนละม่อมเหมือนหงส์ย่างก้าว  (44) อภิปรทกษิณาวรตคติ ทรงพระดำเนินมีมารยาทแสดงท่าเคารพอย่างดียิ่ง (45) วฤตตกุกษิ พระอุทร(ท้อง)กลม (46) มฤษฏกุกษิ  พระอุทรเกลี้ยงเกลา (47) อชิหมกุกษิ พระอุทรไม่คดค้อม (48) จาโปทระ พระอุทรนูนโค้งเหมือนคันธนู (49) วยปคตฉนทโทษะนีลกาลกาทุษฏศรีระ พระกายปราศเครื่องทำให้รัก และเครื่องทำให้ชัง (คือปราศจากเครื่องเสริมสวย และเครื่องเปรอะเปื้อน) และปราศจากเครื่องประทุษร้ายผิวคือปานและไผ (50) วฤตตทํษฏระ มีพระทาฐะ (เขี้ยว) ซี่กลม ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (51) ตีกษณทํษฏระ มีพระทาฐะคม (52) อนุปูรวทํษฏระ พระทาฐะเรียวเป็นลำดับ (53) ตุงคนาสะ พระนาสิก(จมูก)โด่ง (54) ศุจินยนะ พระเนตรแจ่มใสสะอาด (55) วิมลนยนะ พระเนตรไม่ขุ่นมัว (56) ปรหสิตนยนะ พระเนตรยิ้มแย้มร่าเริง (57) อายตนยนะ พระเนตรยาว (58) วิศาลนยนะ พระเนครกว้าง (59) นีลกุลวยทลสทฤศนยนะ พระเนตรเหมือนกลีบบัวเขียว  (60)สหิตภรู พระโขนง(คิ้ว)ดก ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ (61 จิตรภรู มีพระโขนงงาม  (62)อสิตภรู พระโขนงดำ  (63) สํคตภรู พระโขนงต่อกัน (64) อนุปูรวภรู พระโขนงเรียวเป็นลำดับ (65) ปีนคณฑะ พระกโปล(แก้ม)เต็ม  (66) อวิษมคณฑะ พระกโปลเท่ากันทั้งสองข้าง  (67) วยปคตคณฑโทษะ พระกโปลปราศจากโทษ(คือไม่เป็นริ้วรอยสิวฝ้า)  (68) อนุปหตกรุษฏะ ไม่แสดงพระพักตร์เหี้ยมเกรียม  (69) สุทิทิเตนทริยะ มีประสาทอินทรีย์รับความรู้ไว  (70)สุปริปูรเณนทริยะ มีอินทรีย์ครบบริบูรณ์ (คือมีตา หู จมูก ลิ้น กายหรือผิวหนัง ใจ บริบูรณ์ดี) ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ  (71)สํคตมุขลลาฏะ มีพระนลาต(หน้าผากรัรบกับพระพักตร์  (72) ปริปูรโณตตมางค มีพระเศียรอูมเต็ม (73) อสิตเกศะ มีพระเกศาดำ  (74) สหิตเกศะ มีพระเกศาดก (สุสํคตเกศะ มีพระเกศะรวามกันเป็นเกลียว)  (75) สุรภิเกศะ มีพระเกศาหอม  (76) อปรุษเกศะ มีพระเกศาไม่หยาบ  (77) อนากุลเกศะ มีพระเกศาไม่ยุ่ง  (78) อนุปูรวเกศ มีพระเกศาเรียงเส้นเป็นลำดับ  (79) สุกุญจิตเกศะ มีพระเกศางอหยิกเป็นอันดี  (80)ศรีวตส สวสติก นนทยาวรตรธมาน สํสถานเกศะ มีพระเกศาเจริญงามขมวดเวียนขวาเหมือนรูปสวสดิกะซึ่งเป็นศรีวัตสะ(เครื่องหมายกากบาท) ข้าแต่มหาราช พระกุมารสรวารถสิทธ ประกอบด้วยอนุพยัญชนะ 80 อย่างเหล่านี้ ซึ่งพระกุมารสรวารถสิทธไม่ควรครองเรือนเป็นฆราวาส จะต้องเสด็จออกบรรพชาโดยแน่แท้

 

      ครั้งนั้นแล พระราชาศุทโธทนะได้ฟังคำพยากรณ์พระกุมาร จากสำนักของพระอสิตมหาฤษี ทรงยินดี มีพระทัย เฟื่องฟู ดีพระทัย  บรรเทิงพระทัย เกิดปีติโสมนัสจึงเสด็จลุกขึ้นจากอาสน กราบลงแทบพระบาททั้ง 2 ของพระโพธิสัตว์ แล้วตรัสเป็นคำประพันธ์นี้ว่า

 

      55 เทวดาพร้อมทั้งองค์อินทร์ กราบไหว้ลูก และพระฤษีก็ได้ บูชาลูก ดูกรลูกผู้เจริญ แม้พ่อก็ได้กราบไหว้ลูกผู้เป็นแพทย์ของโลกฯ

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาศุโธทนะ ได้เลี้ยงดูพระอสิตมหาฤษีกับนรทัตผู้เป็นหลานด้วยอาหรารอันสมควร  ครั้นเลี้ยงดูและถวายเครื่องนุ่งห่มแล้วก็กระทำประทักษิณ ครั้งนั้นแล พระอสิตมหาฤษีก็หลีกออกจากที่นั้น โดยสำแดงฤทธิ์(เหาะไป)ทางอากาศ ไปยังที่ซึ่งเป็นอาศรมของตน

 

      ครั้นคนทั้ง 2 ไปแล้ว นคนทั้ง 2 นั้น พระอสิตมหาฤษีได้พูดกับมาณพนรทัตว่า ดูกรนรทัต เมื่อใด เจ้าได้ยินว่า พระพุทธเกิดแล้วในโลก เมื่อนั้น เจ้าจงไปบวชในศาสนาของพระพุทธนั้น นั่นจะเป็นไปเพื่อความต้องการ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่เจ้าตลอดกาลนาน

 

      มีคำกล่าวในข้อนี้ว่า

 

      56 พระอสิตมหาฤษี ผู้อยู่ในหุบเขา เห็นหมู่เทวดาที่ไปในพื้นฟ้าเปล่งเสียงว่า พุทธะ ท่านก็ถึงซึ่งปีติอย่างยิ่ง ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บทว่าพุทธะ นี้ นำมาซึ่งความยินดีแก่สัตว์ทั้งหลาย มิใช่หรือ กายของเราก็จะถึงความหมดจดสดใส และจิตของเราก็จะถึงความสุขสงบอย่างยิ่ง

 

      57 ส่วนเทวดา อสูร ครุฑ และกินนร จะเป็นอย่างไร ได้ยินบทว่าพุทธะ นี้แล้ว ก็จะเกิดปีติและบรรเทิงใจ มิใช่หรือ พระอสิตมหาฤษีแลดูทิศทั้ง 10 ภูเขา แผ่นดิน มหาสมุทร ด้วยตาทิพย์ ก็ได้เห็นความอัศจรรย์ต่างๆเป็นอันมาก ในแผ่นดิน ในภูเขา ในมหาสมุทรฯ

 

      58 รัศมีนี้ รุ่งเรือง งามดี ทำตัวให้ร่าเริงยินดี เกิดขึ้นแล้วเหมือนหน่อแก้วประพาฬแวววาวอยู่ขนยอดเขา และเหมือนต้นไม้ที่เต็มไปด้วยดอกบานสะพรั่ง ประดับด้วยผลต่างๆ การบังเกิดขึ้นแห่งรัตนะงามวิเศษยิ่ง จะมีใตไตรภพชั่วขณะ ฯ

 

      59 เหมือนแผ่นดินสว่างเรียบราบเสมอกันหมด เหมือนฝ่ามือปราศจากสิ่งสกปรก และเหมือนเทวดาที่มีใจร่าเริงยินดีท่องเที่ยวไปยังท้องฟ้าในอากาศ การบังเกิดขึ้นแห่งบ่อเกิดพระธรรมในชมพูทวีป ได้แก่พระชินรัตะ(พระพุทธ)ซึ่งเปรียบเหมือนรัตนะของแปลกประหลาดลอยอยู่ในพิภพของพระยานาคในมหาสมุทร ฯ

 

      60 สัตว์ทั้งหลายในอบาย มีความสงบ ปราศจากทุกข์ ประกอบด้วยความสุข คณะเทวดาทั้งหลายที่อยู่ในท้องฟ้า ก็จะประกอบด้วยความร่าเริงยินดี ได้ยินเสียงวิเศษแห่งเครืองสังคีตทิพย์ ด้วยมีใจแช่มชื่น สิ่เหล่านี้เป็นนิมิต(เครื่องหมาย)ของผู้ซึ่งดังว่าดวงแก้วใด ผู้ซึ่งดังว่าดวงแก้วนั้น ปรากฏแล้วในภพทั้ง 3ฯ

 

      61 พระอสิตมหาฤษี มองดูสถานที่ซึ่งเรียกว่าชมพูทวีปนี้ด้วยทิพยจักษุ ท่านได้เห็นพระกุมารอันเพียบพร้อมไปด้วยลักษณะ และเดชคือบุณย มีกำลังดังองค์นารายณ์ เกิดขึ้นแล้วในที่อยู่ของพระราชาศุโธทนะในบุรีอันประเสริฐมีชื่อว่ากบิล ครั้นเห็นแล้วก็ดีใจ มีใจเฟื่องฟูเจริญด้วยเรี่ยวแรงฯ

 

      62 ท่านเกิดความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งจึงขมีขมันรีบเร่ง พร้อมด้วยศิษย์ของท่านมายังบุรีอันประเสริฐมีชื่อว่ากบิล ยืนอยู่ที่พระทวารของพระเจ้าแผ่นดิน พระฤษีผู้ชรา เห็นคนเป็นอันมากนับตั้งแต่หมื่นโกฏิติดตามกันไป จึงพูดกับยามเฝ้าพระทวารของพระราชาว่า ดูกรสารถี ท่านจงรีบไปทูลพระราชาให้ทรงทราบว่ามีฤษีมายืนอยู่ทีพระทวารฯ

 

      63 ยามเฝ้าพระทวารได้ยินแล้ว จึงรีบเข้าไปสู่พระราชวัง ทูลเรื่องนั้นแต่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ มีพระดาบสมายืนอยู่ที่ประตู ท่านชรมมาก เป็นพระฤษีแก่หง่อม และพระฤษีผู้ประเสริฐนั้นพอใจจะเข้ามาในพระราชวัง ของพระเจ้าแผ่นดินผู้ประเสริฐ จงมีพระกระแสตรัสสั่งก่อนว่า อนุญาตให้ท่าน(พระฤษี)เข้าได้

 

      64 พระนฤบดีให้จัดอาสนถวายแก่พระฤษี แล้วตรัสว่า ไปเถิดเราให้เข้ามาได้ พระอสิตมหาฤษี ได้ฟังคำของสารถี(ยามเฝ้าพระทวาร)แล้วมีความยินดี มีปีติประกอบด้วยความสุข พระฤาผู้ประเสริฐยินดีในความสุขเพื่อจะได้เห็นสัตว์ผู้สูงสุดนั้น เหมือนผู้มุ่งหวังกระหายน้ำเย็น หรือผู้หิวอาหารฯ

 

      65 จึงพูดว่า ข้าแต่พระเจ้าแผ่นดินผู้เจริญ ขอพระองค์จงมีชัยชนะเถิด ขอพระองค์จงดีพระทัยรักษาพระชนมชีพให้ยืนนาน ทำให้เจริญเถิด แล้วท่านผู้มีจิตฝึกฝนดีแล้วก็นั่งสำรวมอินทรีย์อย่างแก่กล้า พระราชาทรงนมัสการแล้ว ตรัสกับพระอสิตมหาฤษีนั้นอย่างอ่อนน้อมว่า พระคุณเจ้ามาในพระราชวังด้วยเหตุใด โปรดบอกมาเร็วๆเถิดพระมุนีฯ

 

      66 (พระมหาฤษีทูลว่า)ข้าแต่พระนฤบดี พระโอรสของพระองค์เกิดมามีรูปร่างประเสริฐนัก บรรลุถึงบารมีแล้ว มีเดชใหญ่หลวง ประกอบด้วยลักษณะ 32 ประการ มีกำลังดังองค์นารายณ์ อาตมาใคร่จะเห็นพระกุมารสรวารถสิทธนั้น ข้าแต่พระนฤบดี อาตมภาพมาเพื่อประโยชน์อย่างนี้ กิจการอย่างอื่นของอาตมาไม่มีฯ

 

      67 (พระราชาศุโธทนะตรัสว่า) สาธุ ข้าพเจ้าขอต้อนรับพระคุณเจ้าขอมาเถิด ข้าพเจ้าอิ่มใจหาประมาณมิได้ เพราะได้เห็นพระคุณเจ้า กุมารผู้ให้ความประเสริฐนั้นยังหลับอยู่ ไม่อาจเห็นได้ในขณะนี้  ถ้าจะให้ดีขอพระคุณเจ้าโปรดรออยู่ที่นี่สักครู่ก่อน  จะได้เห็นกุมารผู้ปราศจากมลทินเหมือนดวงจันทร์ปราศจากมลทินในวันเต็มดวง และประดับด้วยหมู่ดาวทั้งหลายฯ

 

      68 เมื่อพระกุมารผู้เป็นสารถีองค์ประเสริฐมีรัศมีเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงนั้นตื่นแล้ว พระราชาได้ทรงประคองพระกุมารผู้มีพระวรกายรุ่งเรืองเหมือนไฟ มีรัศมียิ่งกว่ารัศมีดวงอาทิตย์ ตรัสว่า ข้าแต่พระฤษี นี่อย่างไรละพระคุณเจ่าโปรดดูพระกุมารผู้ที่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบูชาแล้ว ผู้เปรียบเหมือนพิมพ์ทองอันประเสริฐ พระอสิตมหาฤษีแลเห็นพระบาททั้ง 2 ของพระกุมารนั้นมีรูปกงจักรเป็นเครื่องหมายงามฯ

 

      69 แล้วท่านจึงลุกขึ้นจากอาสน ทำกระพุ่มมือแล้วไหว้พระบาท(พระกุมาร)ประคองไว้บนตัก ท่านเป็นผู้เชียวชาญในคัมภีร์พยากรณ์คนใหญ่คนโตเพ่งพิจารณาดูก็ได้เห็นพระกุมารประกอบด้วยลักษณะประเสริฐ มีพระกำลังเหมือนองค์นารายณ์ ท่านจึงผงกศีรษะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในคัมภีร์พระเวท เห็นพระกุมารนั้นมีคติ 2 อย่างฯ

 

      70 คือจะเป็นพระราชาจักรพรรดิ์ มีกำลัง หรือจะเป็นพระพุทธสูงสุดในโลก แล้วท่านก็หลั่งน้ำตาออกมา มีกายและใจหดหู่เหี่ยวแห้ง สะอึกสะอื้น พระเจ้าแผ่นดินผู้ประเสริฐ ตกพระทัย ตรัสถามว่า ท่านพราหมณ์ร้องไห้ทำไม พระอสิตมหาฤษีอย่าเห็นอันตรายบังเกิดมีแก่สรวารถสิทธของข้าพเจ้าเลยฯ

 

      71 ข้าแต่พระฤษี พระคุณเจ้าจงพูดไปตามจริง พระคุณเจ้าร้องไห้ทำไม จะมีเหตุการณ์ดีหรือร้าย (พระฤษีทูลว่า) ข้าแต่พระราชาผู้เจริญเหตุร้ายไม่มี และจะไม่มีอันตรายในที่นี้แก่พระกุมารสรวารถทิทธของพระองค์ ข้าแต่พระนฤบดี อาตมาเสียใจให้แก่ตนเองว่า ชราแล้ว แก่หง่อมแล้วพระกุมารนี้จะได้เป็นพระพุทธ โลกบูชาแล้ว จะแสดงธรรมฯ

 

      72 อาตมาไม่ได้เห็น ไม่ได้รับความอิ่มใจ อาตมาร้องไห้เพราะเรื่องนี้ อาการ 32 ซึ่งมีลักษณะประเสริฐ ปราศจากมลทิน มีในกายของผู้ใด ผู้นั้น จะมีคติเป็น 2 ไม่มีคติอื่นเป็นที่ 3  ข้าแต่องค์นฤบาล(ผู้ปกครองคน)ขอพระองค์จงทรงทราบอย่างนี้ คือพระกุมารนี้จะเป็นพระราชาจักรพรรดิ์ผู้มีกำลัง หรือจะเป็นพระพุทธผู้สูงสุดในโลกฯ

 

      73 พระกุมารนี้ จะไม่มีความประสงค์ในกามคุณ  แต่จะได้เป็นพระพุทธ พระนฤบดีนั้นได้ทรงฟังคำพยากรณ์ของพระฤษีแล้ว ทรงได้รับปีติและความสุข ลุกขึ้นจากพระราชอาสน ทรงกระทำกระพุ่มพระหัตถ์ไหว้พระบาททั้ง 2 (ของพระกุมาร)ตรัสว่า ลูกมีกำลังดี เทวดาทั้งหลายก็บูชาแล้วเป็นอย่างดี และพรฤษีทั้งหลายก็สรรเสริญฯ

 

      74 ดูกรลูกผู้เป็นหัวหน้าพ่อค้าเดินทาง  พ่อนี้ขอไหว้ลูกผู้ที่โลกทั้งปวงในไตรภพบูชาแล้ว ส่วนพระอสิตมหาฤษี ก็พูดกับนรทัตว่า ดูก่อนหลาน หลานจงบรรเทิงใจ ฟังลุงพูด เมื่อใดหลานได้ยินว่าพระกุมารนี้ตรัสรู้เป็นพระพุทธ และหมุนจักรให้แก่โลก เมื่อนั้นหลานจงบรรพชาในศาสนาของพระมุนีนี้ นั่นแหละหลานจะถึงความพ้นทุกข์ฯ

 

      75 พระมุนีผู้ประเสริฐไหว้พระบาททั้ง 2(ของพระกุมาร) ทำประทักษิณ แล้วทูลว่า ข้าแต่พระนฤบดี การได้พระโอรสของพระองค์เช่นนี้ นับว่าเป็นลาภอันไพบูลย์อย่างดี พระกุมารนี้จะยังโลกทั้งเทวโลก และมนุษยโลกให้เอิบอิ่มด้วยธรรม ว่าแล้ว พระฤษีผู้ประเสริฐก็ออกจากเมืองกบิลพัสดุ์ ไปอยู่ในอาศรมของตนในป่า ดั่งนี้แลฯ

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พอพระโพธิสัตว์เกิดแล้ว เทวบุตรมเหศวรจึงเรียกเทวบุตรผู้อยู่ในชั้นศุทธาวาสแล้วกล่าวว่า  ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ได้ทำกรรมดีไว้แล้วตั้งหมื่นแสนโกฏิกัลปนับไม่ถ้วน มีทาน ศีล กษานติ วีรยะ ธยาน ปรัชญา อุปาย สุต จรณะ พรต ตบะ  เป็นการประพฤติสุจริต  มีจิตประกอบด้วยมหาไมตรี มหากรุณา มหามุทิตา มีอุเบกษาเป็นยอดสูงอำนวยประโยชน์ และความสุขให้แก่สัตว์ทั้งปวง ผูกกระชับด้วยเสื้อเกราะเครื่องป้องกันคือวีรยะอันมั่นคง ได้ก่อสร้างกุศลมูล ซึ่งพระชิน(พุทธ)องค์ก่อนๆกระทำมาแล้วประดัด้วยบุณยลักษณะตั้งร้อย กล้าหาญในการสะสมกระทำความดี ทำลายอาณาจักรผู้อื่นได้สมบูรณ์ด้วยอัธยาศัยสะอาดบริศุทธดี ประพฤติสุจริต มีมหาชญาน(ปัญญาใหญ่ยิ่ง)เป็นธงสัญญลักษณ์ ทำลายมารและพลมาร เป็นหัวหน้านำพ่อค้าเดินทางของมนุษยโลก และเทวโลก เทวดาและมนุษย์ขูชาแล้ว เป็นผู้บูชามหายัชญ สะสมบุญไว้พรั่งพร้อม มีความประสงค์ถอนตัวออกจากทุกข์ ทำลายชาติ ชรา มรณะ มีกำเนิดเกิดดีแล้ว เป็นเชื้อสายราชตระกูลอิษวากุ เป็นผู้ยังโลกให้ตรัสรู้ เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์เกิดขึ้นแล้วในมนุษยโลก อีกไม่ช้า พระองค์จะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ อย่างไรก็ตาม เราทั้งหลายจะไปอภิวาทนับถือ บูชาสดุดีพระองค์ท่าน เพื่อละเสียซึ่งความถือตัว ความมัวเมาและความกระด้างของเทวบุตรทั้งหลายผู้ที่ถูกความถือตัวครอบงำ เทวบุตรทั้งหลายเหล่านั้น เห็นพวกเราอภิวาท เขาเหล่านั้นก็จะไหว้ นับถือ ชูชา พระโพธิสัตว์บ้าง นั่นก็จะเป็นไปเพื่อความต้องการประโยชน์ ความสุข ตลอดกาลนานจนกว่าจะบรรลุอมฤต(นิรวาณ) พระราชาศุโธทนะก็ได้ยินเสียง ชโย สวัสดี และพวกเราก็จะไปพยากรณ์พระโพธิสัตว์ด้วยคำพยากรณ์อันแม่นยำ ดั่งนี้แล

 

      ครั้นแล้ว เทวบุตรมเหศวร มีเทวบุตร12แสน แวดล้อม ก็นำหน้า แปล่งรัศมีสว่างทั่วนครกบิลพัสดุ์แล้วเข้าไปสู่พระราชวังของพระราชาศุโธทนะ ครั้นแล้วจึงแจ้งให้คนเฝ้ายามประตูทราบ เมื่อได้รับอนุญาตจากพระราชาแล้ว จึงเข้าไปสู่ราชตระกูลน้อมเศียรลงกราบพระบาทพระโพธิสัตว์ ห่อผ้าอุตราสงค์(ผ้าพาดบ่า) เฉียงบ่าข้างหนึ่งทำประทักษิณ ทำพร้อมกับเทวบุตรนับจำนวนหลายแสน แล้วอุ้มพระโพธิสัตว์ขั้นบนตัก ปลอบพระราชาศุโธทนะว่า ดูกรมหาราช พระองค์จงยินดี มีปีติอย่างยิ่งเถิดนั่นเพราะเหตุไร ดูกรมหาราช เพราะเหตุว่า กายของพระโพธิสัตว์ประดับด้วยลักษณะและอนุพัญชนะที่ดี และพระกุมารจะครอบงำ อสูรโลกพร้อมทั้งเทวโลกและมนุษยโลก ด้วยวรรณะ ด้วยเดช ด้วยยศ และด้วยบุณยสมบัติ ดูกรมหาราชพระโพธิสัตว์จะตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ โดยไม่ต้องสงสัย

 

       กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรมเหศวรพร้อมด้วยเทพบุตรชั้นศุทธาวาสได้เข้าใกล้ชิดทำการบูชาใหญ่ยิ่งต่อพระโพธิสัตว์แล้ว พยากรณ์ พระโพธิสัตว์ด้วยคำพยากรณ์อันแม่นยำแล้วก็หลีกไปสู่ภพของตนอีก

 

       ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า

 

       76 เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสมุทรแห่งคุณความดี ดังว่าสาครเกิดขึ้นแล้ว เทพสุเรศวร(มเหศวร)ทราบแล้ว มีใจเฟื่องฟู ตรัสว่า เราทั้งหลาย กว่าจะได้ฟังธรรมอันยากที่จะหาฟังได้  ก็นับตั้งแต่โกฏกัลปอย่างไรก็ดี ท่านทั้งหลายจงมาเถิด เราจะพากันไปบูชาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นจอมปราชญ์พระองค์นั้นฯ

 

       77 เทพเจ้าผู้บริศุทธทั้งหลาย จำนวน 12000ถ้วน ประดับเมาลีด้วยมาลีรัตนะ ล้วนเป็นผู้มีอำนาจ รีบเข้าไปสู่บุรีกบิลพัสดุ์อันประเสริฐแต่ละตนมีเมาลีห้อยลงยาวงาม ยืนอยุ่ที่พระทวารของพระนรบดี

 

       78 เทพเจ้าเหล่านั้น ได้พูดกับยามเฝ้าพระทวารด้วยสำเนียงเป็นที่เจริญใจว่า ขอท่านจงเข้าไปยังท้องพระโรง กราบทูลให้พระนฤบดีทรงทราบยามเฝ้าพระทวารได้ยินคำพูดแล้วจึงเข้าไปในพระราชวัง หมอบยอบถวายบังคมพระนฤบดีแล้ว กราบทูลว่าฯ

 

       79 ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงทรงชัยชนะ จงประครองประชาราษฎร์เป็นนิตย์ จงมีพระชนม์ยืนนาน ได้มีคนมายืนอยู่ที่พระทวาร ท่าทางเป็นคนมีบุณยกว้างขวาง มีราศีบริศุทธ ประดับเมาลีด้วยมณีรัตนะ ล้วนเป็นผู้มีอำนาจ ในหน้าอิ่มเหมือนจันทร์เพ็ญ มีราศีหมดมลทินเหมือนด้วงจันทร์ฯ

 

       80 ข้าแต่พระนฤบดี เขาเหล่านั้นไม่เห็นมีเงาเลย ได้ยินแต่เสียงพูด เสียงฝีเท้าก็ไม่ได้ยิน เมื่อเดินบนแผ่นดินก็ไม่มีฝุ่น ใตรแลดูเขา ก็ไม่รู้อิ่ม ฯ

 

       81 เขาเหล่านั้น ร่างกายมีสง่าราศีรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่ง วาจาก็เพราะจับใจ ไม่พูดเหมือนคนทั้งหลาย ริริยามารยาทสุภาพเรียบร้อยลึกซึ้ง และมีท่าทางดี ข้าพระองค์สงสัยว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นพวกเทวดา ไม่ใช่มนุษย์ฯ

 

       82 มือถือดอกไม้อย่างดี พวงมาลัยเครื่องชโลมลูบไล้และเส้นไหมมองด้วยความเคารพ ข้าแต่นฤบดี เขาเหล่านั้น คงจะเป็นเทวดามาเยี่ยมบูชาพระกุมารผู้เป็นอธิเทพเหมือนเทพทั้งหลาย โดยไม่ต้องสงสัยฯ

 

       83 พระราชา (ศุทโธทนะ) ได้ทรงฟังคำกราบทูลแล้ว มีพระทัยเฟื่องฟูเป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสว่า ไปเถิด ไปบอกให้ท่านผู้เจริญเหล่านั้นเข้ามาในพระราชวัง ฤทธิ์เช่นนี้ ตามที่เจ้าบอกถึงคุณสมบัติและอำนาจของเขาเหล่านั้น ต้องไม่ใช่ฤทธิ์ของมนุษย์อย่างใดๆ เลยๆ

 

       84 ยามเฝ้าพระทวารถวายบังคมแล้ว กลับออกมาบอกเทพเจ้าว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดินทรงอนุญาตแล้ว ขอเชิญเข้าไปได้ เทพเจ้าเหล่านั้นมีใจชื่นชมยินดีแล้ว มือถือพวงมาลัยอย่างดี เข้าไปสู่พระราชวัง ซึ่งเป็นที่ประทับของพระนฤบดีฯ

 

       85 พระนฤบดีเห็นเทพเจ้าผู้ประเสริฐเหล่านั้นเข้ามายังพระราชวังแล้ว ก็เสด็จลุกขึ้นทรงต้อนรับ ทรงประคองพระหัตถ์ทำอัญชลี(ประนมมือไหว้) ตรัสว่า อาสนเหล่านี้มีอยู่ เชิงอาสนประดับรัตนะ ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย โปรดนั่งบนอาสนนี้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ความรู้ฯ

 

       86 เทพเจ้าเหล่านั้น ปราศจากความถือตัว และความกระด้าง นั่งบนอาสนทั้งหลายแล้วพูดว่า ข้าแต่พระนฤบดี โปรดฟัง พวกเรามาที่นี่เพื่อต้องการเยี่ยมบุตรของพระองค์ซึ่งเกิดแล้ว มีบุณยหนาแน่น มีกายบริศุทธ มีพระบาทเกิดมาดีแล้วฯ

 

       87 พวกข้าพเจ้าเป็นผู้รู้การ(ศาสตร์) รู้สังเกตลักษณะแห่งลักษณะดีว่า คติ(ทางไป) และประโยค(ความประพฤติ)ของเขาเหล่านี้จะเป็นอย่างไร ข้าแต่แพระเจ้าแผ่นดินผู้ประเสริฐ เพราะฉะนั้น พระองค์จงละความหนักใจเสีย ข้าพเจ้าขอถือโอกาส ขอชมพระกุมาร ผู้มีร่างกายประดับด้วยลักษณะอันงามวิจิตรฯ

 

       88 พระราชาศุทโธทนะ นั้น แวดล้อมด้วยหมู่สตรี ทรงดีพระทัยทรงประคองพระกุมารซึ่งไม่มีใครเสมอ มีพระฉวีวรรณดังเปลวไฟอันรุ่งเรือง นำเข้าไปใกล้เทพเจ้าผู้ประเสริฐ ซึ่งมีพระเมาลีห้อยลงยาวงาม พอพระราชาศุทโธทนะก้าวออกจากพระทวาร พื้นแผ่นดินมนุษยโลก ก็ไหวสะเทือนฯ

 

       89 เทพเจ้าเหล่านั้น เห็นพระนขา(เล็บ) ของพระนายก(โพธิสัตวื)แดงเรียว แผ่นนขาสะอาดงามบริศุทธ เทพเจ้าผู้มีรูปร่าง มีเมาลีห้อยลงยาวงามเหล่านั้น ก็รีบลุกขึ้น ต่างน้อมเศียรอภิวาทพระกุมารผู้มีรัศมีปราศจากมลทินโดยลำดับฯ

 

       90 ลักษณะทั้งหลายที่เห็น และที่ได้สังเกต พระมิ่งขวัญที่เป็นเดช คือบุณยอยุ่บนจอมพระเศียรที่ได้แลเห็น พระเนตรทีอำนาจ พระอุณาโลมและพระเกศาที่เห็น ล้วนแต่แสดงว่าจะได้ตรัสรุ้พระโพธิชนะมารโดยไม่ต้องสงสัยฯ

 

       91 เทพเจ้าเหล่านั้น ก็สรรเสริญพระราชกุมาร ผู้มีคุณความดีตามที่เห็นว่ามีประโยชน์ และเพี่งดูคุณความดีทั้งหลายแห่งพระกุมารผู้ปราศจากเกลศ บันเทาความมืด จริงอยู่ ความปรากฏของสัตว์ผู้เป็นรัตนะซึ่งสละข้าศึก คือ ชาติ ชรา มรณะและเกลศ กว่าจะมีได้ก็นานเหลือเกินฯ

 

       92 ภพทั้ง 3 ลุกโพลงไปทั่ว ถูกไฟทั้ง 3 (ไฟราคะ ไฟโทษะ ไฟโมหะ)(เผาผลาญแล้ว ด้วยการสีไม้สีไฟ อันมีความใคร่(สำกลป)และความกำหนัด (ราค) เป็นอารมณ์ พระองค์เป็นผู้มีปรัชญา จะแผ่ขยายเมฆฝน คือธรรม ปกคลุมมนุษยโลก ดับความร้อนคือเกลศด้วน้ำฝนคือมมฤตฯ

 

       93 พระองค์มีพระวาจาประกอบด้วยไมตรี ประกอบด้วยกรุณา มีพระวาจาอ่อนหวาน มีพระสุรเสียงไพเราะดังเสียงพรหม มีพระวาจาไพเราะจับใจ ยังมนุษยโลกและเทวโลกให้รอบรู้ และให้ตรัสรู้ ข้าแต่พระผู้มีภคะ ของพระองค์จงเปล่งพระสุรสิงหนาทแสดงความตรัสรู้อันยิ่งใหญ่ โดยเร็วเถิดฯ

 

       94 ขอพระองค์จงบำราบหมู่เดียรถีย์ เจ้าลัทธิชั่วร้าย มีความเห็นวิปริต ผู้จมอยู่ในเรือนจำคือความกำหนัดในภพ ให้เขาเหล่านั้นต้องอยู่ในที่สุดแห่งภพ(นิรวาณ) ให้เขาฟังธรรมแสดงว่าภพอาศัยเหตุเป็นของศูนย์(สิ้นอาวิชชา ภพก็ศูนย์)ให้เขาเหล่านั้น หนีไปเหมือนฝูงสุนัขป่าหนีราชสีห์ฯ

 

       95 จงทำลายแผ่นอวิทยาเป็นดังว่าควัน คือตัวเกลศใหญ่ ยังชุมชนให้เข้าไปอยู่ในที่สว่างอันถาวร จงกำจัดซึ่งอัธการ(ความมืด)ใหญ่แห่งโลกทั่วไป ด้วยแสงไฟคือ ชญาน และด้วยสายฟ้า คือแสงแห่งปรัชญาฯ

 

       96 เมื่อสัตว์บริศุทธเช่นนี้เกิดขึ้นมาในโลกนี้อย่างไม่เคยมี จึงนับว่าเป็นลาภอันไพบูลย์ของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายซึ่งได้รับแล้วเป็นอย่างดี ทางไปสู่อบายจะถูกปิด ทางไปสู่สวรรค์จะถูกขยายออก จะถึงได้โดยสัตว์ประเสริฐ ซึ่งได้ตรัสรู้แล้วฯ

 

       97 เทพเจ้าเหล่านั้นก็โปรยทิพยโกสุมลงในเมืองกบิลพัสดุ์นี้ แล้วทำประทักษิณ และสดุดีโดยความเคารพ เปล่งวาจาว่า พุทธ สุพุทธ(พระพุทธเป็นพระพุทธที่ดี)แล้วก็พากันไปในท้องฟ้า ประกอบด้วยการเยื้องกายอันงดงามฯ

 

อัธยายที่ 7 ชื่อชนมปริวรรต (ว่าด้วยทรงอุบัติ) ในคัมภีร์ลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

 

08 วิหารเทวรูป

อัธยายที่ 8

 

เทวกุโลปนยนปริวรฺโต ' ษฏมะ

 

ชื่อเทวกุโลปนยนปริวรรต (ว่าด้วยการนำไปสู่วิหารเทวรูป)

 

       กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เกิดแล้ว ตกเวลาราตรี หญิง 20000 ก็คลอดกุมารในตระกูลกษัตริย์ พราหมณ์ เจ้าแขวง คฤหบดีมหาศาล ในยามราตรีนั้นเอง มารดาบิดาของกุมารทั้งปวงเหล่านั้น ได้ถวายแก่พระโพธิสัตว์เพื่อให้ปฏิบัติบำรุงและรับใช้พระโพธิสัตว์ พระราชาศุทโธทนะก็ได้ประทานหญิงสาวอีก 20000 คน เพื่อให้ปฏิบัติบำรุง และรับใช้พระโพธิสัตว์ มิตร อมตย์ ญาติสาโลหิตก็ได้ถวายหญิงสาว 20000 คนเพื่อให้ปฏิบัติบำรุง และรับใช้พระโพธิสัตว์

 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ศากยทั้งหลายที่เป็นผู้เฒ่าผู้แก่ ได้ประชุมกันแล้วเข้าเฝ้าพระราชาศุทโธทนะ ทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์ควรทราบว่า จะต้องนำพระกุมารไปสู่วิหาร พระราชาดตรัสว่าดีแล้ว เราจะต้องนำกุมารไปสู่วิหาร ถ้ากระนั้นต้องตกแต่งพระนคร ประดับประดาถนนหลวง ทางสี่แพร่ง ตลาด ถนน ซอย ที่สำคัญๆให้งดงาม ห้ามกันคนที่ไม่เป็นมงคล คือคนตาข้างเดียว คนง่อย คนหูหนวก คนตาบอดสองข้าง คนใบ้ คนจรจัด คนมีรูปร่างพิกลพิการ คนมีอินทรีย์ไม่ครบถ้วน  นำเอาคนที่มีลักษณะเป็นมงคลเข้ามา จงให้ตีกลองประกาศงานทำบุณย เคาะระฆัง ประกาศงานมงคล จงให้ประดับตกแต่งประตูเมืองอันประเสริฐ จงให้บรรเลงประโคมดนตรีส่งเสียงไพเราะเจริญใจ จงให้ประชุมพระราชาประเทศราชทั้งปวง จงรวบรวมคณะเศรษฐี คฤหบดี อมาตย์ คนเฝ้าประตูให้อยู่ในที่แห่งเดียวกัน จงให้เทียมรถสำหรับหญิงสาว จงให้จัดตั้งหม้อใส่น้ำเต็ม จงให้ประชุมพราหมณ์ทั้งหลายผู้สังวัธยายมนตร์ จงให้ตกแต่งวิหารทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจการทั้งหมดตามที่ได้กล่าวมาแล้วก็ได้ทำเสร็จเรียบร้อยด้วยประการฉะนี้แล

 

       ครั้นแล้ว พระราชาศุทโธทนะ เสด็จเข้าสู่พระราชวังของพระองค์ ตรัสเรียกพระนางมหาประชาบดีโคตมีมา แล้วตรัสว่า เธอจงตกแต่งกุมาร เราจะพาไปวิหารพระนางมหาประชาบดีโคตมี รับสนองพระโองการว่า สาธุ (พระเจ้าข้า) แล้วจึงประดับประดาพระกุมาร

 

       ขณะเมื่อพระกุมารกำลังได้รับการประดับประดา มีพระพัตกตร์แช่มชื่น ปราศจากหน้านิ่วคิ้วขมวด ตรัสกับพระมารดาสะใภ้(แม่เลี้ยง) ด้วยพระวาจากอ่อนหวานอย่างยิ่งว่า ข้าแต่พระมารดา เขาจะพาลูกไปไหน  พระนางมหาประชาบดีโคตมีตรัสตอบว่า เขาจะพาไปวิหารน่ะซิลูก ครั้นแล้ว พระกุมาร ได้แต่อมยิ้ม มีพระพักตร์แช่มชื่น ตรัสกับพระมารดาสะใภ้(แม่เลี้ยง) เป็นคำประพันธ์ว่า

 

       1 เมื่อลูกเกิดในโลกนี้ มนุษย์โลกก้ไหวหวั่น องค์ศักร(อินทร์) พรหม อสูร พระยานาค จันทร์ อาทิตย์ และไวศรวณะ ขันธกุมาร ก็ได้พากันมาน้อมเศียรนมัสการตามลำดับฯ

 

       2 เทวดาอื่นๆเหล่าไหน จะสูงวิเศษไปกว่าลูก ข้าแต่พระมารดา วันนี้พระมารดาไหว้ลูกในที่นี้ ลูกจะต้องเป็นเทวดาเหนือเทวดาทั้งหลายสูงสุดกว่าเทวดาทั้งปวง เทวดาเท่ากันกับลูกไม่ได้ หรือจะเหนือกว่าลูกได้อย่างไร ฯ

 

       3 ข้าแต่พระมารดา ชุมนุมชนเห็นลูกแล้ว พึงถึงปีติเป็นไปตามโลกเขาจะมีใจเฟื่องฟูต่อลูก จะกระทำความเคารพนับถือเหลือประมาณ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะรู้ว่า กุมารนี้เป็นเทวดาเหนือเทวดาทั้งหลายฯ

 

       กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อถนนหลวง ทางสี่แพร่ง และร้านตลาดที่สำคัญๆ ภายในเมืองถูกตกแต่งงดงามหาประมาณมิได้ ปรากฏเฉพาะหน้าด้วยสีสรรทั้งปวงอันเป็นการเฉลิม และเป็นมิ่งมงคล พระราชาศุทโธทนะจึงให้ประดับรถของพระกุมาร แวดล้อมไปด้วยคณะพราหมณ์ เจ้าแขวง เศรษฐี คฤหบดี อมาตย์ พระราชาประเทศราช คนเฝ้าประตู มิตรและญาติ ทรงนำหน้า พาพระกุมารไปโดยหนทางที่อบอวลไปด้วยควันธูป เดียรดาษไปด้วยแก้วมุกดา และดอกไม้ เดินแถวด้วยขบวนทหารม้า หหารช้าง ทหารรถ และทหารราบ ยกธงชัย และงปตาก ประโคมด้วยดนตรี ต่างๆ เทวดาแสนหนึ่ง ขับรถพระโพธิสัตว์ เทพบุตร และนางอัปสรหลายหมื่นแสนโกฏิไปในท้องฟ้าได้โปรยดอกไม้ลงมา และประโคมดนตรีทั้งหลาย พระราชาศุทโธทนะทรงนำพระกุมารเข้าไปสู่วิหารด้วยราชพยุหขบวนใหญ่ ด้วยราชฤทธิ์ใหญ่ยิ่ง และด้วยราชานุภาพใหญ่ยิ่ง ด้วประการฉะนี้แล ในขณะที่พระบิดาให้ประทีป พื้นที่พระโพธิสัตว์ย่างประบาทขวาเข้าไป เหล่าเทวรูปอื่นๆซึ่งไม่มีจิตใจในวิหารนั้น คือรูปศิวะ สกันทะ นารายณ์ กุเวร จันทร์ อาทิตย์ ไวศรพณะ ศกร พรหม โลกบาล เป็นต้น เทวรูปเหล่านั้นลุกขึ้นจากสถานที่ของตนๆล้มลง ณ พื้นที่ที่พระโพธิสัตว์ย่างพระบาท เทวดา และมนุษย์ตั้งแสนในที่นั้น ต่างก็เปล่งเสียงร้องอื้ออึงคะนึงนับเป็นแสนๆ โดยส่งเสียงเป็นอันเดียวกันแสดงความยินดีว่า ฮิ้ว ฮิ้ว ต่างก็โยนผ้าขึ้นมหานครกบิลพัสดุ์ก็ไหวหวั่นไปด้วยอาการพิเศาประเสริฐยิ่งทั่วทุกแห่ง ฝนดอกไม้ทิพย์ตกลงมา ดนตรีตั้งแสนไม่มีใครไปแตะต้อง ก็บรรลือสั่นขึ้นมา เทวรูปที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าทั้งหลายองค์ใด เทพเจ้าองค์นั้นๆก็ได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์เหล่านี้ เพื่อแสดงสภาพของตนๆว่า

 

       4 ขุนเขาเมรุเป็นบรรพตประเสริฐ จะไม่อ่อนน้อมต่อเมล็ดพันธุ์ผักกาดเลย หรือว่ามหาสมุทรเป็นที่อยู่ของนาคราช จะไม่อ่อนน้อมต่อน้ำในรอยเท้าโคเลย ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ซึ่งส่องแสง ได้ส่องแสงแล้วจะไม่อ่อนน้อมต่อหิ่งห้อยเลย ทำไมผู้มีปรัชญามีบุณย มีตระกูล จึงไม่อ่อนน้อมต่อเทวดาทั้งหลายฯ

 

       5 จริงอยู่ โลกอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใดแล้ว ได้ลาภ ได้สวรรค์ ได้นิรวาณ ท่านผู้นั้นต้องเป็นสยัมภู (ผู้เป็นเอง)ที่สุดในโลก เหมือนภูเขาสุเมรุ มหาสมุทร ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ฉันใด เทวดาในเทวโลกและมนุษย์บางคน อาศัยความทะนงตนก็ฉันนั้น ซึ่งทีแท้เขาเป็นเหมือนเมล็ดพันธัผักกาด  น้ำในรอยเท้าโค หรือหิ่งห้อยฯ

 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคต ผู้มหาสัตว์เสด็จเข้าไปในวิหารนี้ กำลังทอดพระเนตรอยู่ ดวงจิตของเทวบุตรทั้งหลายตั้ง 32 แสน ก็ได้ผุดขึ้นในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ ถูกเขาพาไปสู่วิหาร พระองค์ทรงเพิกเฉยด้วยอาการใด อาการนั้น มีเหตุ มีปัจจัย ดั่งนี้แล

 

อัธยายที่ 8 ชื่อเทวกุโลปนยนปริวรรต (ว่าด้วยการนำไปสู่วิหารเทวรูป)ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตระ ดั่งนี้แล

 

 

09 เครื่องประดับ

 

 

อัธยายที่ 9

 

อาภรณปริวรฺโต ทศมะ

 

ชื่อ อาภรณปริวรรต (ว่าด้วยเครื่องประดับ)

 

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่งชื่ออุทยนะ เป็นปุโรหิตของพระราชา และเป็นบิดาของอุทายิ (พระอุทายี) เขามีพราหมณ์ประมาณ 500 แวดล้อมเข้าไปเฝ้าพระราชาศุโธทนะ ในกาลเมื่อดวงจันทร์เสวยจิตรานักษัตรฤกษ์ซึ่งอยู่ถัด หัสตนักษัตรฤกษ์(*) ลงมา แล้วทูลว่า ขอพระองค์จงทำเครื่องประดับให้แก่พระกุมารตามที่ทรงทราบ(ว่าอย่างไหนจะดี) พระราชาตรัสกับพราหมณ์นั้นว่า ถูกแล้วจะต้องทำให้ดีดยิ่ง

 

* จิตรานักษัตรอยู่คาบเส้นในเรือนราศีกันย์กับตุล

 

       ในครั้งนั้น พระราชาศุโธทนะ ตรัสสั่งให้ศากยทั้งหลายประมาณ 500 คนทำเครื่องประดับประมาณ 500 อย่าง นั่นคือ เครื่องประดับมือ เครื่องประดับเท้า เครื่องประดับศีรษะ  เครื่องประดับคอ เครื่องประดับเป็นแหวน เป็นตุ้มหู สายสร้อย เข็มขัดทอง ร่างแหผู้ลูกพรวน ร่างแหประดับแก้ว รองเท้าประดับแก้วมณี เครื่องตกต่างล้วนรัตนะต่างๆ ไข่มุก ทองกร มกุฎอย่างงาม ศากยทั้งหลายเหล่านั้น ครั้นทำเสร็จแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระราชาศุโธทนะ ในวันดวงจันทร์ประกอบด้วยปุษยฤกษ์(*) แล้วทูลว่า นี่อย่างไรล่ะ ข้าแต่พระนฤบดี ตกแต่งพระกุมารได้แล้ว พระราชาตรัสว่า ท่านทั้งหลายได้ชื่อว่า ตกแต่งและบูชากุมารแล้ว แม้เราก็ได้ชื่อว่า ทำเครื่องประดับให้(แก่กุมาร)แล้ว ศากยทั้งหลายทูลว่า ขอให้พระกุมารจงผูกเครื่องประดับของข้าพระองค์ทั้งหลายสัก 7 คือ 7 วัน ไว้ในพระทัย ความพยายามของข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้ไม่เสียเปล่า เพราะเหตุนั้น

 

* ปุษยฤกษ์อยู่ในเรือนราศีกรกฎ

 

       ครั้นคืนนั้นสิ้นสุดแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระโพธิสัตว์ เสด็จออกไปสู่อุทยานชื่อ วิมลพยุหะ ในวันนั้น ในการเสด็จนั้น พระนางประชาบดีโคตมี อุ้มพระโพธิสัตว์ไว้ในตัก สตรีทั้งหลายประมาณ 8 หมื่นก็ได้มาชะเง้อมองพระพักตร์พระโพธิสัตว์ พราหมณ์ทั้งหลาย 5000 ได้มาชะเง้อมองพระโพธิสัตว์ เครื่องประดับทั้งหลายที่ทำโดยศากยราชผู้ชำนาญ ได้ผูกติดพระกายพระโพธิสัตว์ เครื่องประดับที่ผูกเรียงไว้ตามลำดับนั้น ได้อับหมองไปเสียแล้ว เพราะรัศมีพระกายของพระโพธิสัตว์ เครื่องประดับเหล่านั้นไม่สุก ไม่เปล่งปลั่ง ไม่รุ่งเรือง เหมือนเอาก้อนเขม่าไปวางไว้ข้างหน้าทองชมพูนท มันไม่สุก ไม่เปล่งปลั่ง ไม่รุ่งเรือง เช่นเดียวกับเครื่องประดับทั้งหลายเหล่านั้น พอกระทบรัศมีพระกายของพระโพธิสัตว์เข้า ก็ไม่สุก ไม่เปล่งปลั่ง ไม่รุ่งเรือง เครื่องประดับหลากหลายใดๆที่ผูกติดพระกายพระโพธิสัตว์ เครื่องประดับนั้นๆ อับหมองไปเหมือนก้อนเขม่า

 

       เทพธิดาผู้รักษาอุทยานในที่นั้นมีนามว่าวิมลา นางได้แสดงอัตภาพของตนเองให้เป็นผู้โหยหิว ยืนอยู่เบื้องหน้า กล่าวกับพระราชาศุโธทนะ และพวกศากยหมู่ใหญ่นั้น ด้วยคำเป้นบทประพันธ์ว่า

 

       1 แผ่นดินในมหนุษยโลก พร้อมทั้งเมืองหลวงและหัวเมืองทั้งหมดนี้ได้สะสมทองคำไว้เต็มที่ งดงามปราศจากมลทิน แต่จะถูกลบล้างเพราะทองคำชมพูนทเพียงกากณึกเดียว (ทองหนัก 1 เม็ดมะกล่ำ)มันจะสิ้นรัศมีทองอื่นๆนั้น ก็จะปราศจากรัศมีและสิริฯ

 

       2 โลกทั้งหมดเมื่อเทียบกับทองคำชมพูนท ก็กลายเป็นก้อนเขม่าไปรัศมีในขุมขนพระกุมารผู้เป็นนายก เพียบพร้อมไปด้วยหิริและสิริก็เปล่งปลั่ง เครื่องประดับไม่สุก ไม่เปล่งปลั่ง ไม่งาม และไม่ซ่านออก เมื่อพระกายของพระสุคตของเราทั้งหลายมีรัศมี เครื่องประดับก็เหมือนก้อนเขม่าฯ

 

       3 พระกุมารของเราทั้งหลายนี้ ประดับแล้วด้วยเดชของพระองค์เพียงพร้อมไปด้วยคุณความดีตั้งร้อย มีพระกายหมดจดดี รุ่งเรืองด้วยเครื่องประดับของพระองค์ แสงสว่างดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ก็ดี ดวงดาวก็ดี และความแวววามของแก้วมณีก็ดี รัศมีขององค์ศักระและของพรหมก็ดีย่อมไม่สว่างเมื่ออยู่ต่อหน้าพระกุมารผู้สว่างด้วยกลุ่มแห่งสิริฯ

 

       4 ลักษณะทั้งหลายในพระการของพระกุมารใด อันงามวิจิตรไปด้วยผลแห่งศุภกรรมในชาติปางก่อน จะป่วยกล่าวไปไย ถึงเครื่องประดับของพระกุมารนั้น อันต่ำทรามที่ทำด้วยเครื่องมือของคนอื่นๆ

 

       5 ขอพระองค์จงประทานเครื่องประดับทั้งหลายเหล่านี้ ซึ่งงามดีปราศจากมลทินให้แก่มหาดเล็กรับใช้นั้นซึ่งมีนามว่าฉันทกะ ผู้เป็นสหชาติ(เกิดพร้อมกันกับพระกุมาร) เมื่อได้ประดับตกแต่งดีแล้ว จะเป็นความงามแห่งราชตระกูล อนึ่งขอให้ศากยราชทั้งหลายยินดี มีความพิศวงงงงวย ร่าเริงบันเทิงใจ และความเจริญอันไพบูลย์สุงสุด จะมีแก่ผู้ยินดีในศากยตระกูลฯ

 

       นางเทพธิดานั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็โปรยดอกไม้ทิพย์ไปยังพระโพธิสัตว์แล้วหายวับไป ณ ที่นั้น

อัธยายที่ 9 ชื่ออาภรณปริวรรต (ว่าด้วยเครื่องประดับ) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แลฯ

10 เยี่ยมโรงเรียน

อัธยายที่ 10

ลิปิศาลาสํทรฺศนปริวรฺโต ทศมะ

ชื่อลิปิศาลาสันทรรศนะปริวรรต(ว่าด้วยการเสด็จเยี่ยมโรงเรียน)

       กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระกุมารได้เติบใหญ่แล้ว ครั้งนั้นพระกุมารได้รับการพาไปสู่โรงเรียน(ลิปิศาลา) ด้วยสิ่งของเป็นมงคลประมาณแสน มีเด็กประมาณหมื่นแวดล้อม พระดองค์ได้รับเป็นหัวหน้า ด้วยรถหมื่นหนึ่งบรรทุกของเคี้ยวของกิน ของอร่อย และบรรทุกเงินทองไปด้วย ซึ่งแยกย้ายพักอยู่ตามถนนหลวง ทางสี่แพร่งร้านตลาดที่สำคัญๆในมหานครกบิลพัสดุ์ มีดนตรี 8 แสน ก้องกังวาลอยุ่ มีฝนดอกไม้โปรยลงมา มีหญิงสาวตั้งแสนประดับด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพยืนอยู่ที่ระเบียงประตู ซุ้มประตู หน้าต่าง ตำหนัก เรือนยอด และพื้นประสาท หญิงสาวเหล่านั้นมองดูพระโพธิสัตว์ และซัดดอกไม้ไป เทพธิดา 8 พันประดับอาภรณ์ เครื่องประดับหลวมๆถือไม้กวาดแก้ว แผ้วกวาดหนทางเดินไปข้างหน้าพระโพธิสัตว์ เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ มีกายถึ่งหนึ่ง ห้อยแผ่นพวงมาลัยดอกไม้จากพื้นท้องฟ้า หมู่ศากยทั้งปวงนำหน้าพระราชาศุทโธทนะเดินไปข้างหน้าพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ได้รับการพาไปยังโรงเรียนด้วยกระบวนหยุหอย่างนี้

      ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าสู่โรงเรียน ครั้นนั้นพระอาจารย์ของเด็กชื่อวิศวามิตร ทนไม่ได้ต่อสง่าราศีและเดชของพระโพธิสัตว์ นั่งก้มหน้าอยู่ที่พื้นดินแล้วฟุบลง เทวบุตรที่อยู่ชั้นดุสิต ชื่อศุภางคะ  เห็นพระอาจารย์ฟุบลงเช่นนั้น ก็พยุงให้ลุกขึ้นด้วยฝ่ามือขวา ครั้นแล้วก็ยืนอยู่ในอากาศได้พูดด้วยคำเป็นบทประพันธ์กับพระราชาศุทโธทนะ และประชุมชนหมู่ใหญ่นั้นว่า

 

      1 ศาสตร์ทั้งหลายใดๆอย่อมดำเนินไปในมนุษยโลก คือเลข หนังสือ การคำนวณและตำราธาตุ(วิทยาศาสตร์) การเรียนศิลปเป็นของโลกมีมากประมาณมิได้  พระโพธิสัตว์ศึกษาในศาสตร์นั้นตลอดเวลาหลายโกฏิกัลปมาก่อนแล้วฯ

 

      2 แต่ว่า พระกุมารเจริญตามรอยเขา (เด็กเหล่านั้น) จึงได้เสด็จมาโรงเรียนทรงศึกษา เพื่อศิษย์ทั้งหลาย เพื่อบ่มอินทรีย์เด็กเป็นอันมมากให้ไปในยานอนเลิศ และเพื่อแนะนำคนอื่นๆให้ได้รับอมฤตฯ

 

      3 พระกุมารรู้วิธีในสัตยบถ 4 ประการ อันเหนือโลก คนทั้งหลายเป็นไปในกุศล เพราะอาศัยเหตุด้วยประการใด และเข้าจะดับเกลศให้สิ้นไป ดำรงอยู่เป็นความเยือกเย็น ด้วยประการใด พระองค์ทรงรู้วิธีในประการนั้นๆ จะป่วยกล่าวไปไยถึงความรู้เพียงอักษรศาสตร์ฯ

 

      4 วิศวามิตรไม่ใช่อาจารย์ของพระกุมารนี้ ที่เหนือกว่าในโลกทั้ง 3 พระกุมารนี้ประเสริฐที่สุดในเทวดา และมนุษย์ทั้งปวง ท่านทั้งหลายยังไม่รู้แม้ชื่อแห่งหนังสือซึ่งจะต้องศึกษาตลอดหลายโกฏิกัลปมาก่อนแล้วฯ

 

      5 พระกุมารนั้น ทรงไว้ซึ่งจิต(รู้ใจ)ของสัตว์โลกทั้งหลาย อันวิจิตรพิสดารต่างๆ มีอายุยังน้อย เป็นผู้บริศุทธและรู้คติของความว่าง ไม่มีรูปปรากฏ (นิรวาณ) จะป่วยกล่าวไปไยถึงการจะรู้รูปหนังสือที่ปรากฏเป็นตัวอักษรฯ

 

      เทวบุตรนั้น ครั้นพูดอย่างนี้แล้วจึงบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยดอกไม้ทิพย์ แล้วหมายไปในที่นั้น  นางนมและพวกนางกำนัลทั้งหลายโปรดให้พักอยู่ที่นั่น ศากยราชนอกนี้มีพระราชาศุทโธทนะเป็นประธานกลับไปแล้ว

 

      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ถือกระดานชนวนทำด้วยไม้จันทน์อุรคสาร  คลุมด้วยผ้าตาดทองของพระฤษีอันเป็นทิพย์(*) ประดับด้วยแก้วมณีรัตนะรอบด้าน พูดกับพระอาจารย์วิศวามิตรว่า ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ  ท่านจะให้ข้าพเจ้าเรียนหนังสืออย่างไหน คือหนังพรหมี หนังสือขโรษฏิ หนังสือปุษกรสารี หนังสืออังคะ หนังสือวังคะ หนังสือมคธ หนังสือมังคัละ(เบงคอล) หนังสืออังคุลียะ หนังสือศการิ หนังสือพรหมวลิ หนังสือปารุษยะ หนังสือทราวิฑะ หนังสือกิราต หนังสือทากษิณยะ หนังสืออุคระ หนังสือสังขยา หนังสืออนุโลม หนังสืออวมูรธะ(บางบับว่าอัทธธานุ) หนังสือทรทะ หนังสือขาษยะ หนังสือจีน หนังสือลูน หนังสือหูณ หนังสือมัธยากษระวิสตระ หนังสือปุษปะ หนังสือเทว หนังสือนาค  หนังสือยักษ์ หนังสือคนธรรพ์ หนังสือกินนร  หนังสือมโหรคะ(งูใหญ่) หนังสืออสูร หนังสือครุฑ หนังสือมฤคจักร หนังสือวายสรุต (เสียงการ้อง หน้งสือเภามเทวะ  หนังสืออันตรีกษเทวะ หนังสืออุตตรกุรุทวีป หนังสืออปรโคฑานี หนังสือปูรววิเทหะ หนังสืออุตเกษปะ หนังสือเกษปะ หนังสือวิเกษปะ  หนังสือปรเกษปะ หนังสือสาคระ หนังสือวัชระ หนัสือเลขประติเลขะ หนังสืออนุทรุตะ หนังสือศาสตราวรรตะคณนาวรรตะ หนังสืออุตเกษปาวรรตะ หนังสือเกษปาวรรตะ หนังสือปาทลิขิตะ หนังสือวิรุตตระปทสันธิ หนังสือยาวัททโศตตระปทสันธิ  หนังสือมัธยาหาริณี  หนังสือสรวรุตะสังครหณี หนังสือวิทยานุโลมาวิมิศริตะ หนังสือฤาตปัสตัปตาวโรจมานำธรณีเปรกษิณี หนังสือคคนเปรกษิณี หนังสือที่ผลิตจากต้นไม้ล้มลุก หนังสือที่รวบรวมสิ่งเป็นสาระทั้งปวง หนังสือรูปตัวสัตว์  และหนังสือได้จากเสียงร้องของสัตว์ ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ บรรดาหนังสือ 64 อย่างนี้ ท่านจะให้ข้าพเจ้าเรียนหนังสืออย่างไหน?

 

      ครั้งนั้นวิศวามิตรอาจารย์ของเด็ก ยิ้มอยู่ในหน้าด้วยความประหลาดใจ ปลงความถือตัวและความกระด้างได้แล้ว จึงพูดเป็นคำประพันธ์นี้ว่า 

 

      6 น่าอัศจรรย์ พระกุมารเจริญตามรอยโลกของคนบริศุทธในโลกมาโรงเรียนเพื่อศึกษาศาสตร์ทั้งปวงฯ

 

      7 ชื่อหนังสือใดที่เรายังไม่รู้จัก พระกุมารนี้มาโรงเรียนเพื่อศึกษาหนังสือนั้นจนจบฯ

 

      8 หน้าตาหัวหูหนังสือนั้น เรายังไม่เห็นแล้ว เราจะสอนพระกุมารนี้ให้รู้จบได้อย่างไรฯ

 

      9 พระกุมารผู้เป็นเทพเจ้าของเทวดาทั้งหลาย เป็นอติเทพ(เทพเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง)สูงสุดกว่าเทวดาทั้งปวง เป็นผู้มีอำนาจและไม่มีใครเทียมเท่า ประเสริฐที่สุดไม่มีบุคคลจะเสมอเหมือนฯ

 

      10 แต่เราจะสอนพระกุมาร ให้ได้รับการศึกษาอันอาศัยโลกทั้งปวง โดยพิเศษในบุบายแห่งปรัชญา ด้วยอานุภาพของพระกุมารนี้ฯ

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เด็กตั้งหมื่นเรียนหนังสือพ้อมกับพระโพธิสัตว์ในการเรียนนั้น เด็กทั้งหลายเหล่านั้น อ่านทั้งหลายเหล่านั้น อ่านอักษรแม่บทโดยอาศัย(ความช่วยเหลือของ)พระโพธิสัตว์ ในคราวใด เด็กเหล่านั้นจะอ่นตัวอักษรว่า อ ในกาลนั้นกลายเป็นออกเสียงว่า อนิตยะ(ความไม่เที่ยง) เมื่อจะอ่านตัว อา กลายเป้นออกเสียงว่าอาตมปรหิตะ(ประโยชน์ตนและผู้อื่น) เมื่อจะอ่านตัว อิ กลายเป็นออกเสียงว่า อินทรยไวกัลยะ(อินทรีย์บกพร่อง)เมื่อจะอ่านตัว อี กลายเป็นออกเสียงว่า อีติพหุลํชคต(โลกมากไปด้วยอันตราย) เมื่อจะอ่านตัว อุ กลายเป็นออกเสียงว่า อุปทรวพหุลํ ชคต(โลกมากไปด้วยอุปัทวะ เมื่อจะอ่านตัว อู กลายเป็นออกเสียงว่า อุนสตตวํ(สัตว์หรือคนมีความพร่องอยู่ คือไม่เต็ม) เมื่อจะอ่านตัว เอ กลายเป็นออกเสียงว่า เอษณาสมุตถานโทษะ(โทษเกิดจากการแสวงหา) เมื่อจะอ่านตัว ไอ กล่าวเป็นออกเสียงว่า ไอรยาปถะเศรยาน(อิริยาบถประเสริฐ) เมื่อจะอ่านตัว โอ กลายเป็นออกเสียงว่า โอฆะ(คือทะเลได้แก่เกลศ)  เมื่อจะอ่านตัว เอา กลายเป็นออกเสียงว่า เอาปปาทกะ(เกิดขึ้น) เมื่อจะอ่านตัว อํ กลายเป็นออกเสียงว่าอโมฆตปตติ(เกิดมาไม่เสียเปล่า) เมื่อจะอ่านตัว อะ กลายเป็นออกเสียงว่า อสตงคมน(การดับ) เมื่อจะอ่านตัว ก กลายเป็นออกเสียงว่า กรมวิปาปาวตาระ (หยั่งลงสู่ผลกรรม) เมื่อจะอ่านตัว ข กลายเป็นออกเสียงว่าขสม สรว ธรมะ(ธรรมทั้งปวงเสมอด้วยอากาศ) เมื่อจะอ่านตัว ค กลายเป็นออกเสียงว่า  คมภีรธรมปรตีตยสมุตปาทาวตาระ (หยั่งลงสู่ปรตีตยสมุตปาทะซึ่งเป็นธรรมอันลึกซึ้ง) เมื่อจะอ่านตัว ฆ กลายเป็นออกเสียงว่า ฆนปฏลาวิทยา โมหานุธการ วิธมนะ (กำจัดความมืดแห่งอวิทยาซึ่งเป็นแท่งและเป็นแผ่นทึบคือโมหะ) เมื่อจะอ่านตัว ง กลายเป็นออกเสียงว่า  องควิศุทธิ (ความบริศุทธแห่งอวัยวะร่างกาย) เมื่อจะอ่านตัว จ กลายเป็นออกเสียงว่า จตุรารยสตยะ อารยสัตย 4) เมื่อจะอ่านตัว ฉ กลายเป็นออกเสียงว่า ฉนทราคปรหาณะ (ประหารความใคร่และความกำหนัด) เมื่อจะอ่านตัว ช กลายเป็นออกเสียงว่า  ชรามรณสมมติกรมณะ (ระงับชราและมรณะ) เมื่อจะอ่านตัว ฌ กลายเป็นออกเสียงว่า ฌษธวชพลนิครหณะ (ข่มกำลังของกาม) เมื่อจะอ่านตัว ญ กลายเป็นออกเสียงว่า ชญาปนะ (บอกให้รู้) เมื่อจะอ่านตัว ฏ กลายเป็นออกเสียงว่า ปโฏปจเฉทนะ (การตัดขาดซึ่งแผ่นทึบคือ อวิทยา) เมื่อจะอ่านตัว ฐ กลายเป็นออกเสียงว่า ฐปนียปรศนะ (ตั้งปัญหา) เมื่อจะอ่านตัว ฑ กลายเป็นออกเสียงว่า ฑุมรมารนิครหณะ (ข่มการทะเลาะวิว่ทและมาร) เมื่อจะอ่านตัว  ฒ กลายเป็นออกเสียงว่า มีฒวิษยา (อารมณ์เป็นเครื่องไหลผ่าน) เมื่อจะอ่านตัว ณ กลายเป็นออกเสียงว่า เรณุเกลศ (ละอองคือเกลศ) เมื่อจะอ่านตัว ต กลายเป็นออกเสียงว่า ตถาตาสํเภท (ความจริงไม่ต่างกัน) เมื่อจะอ่านตัว ถ กลายเป็นออกเสียงว่า ถามพลเวคไวศารทยะ  (ความองอาจคือ แรง กำลัง ความว่องไว) เมื่อจะอ่านตัว ท กลายเป็นออกเสียงว่า ทานทมสํยมเสารมยะ (ความงาม คือทาน การข่มกรรเมนทรีย์(*) ความสำรวมระวังชญาเนนทรีย์ (**) ) เมื่อจะอ่านตัว ธ กลายเป็นออกเสียงว่า ธนมารยาณำสปตวิธม (อารยาทรัพย์ 7 ) เมื่อจะอ่านตัว น กลายเป็นออกเสียงว่า นามรูปปริชญา(กำหนดรู้นามรูป) เมื่อจะอ่านตัว ป กลายเป็นออกเสียงว่า ปรมารถ (ความหมายอันสูงสุด) เมื่อจะอ่านตัว ผ กลายเป็นออกเสียงว่า ผลปราปติสากษาตกริยา (การบรรลุผลคือการทำให้ปรากฏ) เมื่อจะอ่านตัว พ กลายเป็นออกเสียงว่า พนธนโมกษะ (พ้นจากเครื่องผูกมัด) เมื่อจะอ่านตัว ภ กลายเป็นออกเสียงว่า ภววิภวะ(ภพและวิภพ) เมื่อจะอ่านตัว ม กลายเป็นออกเสียงว่า มทมาโนปศมนะ (ระงับความเมาและความถือตัว) เมื่อจะอ่านตัว ย กลายเป็นออกเสียงว่า ยถารวทธรมปรติเวธะ (แทงตลอดธรรมตามความจริง) เมื่อจะอ่านตัว ร กลายเป็นออกเสียงว่า รตยรติประมารถรติ (ความยินดี ความไม่ยินดี ความยินดีที่เป็นปรมัตถ เมื่อจะอ่านตัว ล กลายเป็นออกเสียงว่า ลตาเฉทนะ (ตัดเถาวัลย์คือเครื่องผูกพัน) เมื่อจะอ่านตัว ว กลายเป็นออกเสียงว่า วรยานะ (ยานประเสริฐ) เมื่อจะอ่านตัว ศ กลายเป็นออกเสียงว่า ศมถวิปศยนา (ศมถะและวิปัศยนา) เมื่อจะอ่านตัว ษ กลายเป็นออกเสียงว่า ษฑายตนนิครหณาภิชญชญานาวาปติ (บรรลุอภิชญาชญานด้วยการข่มอายตนะ 6) เมื่อจะอ่านตัว ส กลายเป็นออกเสียงว่า สรวชญชญานาภิสํโพธนะ (ตรัสรู้สรรพัชญาชญาน) เมื่อจะอ่านตัว ห กลายเป็นออกเสียงว่า หตเกลศวิราคะ (การปราศจากราคะคือเกลศที่ถูกกำจัดแล้ว) เมื่อจะอ่านตัว กษ กลายเป็นออกเสียงว่า  กษณปรยตตาภิลาปยสรวธรมะ (ธรรมทั้งปวง คือความปรารถนาในกาลสิ้นสุดลงแห่งกาละ)

 

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เด็กทั้งหลายเหล่านั้น อ่านแม่บท ได้ออกเสียงเป็นธรรมที่สำคัญๆตั้งแสนนับไม่ถ้วนที่เป็นตัวประธาน โดยอานุภาพของพระโพธิสัตว์

 

      เพราะฉะนั้น เด็ก 32000 คน ได้รับการอบรมโดยลำดับ โดยพระโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในโรงเรียน และเด็กจำนวนนั้นได้มีจิตเกิดขึ้นในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ นี่คือเหตุนี่คือปัจจัย ซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้เป็นนักศึกษารนไปโรงเรียน

 

อัธยายที่ 10 ซึ่อปิศาลาสันทรรศนะปริวรรต(ว่าด้วยการเสด็จเยี่ยมโรงเรียน) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร

 

*กรรเมนทรีย์ ได้แก่ มือ เท้า ปาก ท้อง อวัยวะเพศ

** ชญาเนนทรีย์ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย

 

11 หมู่บ้านชาวนา

 

อัธยายที่ 11

กฺฤษิคฺรามปริวรฺต  เอกาเทศะ

ชื่อกฺฤษิคฺรามปริวรฺต (ว่าด้วยหมู่บ้านชาวนา)

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย จนกระทั่งพระกุมารเจริญวัย ในสมัยต่อมาภายหลัง ครั้งหนึ่งพระกุมาร ได้เสด็จไปเพื่อทอดพระเนตรหมู่บ้านชาวนาพร้อมด้วยบุตรอำมาตย์ อื่นๆหลายคน ครั้นทอดพระเนตรการทำนาแล้ว จึงเสด็จเข้าไปยังอุทยานอีกแห่งหนึ่ง ในอุทยานนั้น พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ลำพังพระองค์เดียว มีพระทัยประกอบด้วยความรู้ เสด็จย่างพระบาท(จงกรม) ไปพลางพิจารณาไปพลาง ได้ทรงเห็นต้นหว้าต้นหนึ่งน่าเลื่อมใส น่าชม พระโพธิสัตว์ จึงบทรงนั่งขัดสมาธิใต้ร่มเงาต้นหว้านั้น  ครั้นแล้วจิตของพระโพธิสัตว์ก็ได้ถึงไอกาครตา คือมีกระแสอารมณ์เดียว และได้ถึงวิเวกคือแยกจิตออกจากกามทั้งหลายที่เป็นอกุศลธรรมอันลามก ทรงบรรลุปรถมธยาน ที่ประกอบด้วยวิตรรก วิจาร และปีติสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วพระองค์ทรงบรรลุทวิตียธยาน เพราะระงับวิตรรกวิจารเสียได้ เพราะมีจิตผ่องใส เพราะมีจิตเป็นเอโกติภาวะ ไม่มีวิตรรก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วพระองค์ทรงวางเฉย เพราะความไม่ยินดีในปีติ ทรงมีสมฤติปรชานะอยู่ และพระองค์ทรงเสวยสุขทางกาย แล้ว พระองค์ผู้ควรเคารพ ทรงแจ่มแจ้งวางเฉย มีสมฤติ อยู่เป็นสุข ทรงบรรลุตฤตียธยานอันปราศจากปีติ แล้วพระองค์ทรงบรรลุจตุรถธยาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีแต่อุเบกษา มีสมฤติ และความบริศุทธ เพราะละสุขและทุกข์ และเพราะเสามนัสยเทารมนัสเดิมตั้งอยู่ไม่ได้

      ขณะนั้น ยังมีพระฤษีพาเหียร(ภายนอกพุทธศาสนา) 5 ตน สำเร็จอภิชญา 5 มีฤทธิ์เดินทางมาในอากาศจากทิศใต้ จะไปทิศเหนือ เมื่อพระฤษีเหล่านั้นเหาะไปเบื้องบนราวไพรที่พระโพธิสัตว์ประทับ ก็เป็นเหมือนถูกสกด ไม่สามารถจะเหาะไปได้ เกิดขุมขนซาบซ่าน ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์ดังต่อไปนี้

      1 ในที่นี้ เราทั้งหลาย สามารถทำลายภูเขาที่มียอดเป็นแก้วมณีหรือเป็นเพชร และเขาเมรุซึ่งสูงสุดกว้างขวางให้อัตรธานไปได้ในชั่วขณะเดียว เหมือนช้างทำลายหมู่ต้นมะม่วงที่รกรุงรัง ในที่นี้เราทั้งหลายอาศัยเบื้องบนอาจไปได้ในเมืองสวรรค์ เมืองยักษ์ เมืองคนธรรพ์ โดยไม่ขัดข้อง แต่บัดนี้เรามาถึงราวไพรแล้ว สง่าราศีของใครทำกำลังฤทธิ์ให้หยุดชะงักไปเล่า ท่านผู้เจริญ ดั่งนี้ ฯ

       ครั้งนั้นเทพธิดาตนหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่ราวไพรนั้น ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์กับพระฤษีเหล่านั้น ว่า

      2 พระกุมารเกิดในราชตระกูลแห่งพระเจ้าแผ่นดิน เป็นพระโอรสแห่งศากยราช มีรัศมีเหมือนแสงอาทิตย์อ่อน มีรัศมีเหมือนสีกระพุ้งดอกบัวซึ่งบานแล้ว มีพระพักตร์งามเหมือนดวงจันทร์ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ทรงเป็นผู้รู้ พระองค์อาศัยป่านี้เข้าธยาน เทวดา คนธรรพ์ พระยานาค และยักษ์ บูชาแล้ว พระองค์ทรงบำเพ็ญคุณให้เจริญมาแล้วตั้งร้อยโกฏิภพสง่าราศีของพระองค์ทำกำลังฤทธิ์ให้หยุดชะงัก ดั่งนี้ฯ

      ดั่งนั้น พระฤษีเหล่านั้น จึงมองลงมาเบื้องล่างก็ได้เห็นว่า พระกุมารรุ่งเรืองอยู่ด้วยสง่าราศี และเดช พระฤษีเหล่านั้นจึงคิดว่า นี่ใครหนอนั่งอยู่(ที่นั่น?) เป็นไวศรวัณเจ้าแห่งทรัพย์ใช่ไหม หรือว่าเป็นอัศวินมาระ(กามเทพ)เจ้าแห่งกาม หรือเป็นพระยานาค หรือเป็นองค์อินทร์ผู้ทรงวัชระ หรือเป็นรุทระเจ้าแห่งกุมภัณฑ์ หรือเป็นกฤษณะผู้มีอุตสาหะใหญ่ยิ่ง หรือเป็นจันทร์เทพบุตร หรือเป็นอาทิตย์มีรัศมีตั้งพัน หรือเป็นพระราชาจักรพรรดิ์? และในเวลานั้นพระฤษีเหล่านั้นได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์ดังต่อไปนี้

      3 พระกุมารองค์นี้ มีรูปร่างเกินกว่าไวศรวัณ พิเศษกว่ากุเพระ พระกุมารองค์นี้มีรูปเหมือนองค์อินทร์ผู้ทรงวัชระ และเหมือนจันทร์ สุริยะ หรือเหมือนกามเทพผู้เป็นเจ้าแห่งกาม หรือเหมือนรุทระหรือกฤษณะ พระกุมารองค์นี้ มีสง่าราศี มีอวัยวะงามวิจิตรด้วยลักษณะหาค่ามิได้ หรือจะเป็นพระพุทธ ดังนี้ฯ

      ครั้นแล้ว นางเทพธิดานั้น ก็ได้ตอบพระฤษีเหล่านั้นด้วยคำเป็นบทประพันธ์ ว่า

      4 สง่าราศีใด อาศัยอยู่ในไวศรวัณ หรืออยู่ในองค์พันเนตร(องค์อินทร์) หรืออยู่ในดลกบาลทั้ง 4 หรือยู่ในพระยาอสูร(พระพิโรจน์หรือเวปจิตติ) หรืออยู่ในสหัมบดีพรหม อยู่ในกฤษณะ สง่าราศีนั้นเมื่อมาเผชิญกับพระโอรสศากยแล้ว ย่อมไม่ถึงส่วนเสี้ยวแม้แต่น้อยหนึ่งเลยฯ

      ครั้งนั้นแล เมื่อพระฤษีทั้งหลายได้ยินคำของนางเทพธิดานั้นแล้ว ก็ได้ลงมายืนที่พื้นดิน เห็นพระโพธิสัตว์ผู้รุ่งเรืองดังกองไฟ ด้วยกายไม่หวั่นไหวกำลังเข้าธยานอยู่พระฤษีเหล่านั้นได้เพ่งพินิจพระโพธิสัตว์แล้ว สรรเสริญด้วยคำเป็นบทประพันธ์ ในพระฤษีทั้ง 5ตนนั้นฤษีตนหนึ่งกล่าวว่า

      5 เมื่อโลกเร่าร้อนด้วยไฟคือเกลศ พระกุมารองค์นี้แล ปรากฏเป็นธารน้ำลึก จะยังโลกนั้นให้ประสบธรรม ซึ่งโลกจะได้รับความรื่นรมย์ฯ

      อีกตนหนึ่งกล่าวว่า

      6 เมื่อโลกมืดด้วยอัญญาน(อวิทยา) พระกุมารองค์นี้ ปรากฏเป็นดวงประทีป จะยังโลกนั้นให้ประสบธรรม ซึ่งโลกจะได้รับแสงสว่างฯ

      อีกตนหนึ่งกล่าวว่า

      7 เมื่อโลกอยู่ในมหาสมุทรคือความโศกอันเป็นที่กันดาร พระกุมารองค์นี้ ปรากฏเป็นสำเภาอันประเสริฐสุด จะยังโลกนั้นให้ประสบธรรม ซึ่งทำให้ข้ามพ้นมหาสมุทรได้ฯ

      อีกตนหนึ่งกล่าวว่า

      8 เมื่อโลกทั้งหลายถูกผูกมัดด้วยเครื่องผูกมัดคือเกลศ พระกุมารองค์นี้ปรากฏเป็นผู้แก้ จะยังโลกนั้นให้ประสบธรรม ซึ่งทำให้โลกพ้นจากเครื่องผูกมัดฯ

      อีกตนหนึ่งกล่าวว่า

      9 เมื่อโลกทั้งหลายลำบากด้วย ชรา พยาธิ พระกกุมารองค์นี้ปรากฏเป็นหมอวิเศษ จะยังโลกน้นให้ประสบธรรม ซึ่งแก้ไขให้โลกพ้นจากการเกิดและการตายฯ

      ครั้งนั้นแล พระฤษีเหล่านั้นสรรเสริญพระโพธิสัตว์ ด้วยคำเป็นบทประพันธ์อันไพเราะ แล้วทำประทักษิณพระโพธิสัตว์ 3 รอบ แล้วจึงหลีกไปโดยทางอากาศแม้พระราชาศุทโธทนะ เมื่อไม่ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ ก็ไม่ทรงสบายพระหทัยเพราะพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงตรัสว่า กุมารไปไหน? เราไม่เห็นกุมารในที่นั้นหมู่มหาชนต่างพากันวิ่งวุ่นเสาะหาพระกุมาร ต่อมา อำมาตย์คนสุดท้าย ก็พบพระกุมารทรงนั่งขัดสมาธิเข้าธยานอยู่ที่ร่มเงาต้นหว้า ในเวลานั้น เงาไม้ทั้งปวงคล้อยไปแล้ว แต่เงาต้นหว้าไม่ละพระกายพระโพธิสัตว์ อำมาตย์ผู้นั้น เห็นแล้ว อัศจรรย์ใจ มีความชื่นชมยินดี จิตใจเพื่องฟู มีใจเป็นสุขสันติบรรเทิง เกิดปีติโสมนัส จึงรีบเร่งขมีขมันเข้าเฝ้าพระราชาศุทโธทนะกราบทูลด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า

      10 ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงทอดพระเนตร พระกุมารนี้ ทรงเข้าธยานที่ร่มเงาต้นหว้า ทรงงามด้วยสง่าราศี และด้วยเดชเหมือนองค์ศักระ(องค์อินทร์) หรือพรหม

      11 เงาของต้นไม้ที่พระกุมารผู้มีลักษณะประเสริฐประทับนั่งอยู่นั้น ไม่ละพระกุมารผู้เป็นบุรุษประเสริฐสุด กำลังเข้าธยานอยู่ฯ

      ครั้งนั้น พระราชาศุทโธทนะได้เสด็จไปยังต้นหว้านั้น พระองค์ทอดพระเนตรเห็น พระโพธิสัตว์รุ่งเรืองด้วยสง่าราศี และเดช ครั้นแล้วพระองค์จึงตรัสเป็นบทประพันธ์ ตั่งต่อไปนี้

      12 กุมารนี้ประทับอยู่เหมือนไฟบนภูเขา และเหมือนดวงจันทร์มีหมู่ดาวห้อมล้อม เมื่อเราเห็นกุมารเข้าธยานรุ่งเรืองด้วยเดช ร่างกายของเราสั่นไปหมดฯ

      13 ในคราวที่พระองค์เกิดเป็นมุนี ในคราวที่พระองค์ทรงเข้าธยาน มีเดชรุ่งเรืองเหมือนเปลวไฟ ข้าแต่พระผู้เป็นที่พึ่ง ข้าแต่พระผู้เป็นนายกพิเศษ ข้าพเจ้าขอไหว้พระบาททั้งสองของพระองค์แม้หนึ่งครั้งสองครั้ง ฯ

      ในที่นั้นเด็กที่หาตรีผลา(สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม) ส่งเสียงเอะอะ อำมาตย์ทั้งหลาย พูดกับเด็กเหล่านั้นว่า อย่าเอะอะไป อย่าเอะอะไป เด็กเหล่านั้นได้ พูดว่า อะไรกันนี่ อำมาตย์ทั้งหลายจึงพูดว่า

      14 เงาต้นไม้นั้น ไม่ละพระกุมารสรวารถสิทธ ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้มีรัศมีในอากาศ มีลักษณะงามประเสริฐ  ทรงไว้ซึ่งความเลิศ กำลังเข้าธยานไม่ไหวติงเหมือนภูเขาอยู่ในวงกลมถูกปกคลุมด้วยความมืดรางๆ(เงา) ฯ

      ในข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า

      15 เมื่อย่างเข้าเดือนเชษฐมาส(มิถุนายน) วสันตฤดู(ฤดูใบไม้ผลิ) หน้าร้อน ดอกไม้กำลังบาน ดาษดาไปด้วยดอกไม้ใบไม้อ่อนก้องกังวาลไปด้วยเสียงนกกระเรียน นกยูง นกแก้ว นกสาลิกา เจ้าหญิงศากยทั้งหลายผู้เจริญยิ่ง ย่อมพากันออกมาเดินเล่น ฯ

      16 มีเด็กหญิงทั้งหลายแวดล้อมพูดชวนพระโพธิสัตว์ด้วยความรัก ว่า ข้าแต่พระกุมาร ถ้ากระไร เราไปเที่ยวป่าเพื่อชมป่ากันเถอะ พระองค์จะประทับอยู่ในวังเหมือนพราหมณ์ทำไม มิฉะนั้นเราจะไปหาสาวชาวนากันเถอะๆ

      17 พระกุมารผู้เป็นสัตว์บริศุทธยิ่ง แวดล้อมไปด้วยสนมกำนัลประมาณ 500 มิได้กราบทูลให้พระมารดาพระบิดาทรงทราบ พระมารดาพระบิดไม่ทรงทราบ เสด็จออกไปยังหมู่ชาวนาในเวลาเที่ยง ฯ

      18 มีสุมทุมพุ่มหว้าต้นหนึ่ง แผ่กิ่งก้านสาขากว้างขวางออกไปเป็นอันมาก อยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านของพระเจ้าแผ่นดินผู้ประเสริฐพระกุมารผู้ตื่น(รู้)อยู่เสมอ ล่วงพ้นจากความทุกข์ทอดพระเนตรเห็น ทรงพระตำหนิว่า ชาวนามีทุกข์มาก ฯ

      19 พระองค์เสด็จเข้าไปสู่ร่มเงาต้นหว้า มีพระหทัยควบคุมไว้แล้วทรงเอาหญ้าปูเป็นอาสนที่โคนต้นหว้าด้วยพระองค์เอง แล้วจึงนั่งขัดสมาธิทำพระกายให้ตรง พระโพธิสัตว์ทรงเข้าธยานทั้ง 4 เป็นอย่างดี ฯ

      20 พระฤษี 5 ตนไปทางอากาศ ไม่สามารถเพื่อจะผ่านยอดหว้าได้ พระฤษีเหล่านั้นทนอยู่ไม่ได้ และสิ้นความถือตัวความกระด้าง จึงแลไปข้างล่างพร้อมกันหมด ด้วยคิดว่า ฯ

      21 เราทั้งหลาย สามารถชำแรกภูเขาเมรุอันประเสริฐ และจักรวาลทั้งหลายไปได้ เราได้ด้วยกำลังเร็ว แต่พวกเราเหล่านั้นไม่สามารถข้ามต้นหว้าไปได้ ใครนี่หนอ เป็นตัวการณ์ในที่นี้ วันนี้จะมีใครในที่นี้ ฯ

      22 พรฤษี(เหล่านั้น)ได้ลงมายืนอยู่ที่พื้นดิน แล้วมองไปเห็นพระโพธิสัตว์ โอรสศากยที่โคนต้นหว้านั้น มีแสงสว่าง มีเดช มีรัศมี เหมือนรัศมีทองชมพูนท นั่งขัดสมาธิเข้าธยานอยู่ในที่นั้น ฯ

      23 พระฤษีเหล่านั้น มีความนับถือประนมมือสับนิ้วขนศีรษะน้อมตัวลงทำอัญชลีกรรรมกราบลงโดยลำดับ (พูดว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้มีกำเนิดดี สาธุ พระองค์เป็นประธานที่ดีของโลกด้วยความกรุณา ของพระองค์จงตรัสรู้โดยเร็ว จงนำสัตว์ทั้งหลายไปในอมฤต ฯ

      24 เงาดวงอาทิตย์ปกคลุมไม่ละพระสุคต พุ่มหว้าอันประเสริฐย้อยลงมาเหมือนใบบัว เทพยดาหลายพันยืนประนมมืออยู่แล้ว ต่างก็กราบไหว้พระบาททั้งสองของพระองค์ผู้ทำให้หมดสงสัย ฯ

      25 ส่วนคนในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะ ก็ค้นหาไต่ถามกันว่า พระกุมารของเราไปไหน แล้วทูลพระมารดาสะใภ้ว่า ได้ค้นหาแล้วไม่พบ แล้วพากันไปทูลถามพระนรบดีว่า พระกุมารไปไหน ฯ

      26 พระราชาศุทโธทนะ ละล่ำละลักถามพระสนมกำนัล ยามเฝ้าประตู และคนอื่นๆรอบด้านว่า กุมารของเราออกไปข้างนอก ใครเห็นบ้าง พวกเหล่านั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระนฤบดี ได้ยินว่า พระกุมารผู้ประเสริฐ เสด็จไปหมู่บ้านชาวนา ฯ

      27 พระราชาศุทโธทนะกระงกกระเงิ่นรีบเสด็จออกไปพร้อมด้วยศากยทั้งหลาย มุ่งหน้าเสด็จเข้าไปสู่ภูเขาหมู่บ้านชาวนา ได้ทองพระเนตรเห็นพระกุมารผู้กระทำประโยชน์ รุ่งเรืองอยู่ด้วยสง่าราศี เหมือนดวงอาทิตย์ตั้งโกฏิ พลุ่งขึ้น ฯ

      28 พระองค์ทิ้งพระมกุฎ พระขรรด์ และฉลองพระบาท ประนมนิ้วทั้ง 10 ไว้เหนือพระเศียร ทรงอภิวาทพระกุมารนั้น ตรัสว่า สาธุ พระฤษีผู้ใหญ่ยิ่ง ได้พูดไว้เป็นความจริงแท้ว่า พระกุมารจะเสด็จออกภิเนษกรมณ์(ออกบวช) เพราะเหตุแห่งความตรัสรู้อันประจักษ์แจ้ง ฯ

      29 เทวดาที่เลื่อมใสทั้งหลาย 1200 ถ้วน และหมู่แห่งศากยทั้งหลาย 500 ได้เห็นความสำเร็จแห่งมหาสมุทรคือคุณในพระสุคต พากันกล่าวว่า พระองค์ทรงอุบัติมาเพื่อความตรัสรู้ ด้วยพระหทัยอันแน่วแน่ ฯ

      30 พระกุมารนั้น ยังแผ่นดินมนุษยโลกให้สะเทือนโดยไม่เหลือ ทรงมีสมฤติ สัมปรชานะ ต่อจากนั้น ทรงตื่นอยู่ด้วยสมาธิ พระองค์เป็นพรหมผู้ประเสริฐ มีความรุ่งเรืองได้เรียกพระบิดามาว่า ข้าแต่พ่อ ต่อไปนี้พ่อจงเลิกแสวงหาลูกจากหมู่บ้านชาวนาเสียเถิด ฯ

      31 ถ้าใครทำทอง ลูกจะโปรยทองมาให้ ถ้าใครทำผ้า ลูกนี่แหละจะให้ผ้า หรือว่าใครทำข้าว ลูกนี่แหละจะโปรยข้าวมาให้ ข้าแต่พ่อผู้เป็นใหญ่แก่คนทั้งหลาย ขอพ่อจงจัดการให้ดี ในชาวโลกทั้งปวง ฯ

      32 พระองค์ทรงตักเตือนพระบิดาหับหมู่ชนแล้ว ในขณะนั้น ทรงทอดพระเนตรไปยังพระบุรีอันประเสริฐอีก พระกุมารผู้เป็นสัตว์บริศุทธยิ่งได้เสด็จตามประชาชนมาประทับอยู่ในพระบุรี มีพระหทัยประกอบด้วยเนษกรมณ์(คิดจะออกบวช) ดังนี้ ฯ

อัธยายที่ 11 ชื่อกฤษิครามปริวรรต (ว่าด้วยหมู่บ้านชาวนา) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

 

12 แสดงศิลป

 

อัธยายที่ 12

ศิลฺปสํทรฺศนปริวรฺโต  ทฺวาทศะ

ชื่อศิลปสันทรรศนปริวรรต (ว่าด้วยแสดงศิลป)

      กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระกุมารเจริญวัยขึ้นแล้ว พระราชาศุทโธทนะ ครั้งหนึ่งประทับนั่งอยู่ในหอประชุมพร้อมด้วยหมู่ศากยทั้งหลาย ในที่นั้นศากยทั้งหลายชั้นเฒ่าๆได้ทูลพระราชาศุทโธทนะว่า ข้อที่พระองค์พึงทรงทราบก็คือ พระกุมารสรวารถสิทธนี้ พราหมณ์ผู้เป็นโหร และเทวดาผู้ทำนายแม่นยำ ได้พยากรณ์ไว้อย่างนี้ว่า ถ้าพระกุมารออกอภิเนษกรมณ์ จะได้เป็นตถาคตอรหันตสัมยักสัมพุทธ แต่ถ้าไม่ออกอภิเนษกรณ์ ก็จะได้เป็นพระราชาจักรพรรดิ์ ทรงชนะกองทัพ 4 เหล่า เป็นพระธรรมราชาตั้งอยู่ในธรรม ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ รัตนะ 7 ประการเหล่านี้จักมีแต่พระราชาจักรพรรดิ์นั้น คือจักรรัตนะ หัสติรัตนะ อัศวรัตนะ มณีรัตนะ นารีรัตนะ คฤหบดีรัตนะ ปรินายกรัตนะ รัตนะ 7 ประการเป็นอย่างนี้ พระราชาจักรพรรดิ์ จะมีโอรส 1000 องค์ ล้วนแกล้วกล้าสามารถ มีรูปกำยำ ย่ำยีทหารฝ่ายอื่นได้ พระราชาจักรพรรดิ์นั้นจะชนะเลิศ จะทรงปกครองผืนแผ่นดินนี้โดยไม่มีอาชญา ไม่มีศัสตราพร้อมด้วยธรรม เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำที่ประทับให้แก่พระกุมาร ในที่ประทับนั้นจะต้องห้อมล้อมด้วยหมู่สตรี พระกุมารจะได้อยู่ด้วยความยินดี จะได้ไม่ออกอภิเนษกรณ์ เมื่อทำได้ตั่งนี้ วงศ์จักรพรรดิ์ของเราทั้งหลาย จะได้ไม่ขาดสูญ พระราชาตั้งโกฏิจะได้นับถือเราหมด และปราศจากโทษ

      ครั้งนั้น พระราชาศุทโธทนะตรัสว่า เมื่อจะทำอย่างนี้ ก็ต้องให้พระกุมารนั้นพิจารณาดูนางสาวคนไหน ที่สมควรแก่พระกุมาร

      ในที่ประชุมนั้น มีศากยประมาณ 500 แต่ละองค์กล่าวว่า ธิดาของข้าพเจ้าสมควรแก่พระกุมาร ธิดาของข้าพเจ้ารูปงาม

      พระราชา (ศุทโธทนะ) ตรัสว่า กุมาร (ของเรา)เข้าถึงยาก (เอาใจยาก) นั่นเราต้องรู้จักกุมารไว้ก่อนแล้ว ธิดาของท่านคนไหนจะถูกใจกุมาร

      ครั้นแล้ว ศากยทั้งหมดเหล่านั้น ก็ประชุมกันแล้วบอกความงามของธิดาเหล่านั้นแก่พระกุมาร พระกุมารตรัสกับศากยเหล่านั้นว่า โปรดฟังคำตอบในวันที่ 7

      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า

      1 เรารู้อยู่แล้วว่า กามมีโทษหาที่สุดมิได้  เป็นต้นเค้าประกอบด้วยสงคราม ประกอบด้วยจองเวร ประกอบด้วยความโศก และความทุกข์ กระทำให้เกิดภัย เช่นกับใบไม้ที่เป็นพิษ และเช่นกับคนถือดาบ ฯ

      2 เราไม่มีความกำหนัดยินดีในกามคุณ และไม่ชอบอยู่ท่ามกลางเรือนที่มีสตรี ไฉนหนอเราจะอยู่ในป่านิ่งๆ มีจิตสงบด้วยสมาธิสุขในธยาน ดังนี้ ฯ

      พระโพธิสัตว์นั้น ทรงเริ่มต้นพิจารณาด้วยอุปายโกศล (ความฉลาดในอุบาย) ทรงพิจารณาถึงการอบรมบ่มนิสัยสัตว์ทั้งหลาย เกิดมหากรุณาขึ้นมาในเวลานั้น ทรงตรัสเป็นคำประพันธ์ดังต่อไปนี้

      3 ดอกบัวทั้งหลาย ย่อมเจริญขึ้นในโคลนตมที่เลอะเทอะ พระราชาย่อมได้รับการนับถือบูชาในท่ามกลางฝูงชน ด้วยการโปรดดอกบัวนั้น เมื่อใดพระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้รับกำลังแห่งบริวาร เมื่อนั้นพระองค์ย่อมนำสัตว์ตั้งหมื่นโกฏิไปในอมฤต ฯ

      4 อนึ่ง พระโพธิสัตว์เหล่าใดในอดีตเป็นผู้มีความรู้ เคยมีเมีย มีลูก มีบ้านเรือนมาแล้ว แต่ไม่กำหนัดในราคะ ไม่คลาดจากความสุขในธยาน ผิฉะนั้นเราจะศึกษาในคุณสมบัติ ของพระโพธิสัตว์เหล่านั้น ฯ

      5 และหญิง ไม่ใช่คนสามัญ เป็นผู้เกื้อกูลแก่เรา ไม่มีความริษยามีคุณสมบัติคือพูดคำสัตย์ หญิงใด คิดที่จะอำนวยความสำเร็จลุล่วงให้แก่เราไม่มีความประมาท บริศุทธดีด้วยรูป ด้วยกำเนิด ด้วยตระกูล และด้วยโคตร ฯ

      6 พระกุมารได้เขียนเป็นคำประพันธ์ว่า นางที่ประกอบด้วยคุณประโยชน์ หญิงใดเป็นอย่างนี้ พระบิดาจงเลือกหญิงนั้นให้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่ต้องการคนสามัญ คนไม่สังวรณ์ระวังตัว หญิงใดมีคุณดังกล่าว พระบิดาจงเลือกหญิงนั้นให้หม่อมฉัน ฯ

      7 หญิงใดมีรูปร่าง และวัยอันประเสริฐ แต่ไม่เมาในรูป มีจิตเมตตา เหมือนแม่สะใภ้ (พระนางประชาบดีโคตมี) ยินดีในการเสียสละ มีปรกติให้ทานแก่สมณะพราหมณ์ ข้าแต่พระบิดา ขอพระองค์โปรดเลือกหญิงเช่นนั้นให้หม่อมฉันฯ

      8 หญิงใดไม่มีความเล่นตัว ไม่ใช่สาวเทื้อ (สาวที่ไม่มีใครแต่งงานอยู่จนแก่เป็นสาวทึมทึก) ไม่มีโทษในตัว ไม่จองหอง ไม่ริษยา ไม่มีมายา ไม่คลาดจากความเที่ยงตรง (ชื่อสัตย์) ไม่อภิรมย์ยินดี ในผู้ชายอื่นแม้ในระหว่างหลับฝันไป ยินดีแต่สามีของตน นอนไม่ประมาท ฯ

      9 ไม่หยิ่งผยอง ไม่ลำพอง ไม่คะนอง ไม่มีมานะถือตัว และปราศจากการถือตัวแม้กับคนรับใช้ก็ยอม ไม่ติดสุรา ไม่ติดรสอาหาร  ไม่ติดเสียงและกลิ่น ไม่มีความโลภ ปราศจากความเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นยินดีแต่ทรัพย์ของตน ฯ

      10 ตั้งอยู่ในความสัตย์ ไม่กลับกลอก บิดพริ้ว ไม่ลำพองพองตัว ปิดบังความอายด้วยเสื้อผ้า ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ประกอบอยู่ในธรรมทุกเมื่อ มีความบริศุทธด้วยกาย วาจา ใจ ทุกเมื่อ ฯ

      11 และไม่มากไปด้วยความเกียจคร้าน และไม่หลงถือตัวประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา ทำอะไรเรียบร้อยดี ประพฤติธรรมทุกเมื่อ รักพ่อผัวแม่ผัวเหมือนรักองค์ศาสดา ยอมตัวเป็นทาสีภรรยา(เมื่อชนิดเป็นคนรับใช้) รักสามีเหมือนรักตนเอง ฯ

      12 รอบรู้ในศาสตร์ เฉลียวฉลาด และรู้จักคำนวณ นอนภายหลัง ลุกขึ้นจากการนอนก่อน ประพฤติตามความเมตตา แม้มีฐานะเป็นแก่ก็ไม่ปดลูก ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์ โปรดเลือกหญิงเช่นนี้ให้หม่อมฉัน ฯ

      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาศุทโธทนะได้อ่านคำประพันธ์นี้แล้ว จึงเรียกปุโรหิตมาตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ท่านจงไปในมหานครกบิลพัสดุ์ จงเข้าไปยังบ้านเรือนทั้งหมด พิจารณาดูหญิงสาว นางสาวคนใดมีคุณสมบัติเหล่านี้ จะเป็นนางสาวกษัตริย์ หรือนางสาวพราหมณ์ นางสาวไวศยะหรือนางสาวศูทรก็ตาม จงแจ้งนางสาวนั้นให้เราทราบ นั่นเป็นเพราะเหตุไร? เพราะกุมารไม่ต้องการตระกูล ไม่ต้องการโคตร กุมารต้องการคุณสมบัติอย่างเดียว

      และในขณะนั้น พระองค์ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์ดั่งต่อไปนี้

      13 นางสาวคนใดมีคุณสมบัติเหล่านี้ จะเป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์ เป็นไวศยะ หรือเป็นศูทร ท่านจงแจ้งหญิงนั้นให้เราทราบ ฯ

      14 กุมารของเราไม่สนใจตระกูล ไม่สนใจโคตร ใจของกุมารนั้นยินดีอยู่แต่ในคุณสมบัติ ในความชื่อสัตย์ และในธรรมนั้น ดังนี้ ฯ

      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุโรหิตนั้น ได้ถือเอาคำประพันธ์ที่เขียนไว้นั้นไปในมหานครกบิลพัสดุ์ พิจารณาดูจากเรือนนี้สู่เรือนนั้น เดินสำรวจหญิงสาว ยังไม่พบหญิงสาวที่ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างที่ว่า (และยังไม่พบหญิงสาวประกอบด้วยคุณสมบัตินั่นเทียว) ปูโรหิตนั้นเที่ยวไปโดยลำดับ แล้วย่างเข้าสู่นิเวศน์ของเจ้าทณฑปาณีผู้เป็นศากย  จึงเข้าไปสู่นิเวศน์นั้น ได้หญิงสาวคนหนึ่ง มีรูปงามน่าเลื่อมใส น่าดู ประกอบด้วยผิวพรรณดังว่านิลุบล(บัวเขียว)งามอย่างยิ่ง ไม่สูงเกินไป ไม่เตี้ยเกินไป ไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่ขาวเกินไป ไม่ดำเกินไป กล่าวได้ว่าเป็นสตรีรัตนะตั้งอยู่ในปฐมวัย

      ขณะนั้น เด็กหญิงนั้นได้จับเท้าทั้งสองของปุโรหิตไว้แล้วพูดว่า ข้าแต่พราหมณืท่านมีธุระอะไร

      ปุโรหิต พูดว่า

      15 พระโอรสของพระราชาศุทโธทนะสวยงามอย่างยิ่ง ทรงไว้ซึ่งลักษณะดี 32 ประการ ประกอบด้วยคุณและเดช พระองค์ได้เขียนคำประพันธ์ไว้ดังนี้ เพื่อคุณสมบัติของหญิงสาวทั้งหลาย หญิงสาวคนใดมีคุณสมบิตเหล่านี้แล้ว นางจะได้เป็นหม่อม(เมีย)ของพระองค์ท่านแล ดังนี้ ฯ

      ปุโรหิตนั้น มอบลายพระหัตถ์นั้นแก่นาง

      ครั้งนั้น เด็กหญิงนั้น อ่านลายพระหัตถ์ที่เป็นคำประพันธ์นั้นแล้วก็ยิ้มออกมาแล้วกล่าวเป็นคำประพันธ์กับปุโรหิตนั้นวา

      16 ข้าแต่พราหมณ์ คุณสมบัติอันสมควรทั้งหมด ย่อมมีอยู่ในข้าพเจ้า พระกุมารผู้มีความสุภาพเรียบร้อย มีรูปร่างสวยงามนั้น จงเป็นสามีของข้าพเจ้า ถ้าท่านไม่ประวิงการไว้แล้ว ขอท่านจงบอกแก่พระกุมารเถิด ข้าพเจ้าจะไม่อยู่กับคนสามัญชั้นต่ำ ดังนั้น ฯ

      ครั้งนั้นแล ปุโรหิตนั้น เข้าเฝ้าพระราชาศุทโธทนะ กราบทูลเนื้อความนั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หญิงสาวซึ่งสมควรแก่พระกุมารนั้น ข้าพระองค์ได้พบแล้ว ตรัสว่า หญิงนั้นเป็นลูกของใคร กราบทูลว่า นางเป็นธิดาของเจ้าทัณฑปาณีผู้เป็นศากยนั่นเอง

      ครั้งนั้น พระราชาศุทโธทนะทรงพระดำริว่า กุมาร ยากที่จะเข้าถึง และเขาเชื่อมั่นในความงาม โดยมากหญิงที่ไม่มีคุณสมบัติ มักจะเข้าใจว่าตนมีคุณสมบัติ อย่ากระนั้นเลย เราจะให้เขาจัดทำพวกมาลัยดอกอโศก กุมารจะให้พวงมาลัยดอกอโศกนั้น แก่เด็กหญิงทั่วไปโดยลำดับ ในการนั้น จักษุของกุมารจดจ่ออยู่ในเด็กหญิงคนใด เราจะเลือกเด็กหญิงคนนั้นให้แก่กุมาร

      ครั้นแล พระราชาศุทโธทนะจึงตรัสสั่งให้ทำพวงมาลัยดอกอโศก ล้วนแล้วด้วยทอง เงิน และรัตนะต่างๆ ครั้นทำเสร็จแล้ว ตรัสสั่งให้ตีระฆังป่าวประกาศในมหานครกบิลพัสดุ์ว่า ในวันที่ 7 พระกุมารจะแสดงพระองค์ และจะประทานพวงมาลัยดอกอโศกแก่เด็กหญิงทั้งหลาย ในการนี้ ขอให้เด็กหญิงทั้งหวงมาประชุมกันที่หอประชุม

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นถึงวันที่ 7 พระโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปยังหอประชุม ประทับนั่งบนอาสนอันเจริญ แม้พระราชาศุทโธทนะ ทรงแต่งตั้งสายลับไว้ว่า จักษุของกุมารจดจ่ออยู่ในเด็กหญิงคนใด จงบอกเด็กหญิงคนนั้นแก่เรา

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เด็กหญิงในมหานครกบิลพัสดุ์มีอยู่เท่าใด ทั้งหมดเหล่านั้นก็พากันไปยังหอประชุมที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ เมื่อชมพระโพธิสัตว์ และเพื่อรับพวงมาลัยดอกอโศก

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงประทานพวงมาลัยดอกอโศกแก่เด็กหญิงทั้งหลายเหล่านั้นตามที่ได้พากันมาแล้ว แต่เด็กหญิงเหล่านั้นไม่สามารถเพื่อจะทนต่อสง่าราศี และเดชของพระโพธิสัตว์ได้ ครั้นรับพวงมาลัยดอกอโศกแล้ว ต่างก็รีบหลีกไปโดยเร็ว ฯ

      ครั้งนั้น นางสาวศากยคนหนึ่งชื่อโคปา เป็นธิดาของเจ้าทัณฑปาณีผู้เป็นศากยนางนำหน้า มีหมู่ทาสีแวดล้อม ได้เข้าไปยังที่หอประชุมที่พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ครั้นเข้าไปแล้ว ก็ได้ยืนอยู่ที่หนึ่ง มองพระโพธิสัตว์อย่างไม่กระพริบตา ดังนั้น พอพวงมาลัยดอกอโศกทั้งปวง พระโพธิสัตว์ประทานแล้ว นางจึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ มีใบหน้ายิ้มแย้ม พูดกับพระโพธิสัตว์อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระกุมาร เขาเหล่านั้น เท่ากับถูกหม่อมฉันไล่ออกไป พระองค์รังเกียจหม่อมฉันหรือไม่

      พระกุมารตรัส ฉันไม่รังเกียจเธอ เธอมาทีหลังเขาต่างหาก และแล้วพระองค์ก็ถอดพระธำมรงค์ราคาหลายแสนประทานให้แก่นาง

      นางทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร หม่อมฉันควรแก่ของสิ่งนั้นจากสำนักของพระองค์หรือ ตรัสว่า ของเหล่านี้เป็นเครื่องประดับของเรา เธอจงรับไว้ นางทูลว่า หม่อมฉันจะประดาบพระกุมารไม่ได้หรือ? หม่อมฉันจะขอประดับพระกุมาร ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วนางหลีกไป

      ครั้นแล้ว สายลับทั้งหลายเหล่านั้นก็เข้าไปเฝ้าพระราชาศุทโธทนะ กราบทูลให้ทรงทราบเรื่องราวนั้นว่า ข้าแต่พระนฤบดี นางสาวศากยคนหนึ่งชื่อโคปา เป็นธิดาของเจ้าทัณฑปาณีผู้เป็นศากย จักษุของพระกุมารจดจ่ออยู่ที่นางนั้น และทั้งสองได้สนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง

      พระราชาศุทโธทนะ ทรงฟังคำนั้นดั่งนี้แล้ว จึงส่งปุโรหิตให้เป็น ทูตไปหาเจ้าทัณฑปาณีผู้เป็นศากยว่า นางที่เป็นธิดาของท่านนั้น จงยกให้แก่กุมารของเราเถิด

      เจ้าทัณฑปาณี ตรัสว่า พระกุมารตรัสว่า พระกุมารผู้ควรเคารพเจริญอยู่ด้วยความสุขในพระราชวัง และธรรมเนียมแห่งตระกูลของเราทั้งหลายมีว่า จะต้องให้ธิดาแก่ผู้มีศิลป ผู้ไม่มีศิลปไม่ให้ อนึ่ง พระกุมาร ไม่รู้ศิลป ไม่รู้วิธีในการรบการต่อสู้ด้วยกลศาสตร์ (ชั้นเชิงศิลป)ในการใช้ดาบและธนู ดังนั้นเราจะให้ธิดาแก่คนที่ไม่รู้ศิลปได้อย่างไร ฯ

      ถ้อยคำนี้ ปุโรหิตได้กราบทูลให้พระราชาศุทโธทนะทรงทราบดั่งนี้แล้ว พระราชาศุทโธทนะจึงทรงพระปริวิตกว่า เรื่องนี้เราได้รับเตือนจากผู้มีธรรมเนียมประเพณีเสมอกันถึง 2 ครั้งแล้ว คำที่เราพูดว่า ทำไม ศากยกุมารทั้งหลายจึงไม่เข้าใกล้ลูกของเรา ก็ได้รับคำตอบว่า จะให้เข้าใกล้อึ่งอ่างได้อย่างไร บัดนี้พระราชาศุทโธทนะ นั่งซบเซาด้วยทรงปริวิตกอย่างนี้แล้ว

      พระโพธิสัตว์ทรงทราบข่าวนั้นแล้ว จึงเข้าเฝ้าพระราชาศุทโธทนะ ครั้นแล้วจึงทูลว่า ข้าแต่พระนฤบดี ทำไม พระองค์ประทับยืนมีพระทัยหดหู่อย่างนี้

      พระราชาตรัส อย่าถามเลยลูก

      พระกุมารทูลว่า ข้าแต่พระนฤบดีพระองค์ควรบอกเรื่องทุกประการโดยแท้ พระโพธิสัตว์ทูลถามพระราชาศุทโธทนะจนกระทั่งถึง 3 ครั้ง

      ครั้นแล้ว พระราชาศุทโธทนะ จึงตรัสบอกเรื่องนั้นแด่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ได้ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงทูลว่า ข้าแต่พระนฤบดี มีไหมใครๆในนครนี้ สามารถที่จะเข้ามาแสดงศิลปกับหม่อมฉันได้ ?

      ครั้นแล้ว พระราชาศุทโธทนะ มีพระพักตร์ชื่นบานตรัสกับพระโพธิสัตว์ว่า ดูกรลูก ลูกสามารถเข้ามาแสดงศิลปได้อีกหรือ ? พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่พระนฤบดีหม่อมฉันสามารถเข้ามาแสดงได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ขอให้พระองค์ประชุมพวกที่รู้ศิลปทั้งปวง หม่อมฉันจะเข้ามาแสดงศิลปด้วยตนเอง ต่อหน้าพวกที่รู้ศิลปเหล่านั้น

      ครั้นแล้ว พระราชาศุทโธทนะ ตรัสสั่งให้ตีฆ้องร้องป่าวในมหานครกบิลพัสดุ์ อันประเสริฐว่า ในวันที่ 7 กุมารจะเข้ามาแสดงศิลปด้วยตนเอง ขอให้ผู้รู้ศิลปทั้งหลายพึงไปประชุมกันที่นั่น

      ในวันที่ 7 ศากยกุมารทั้งหลายประมาณ 500 ได้ประชุมกันที่นั้น และนางสาวศากยชื่อโคปาธิดาของทัณฑปาณีผู้เป็นศากย ได้ยกธงชัย และธงปตากล่าวว่า ใครก็ตามชนะในการรบการต่อสู้ด้วยกลศาสตร์ในการใช้ดาบและธนู ธงนี้จะเป็นของผู้นั้น

      ในที่นั้น กุมารชื่อเทวทัต ก็ได้ออกจากนครนำหน้าศากยกุมารทั้งปวง อนึ่ง ช้างเผือกมีจำนวนมากได้เข้าไปสู่นคร เพื่อประโยชน์แก่พระโพธิสัตว์ในที่นั้น กุมารเทวทัตเมาด้วยความริษยา และด้วยความทะนงตนว่ามีกำลังสามารถ เขาจึงเอามือซ้ายจับงวงช้างตัวประเสริฐนั้นไว้แล้วแบมือขวาตบลงทีเดียว ช้างตาย ฯ

      ในขณะที่ช้างตายแล้วนั้น กุมารชื่อสุนทรนันทะได้ย่างเข้ามาเห็นช้างนั้นตายอยู่ ที่ประตูเมือง จึงถามว่า นี่ใครฆ่าช้าง มหาชนที่นั้น บอกว่า กุมารเทวทัต กุมารสุนทรนันทะ พูดว่า เทวทัตทำไม่ดี แล้วจึงจับช้างที่หางลากไปจากประตูเมือง

      ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ขึ้นอยู่บนรถเสด็จเข้ามา ได้เห็นช้างตายตัวนั้น ตรัสถามว่า นี่ใครฆ่าช้าง มหาชนทูลว่า กุมารเทวทัต พระองค์ตรัสว่า เทวทัตทำไม่ดี แล้วตรัสถามต่อไปว่า ใครลากช้างออกมาจากประตุเมืองนี้อีก มหาชนทูลว่า กุมารสุนทรนันทระ พระองค์ตรัสว่า สุนทรนันทะทำดีแล้ว แต่ว่าสัตว์ตัวนี้ตัวมันใหญ่ เมื่อมันเน่าแล้วจะเหม็นไปทั่วนคร

      ครั้นแล้ว พระกุมาร พระบาทข้างหนึ่งอยู่บนรถเหยียดพระบาทข้างหนึ่งลงบนแผ่นดิน เอาพระอังคุฐพระบาท(นิ้วหัวแม่เท้า) คีบช้างนั้นที่หางเหวี่ยงข้ามกำแพงไป 7ชั้น และคู 7 คู ตกลงในที่ประมาณโกรศ (1000วา) ภายนอกนคร สถานที่ซึ่งช้างตกนั้นเป็นโพรงใหญ่ เรียกกันว่า หัสติคต (ช้างตกหรือช้างไปถึง) ตราบเท่าทุกวันนี้

      เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ได้ส่งเสียงเฮฮาตั้งแสนอื้ออึงแสดงความบรรเทิงร่าเริง ได้โยนผืนผ้าขึ้นไป และเทพบุตรทั้งหลายที่ไปในอากาศ ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์ดังต่อไปนี้

      17 พระกุมารนี้ได้เหวี่ยงพระยาช้างพ้นคูเมืองไปถึง 7 คู ออกไปนอเมืองของตน ด้วยพระอังคุฐพระบาท เหมือนพระยาช้างเมามันเดินไปเอง ฯ

      18 พระกุมารนี้ จะเหวี่ยงร่างกายอันตั้งขึ้นแล้วครั้งเดียวออกไปนอกเมือง คือ นอกโลก ด้วยพระปรีชาดี ด้วยกำลังแห่งมานะ และด้วยกำลังแห่งปรัชญา ฯ

      ครั้งนั้นแล ศากยกุมารทั้งหลายประมาณ 500 พากันออกจากนครเข้าไปยังพื้นแผ่นดินซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งศากยกุมารทั้งหลายแสดงศิลป แม้พระราชาศุทโธทนะก็เสด็จเข้าไปยังผืนแผ่นดินซึ่งศากยผู้เฒ่าๆทั้งหลายรออยู่ และมหาชนจำนวนมากรออยู่ คนทั้งหมดเหล่านั้น อยากดูศิลปพิเศษของพระโพธิสัตว์ของศากยกุมารทั้งหลายอื่นๆ

      ศากยกุมารทั้งหลายในที่นั้น ถูกบังคับแล้วนั่นเอง จึงรู้หนังสืออย่างเฉียบแหลม ศากยกุมารเหล่านั้น ย่อมประเสริฐในทางหนังสือพร้อมกับพระโพธิสัตว์ ในที่นั้นอาจารย์วิศวามิตรถูกศากยเหล่านั้นแต่งตั้งให้เป็นพยายยืนยันว่า ท่านนั้นจงพิจารณาดูทีหรือว่า ในที่นี้ กุมารคนไหนจะประเสริฐในความรู้หนังสือ ไม่ว่าจะเป็นวิชาเลข หรือสุดยอดวิชาหนังสือเป็นส่วนมาก ครั้งนั้นอาจารย์วิศวามิตรได้พิจารณาแล้วได้เห็นว่าพระโพธิสัตว์มีความแตกฉานในวิชาหนังสือ จึงกล่าวเป็นคำประพันธ์ว่า

      19 ตัวหนังสือไม่ว่าจะเป็นชนิดใด มีอยู่เพียงใดในมนุษยโลก เทวโลก คนธรรพโลก หรืออสุเรนทรโลก พระกุมารนี้ เป็นสัตว์บริศุทธเรียนจบในโลกทั้งปวงนั้น ฯ

      20 แม้นามทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย และข้าพเจ้า เราไม่รู้จะเขียนสิ่งเหล่านั้นได้ เราไม่รู้จักตัวอักษร พระกุมารนี้รู้จักเขียนสิ่งเหล่านั้น เป้นมนุษย์ในดวงจันทร์ ข้าพเจ้าพิจารณาในข้อนี้แล้ว เห็นว่า พระกุมารนี้ย่อมรุ่งเรือง ฯ

      ศากยทั้งหลายกล่าวว่า พระกุมารประเสริฐในวิชาหนังสือไปก่อนเถิด และพระกุมารควรประเสริฐในวิชาคำนวณของผู้เชี่ยวชาญด้วย ในที่นั้น มีมหาอำมาตย์ผู้หนึ่งชื่อ อรรชุน เป็นศากย จบวิชาคำนวณ อำมาตย์ผู้นั้น ถูกแต่งตั้งให้เป็นพยานว่าท่านนั้น จงพิจารณาดูทีหรือว่า ในที่นี้ กุมารคนไหนจะประเสริฐในวิชาคำนวณ พระโพธิสัตว์ก็ตั้งโจทย์ขึ้นในที่นั้น ยังมีศากยกุมารคนหนึ่งคิดคำนวณ แต่คำนวณไม่ได้ ศากยกุมารตั้งแต่คนหนึ่ง สองคน สามคน สี่คน ห้าคน สิบคน ยี่สิบคน สามสิบคน สี่สิบคน ห้าสิบคน จนถึงห้าร้อยคน คิดคำนวณ แต่คำนวณไม่ได้ในทันทีทันใด ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านทั้งหลาย ตั้งโจทย์ขึ้น ข้าพเจ้าจะคิดคำนวณบ้าง ในที่นั้นมีศากยกุมารคนหนึ่ง ตั้งโจทย์ขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ แต่ตนเองคำนวณไม่ได้ แล้วศากยกุมารตั้งแต่สองคน สามคน สี่คน ห้าคน สิบคน ยี่สิบคน สามสิบคน สี่สิบคน ห้าสิบคน จนถึงห้าร้อยคน ก็ตั้งโจทย์ขึ้นในทันใดนั้น แต่ตนเองคำนวณไม่ได้ให้พระโพธิสัตว์คิดคำนวณ

      พระโพธิสัตว์ตรัสว่า อย่าถกเถียงกันเลย ให้ทั้งหมดรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แล้วตั้งโจทย์ให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะคำนวณ ศากยมุมารในที่นั้น 500 คนจึงตั้งโจทย์ขึ้นซึ่งเคยมีมาแล้วด้วยอุทาหรณ์ปรประกอบด้วยถ้อยคำเป็นอันมาก ส่วนพระโพธิสัตว์เป็นผู้ไม่งมงาย ทรงคำนวณแล้ว ศากยมุมารทั้งหมดคำนวณ  คำนวณไม่ได้ แต่พระโพธิสัตว์คำนวณได้ถูกต้องแล้ว

      ครั้งนั้น มหาอำมาตย์นักคำนวณ ชื่อ อรรชุน ถึงความอัศจรรย์ใจ จึงกล่าวเป็นคำประพันธ์ดั่งต่อไปนี้

      21 สาธุ ข้าแต่พระองค์ผู้มีปรัชญา ศากยกุมาร 500 คนเหล่านี้ เป็นผู้ชำนาญในทางคำนวณ ตั้งปัญหาถามแล้ว พระกุมารทรงรู้ได้รวดเร็ว ฯ

      22 และพระกุมารนี้มีปรัชญา มีความรู้ มีชญาน มีสมฤติ  มีความคิด เช่นนี้ วันนี้ พระองค์ทรงศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ มีปัญญาดังว่ามหาสมุทร ฯ

      ครั้นแล้ว หมู่แห่ศากยทั้งหมด เข้าไปพบอาจารย์ ได้รับความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง และกล่าวคำนี้เป็นเสียงเดียวกันว่า ดูกรท่านทั้งหลายผู้เจริญ พระกุมารสรวารถสิทธ ชนะแล้ว ชนะแล้ว แล้วทั้งหมดก็ลุกขึ้นจากอาสน ทำกระพุ่มมืออัญชลีกรรมไหว้พระโพธิสัตว์แล้ว กราบทูลกับพระราชาศุทโธทนะว่า ข้าแต่มหาราชเป็นลาภของพระองค์แล้ว ที่พระองค์ได้คนดีอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระองค์ มีความแคล่วคล่องว่องไว มีปฏิภาณในการไต่ถามอย่างนี้

      ครั้งนั้น พระราชาศุทโธทนะ ตรัสกับพระโพธิสัตว์ว่า ดูกรลูก ลูกสามารถให้คำที่จะกำจัดแนวความคิดอันฉลาดในวิชาคำนวณกับมหาอำมาตย์นักคำนวณซื่ออรรชุนได้ไหม? พระองค์ทูลว่า ถ้ากระนั้น ให้เขาคำนวณมา ครั้งนั้น มหาอำมาตย์นักคำนวณ อรรชุน ทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระกุมาร พระองค์ทรงทราบคติของการคำนวณเกินกว่าร้อยโกฏิจึงถูกจำกัด ?(คือนับไม่เกินร้อยโกฏิ) พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ร้อยโกฏิเรียกชื่อว่า อยุตะ ร้อยอยุตะเรียกชื่อว่า นิยุตะ ร้อยนิยุตะเรืยกชื่อว่า กงกระ ร้อยกงกระเรียกชื่อ่า วิวระ ร้อยวิวระเรียกชื่อว่า อักโขภยะ ร้อยอักโขภยะเรียกชื่อว่า วิวาหะ ร้อยวิวาหะเรียกชื่อว่า อุตสังคะ ร้อยอุตสังคะเรียกชื่อว่า พหุละ ร้อยพหุละเรียกชื่อว่า นาคพละ ร้อยนาคพละเรียกชื่อว่า ติฏิลมภะ ร้อยติฏิลมภะเรียกชื่อว่า วยสถานปรชญปติ ร้อยวยสถานปรชญปติเรียกชื่อว่า เหตุหิละ ร้อยเหตุหิละเรียกชื่อว่า กรกุ ร้อยกรกุเรียกชื่อว่า เหตวินทริยะ ร้อยเหตุวิทริยะเรียกชื่อว่า สมาปตลัมภะ ร้อยสมาปตลัมภะ เรียกชื่อว่า คณนาคติ ร้อนคณนาคติเรียกชื่อว่านิรวทยะ  ร้อยนิรวทยะเรียกชื่อว่า มุทราพละ ร้อยมุทราพละเรียกชื่อว่า สรวพละ ร้อยสรวพละเรียกชื่อว่า วำสํชญาคติ ร้อยวิสำชญาคติเรียกชื่อว่า สรวสํชชญา ร้อยสรวสํชญาเรียกชื่อว่าวิภูตงคมา ร้อยวิภูตงคมาเรียกชื่อว่า ตลลกษณะ ตลลกษณะนี้บวกจำนวนขึ้นอีกแสนเท่า(คูณด้วยแสน) เป็นระยะที่ขุนเขาสุเมรุถึงความสลายดั่งนี้และ  นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกเท่าเรียกชื่อว่า ธวชาครวตี ซึ่งบวกจำนวนในการนับขึ้นอีกแสนเท่า จะเท่ากับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคถึงความสลาย (คือนายเท่าจำนวนนับนี้เม็ดทรายในแม่น้ำคงคาจึงจะหมดสิ้นไป) นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกเท่าเรียกชื่อว่าธวชาครนิศามณี นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกเท่าเรียกชื่อว่า วาหนปรชญปติ  นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกเท่า เรียกชื่ว่า อิงคา นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกกเท่าเรียกชื่อว่า กุระฏุ นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกเท่า เรียกชื่อว่า กุรุฏาวิ นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกเท่าเรียกชื่อว่า สวรวนิเกษปา ซึ่งบวกจำนวนในการนับขึ้นอีกแสนเท่า จะเท่าเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา 10 แม่น้ำถึงความสลาย นับจำนวนยิ่งกว่านี้อีกเท่า เรียกชื่อว่า อครสารา ซึ่งบวกจำนวนในการนับอีกแสนเท่า จะเท่ากับเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา 100 โกฏิลำน้ำถึงความสลาย  การนับจำนวนละอองของปรมาณู ที่บวกเพิ่มขึ้นอีกเท่าซึ่งเท่ากับการนับให้พระตถาคตดำรงอยู่  และการนับให้พระโพธิสัตว์โฉมหน้าเข้าไปสู่ธรรมาภิเษกทั้งปวง (ตรัสรู้) ณ ควงไม้โพธิอันเลิศประเสริฐดำรงอยุ่ ไม่มีสัตว์อื่นใด รวมอยู่ในสัตวนิกาย (คือเฉพาะพระตถาคตกับพระโพธิสัตว์กำลังตรัสรู้ มีจำนวนมากเท่าละอองปรมาณูที่มากกว่าจำนวนที่นับมาแล้ว) ผู้ใด รู้การนับดั่งนี้ นอกจากเรา หรือผู้เช่นเรา ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้เกิดในภพสุดท้าย เป็นพระโพธิสัตว์ ออกจากการอยู่ครองเรือน

      อำมาตย์อรรชุนทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร การนับคำนวณละอองปรมาณู จะจำกัดได้ไหม? พระโพธิสัตว์ตรัสว่า เจ็ดละอองปรมาณูเป็นหนึ่ง อณู เจ็ดอณูเป็นหนึ่ง ตรุติ เจ็ดตรุติเป็นหนึ่ง วาตายนรชะ(ละอองที่ผ่านหน้าต่าง) เจ็ดวาตายนรชะเป็นหนึ่ง ศศรชะ เจ็ดศศรชะเป็นหนึ่ง เอฑกรชะ เจ็ดเอฑกรชะเป็นหนึ่ง โครชะเป็นหนึ่ง ลิกขารชะ (ละอองคลิกขาหรือละอองไข่เหา) เจ็ดลิกขารชะเป็นหนึ่ง สรษปะ(เมล็ดพันธุ์ผักกาด) เจ็ดสรษปะเป็นหนึ่ง ยวะ (เมล็ดข้าวเปลือก) เจ็ดยวะเป็นหนึ่ง อังคุลิปรวะ(ข้อนิ้วมือ) สิบสองอังคุลิปรวะเป็นหนึ่ง วิตสติ(คืบ) สองวิตสติเป็นหนึ่ง หสตะ(ศอก) สีหสตะเป็นหนึ่ง ธนุ(วา) พันธนุเป็นหนึ่ง โกรศ ระยะเห็นธงปักในหนทาง (บางแห่งว่าธงชาวมคธ) สี่โกรศเป็นหนึ่งโยชน์ ในข้อนี้ใครรู้จำนวนโยชน์ของท่านทั้งหลาย? โยชน์หนึ่งมีละอองปรมาณูเท่าไร?

      มหาอำมาตย์อรรชุนได้พูดว่า ข้าแต่พระกุมาร ข้าพเจ้าเองก็ฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงคนอื่นที่มีความรู้น้อยอีกเล่า ขอให้พระกุมารโปรดแสดงถึงจำนวนโยชน์ ว่าโยชน์หนึ่งมีละอองปรมาณูเท่าไร พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ในข้อนี้ จำนวนโยชน์หนึ่งมีละอองปรมาณูหนึ่งหมื่นอโกษภยะถ้วน กับห้าล้านสามสิบแสนหมื่นโกฏิกับหกพันโกฏิหนึ่งหมื่นสองพัน เมื่อบวกละอองปรมาณูตามจำนวนมีประมาณเท่านี้เป็นจำนวนหนึ่งโยชน์ ชมพูทวีปนี้มี 7000 โยชน์ ตามวิธีคำนวณนี้ โคทานียทวีปมี 8000 โยชน์ ปูรววิเทหะทวีปมี 9000 โยชน์ อุตตระกุรุทวีปมี 10000 โยชน์ การนับโลกธาตุ คือ ทวีปทั้ง 4เป็น 100โกฏิถ้วน โดยทำโลกธาตทวีปทั้ง 4นี้ให้เป็นประธานด้วยวิธีคำนวณนี้ นับมหาสมุทรเป็น 100 โกฏิ จักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ 100 โกฏิ ขุนเขาสุเมรุ 100 โกฏิ เทพชั้นจาตุมหาราช 100 โกฏิ เทพชั้นดาวดึงส์ 100โกฏิ เทพชั้นยามา 100 โกฏิ เทพชั้นดุษิต 100 โกฏิ เทพชั้นนิรมาณรดี 100 โกฏิ เทพชั้นปรนิรมิตวศวรรดี 100 โกฏิ  พรหมกายิกา 100 โกฏิ พรหมปุโรหิต 100 โกฏิปรหมปารษัทย 100 โกฏิ มหาพรหม 100 โกฏิ ปรตตาภา 100 โกฏิ อปรมาณาภา 100 โกฏิ อาภาสวรา 100 โกฏิ ปริตตศุภา 100 โกฏิ อปรมาณศุภา 100 โกฏิ ศุภกฤตสนะ 100 โกฏิ อนถรก 100 โกฏิ ปุณยประสวา 100 โกฏิ พฤหัตผลา 100 โกฏิ อสํชญิสตตว 100 โกฏิ อพฤหา 100 โกฏิ อตปา 100 โกฏิ สุทฤศา 100 โกฏิ สุทรรศนา 100 โกฏิ เทพอกนิษฐา 100 โกฏิ นี่เรียกว่าโลกธาตุ ตริสาหสรมหาสาหสระ (โลกธาตุคือมนุษยโลกและเทวโลก) ซึ่งใหญ่โตกว้างขวาง นั่นคือร้อยโยชน์มีประมาณเพียงไร (ละอองปรมาณูในโลกธาตุคือมนุษยโลกและเทวโลก) พันโยชน์มีประมาณเพียงไร โกฏิโยชน์มีประมาณเพียงไร นยุตะโยชน์มีประมาณเพียงไร ฯลฯ อัครสาราของโยชน์ (ปรโกฏิของโยชน์) มีประมาณเพียงไร คือพูดว่า ละอองปรมาณูเหล่านี้มีประมาณเพียงไร การนับจำนวนเวียนเป็นวงกลมของการนับนั้น ท่านเรียกว่า อสงเขยย (อ่านว่า อสังขะเยยะ คืออสงไขย (แปลว่านับไม่รู้จบ นับไม่ครบ นับไม่ถ้วน) เพราะฉะนั้นละอองปรมาณูในโลกธาตุคือมนุษยโลกและเทวโลกจึงเป็นอสงเขยยที่สุด(นับไม่ถ้วนเป็นอย่างยิ่ง)

      เมื่อพระโพธิสัตว์กำลังแสดงการนับให้เป็นไปนี้ มหาอำมาตย์นักคำนวณชื่ออรรชุน และหมู่ศากยทั้งหมดได้มีความดีใจเฟื่องฟู มีใจยินดี บรรเทิงใจ ถึงความอัศจรรย์ใจอย่างประหลาด เขาเหล่านั้นทั้งหมดมีผ้าเหลืออยู่คนละผืนๆ ได้พากันคลุมพระโพธิสัตว์ด้วยเครื่องประดับคือผ้าที่เหลืออยู่นั้น

      ครั้งนั้นแล มหาอำมาตย์นักคำนวณชื่ออรรชุน ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์ดังต่อไปนี้

      23 ร้อยโกฏิเป็นอยุตะ ร้อยอยุตะเป็นนยุตะ ร้อยนยุตะเป็นนิยุตะ ร้อยนิยุตะเป็นกงกระ  และร้อยกงกระเป็นพิมพระ ร้อยพิมพระ เป็นอโกษภิณี ความรู้ของข้าพเจ้ายิ่งกว่านี้ คือยิ่งกว่าอโกษภิณีนี้ไม่มีความรู้เฉพาะการนับที่เกินมติความหมาย(อรรถมติ)ย่อมี่แก่พระกุมารนี้ ฯ

      อีกประการหนึ่ง ข้าแต่ศากยทั้งหลายผู้เจริญ

      24 โลกธาตุคือมนุษยโลก อาศัยละอองปรมาณู เหมือนป่าหญ้า และไม้ล้มลุกอาศัยหยาดน้ำ พระกุมารผู้เดียว ทรงแนะนำด้วยการตรัสออกมาใครๆก็ต้องพิศวง พร้อมด้วยศากยกุมาร 500 คน ฯ

      เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น นับจำนวนแสนต่างก็ส่งเสียงเฮฮาตั้งแสนอื้ออึงแสดงความบรรเทิงร่าเริง เทพบุตรทั้งหลายที่อยู่บนพื้นอากาศ ได้กล่าวเป็นคำประพันธ์ดังต่อไปนี้

      25 สัตว์ทั้งหมดมีประมาณเพียงใด ย่อมประกอบด้วยความไม่เที่ยง 3 ประการ คือจิต 1 ความเข้าใจในพฤติการณืของจิต 1 วิตก(ความตรีกตรอง)1 ผู้ใดเลวหรือดี เสียสละหรือไม่เสียสละ ผู้นั้นย่อมรู้สิ่งทั้งหมดในความเปลี่ยนแปลงของจิตอย่างเดียว ฯ

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศากยกุมารทั้งปวง ได้เป็นผู้พ่ายแพ้แล้วพระโพธิสัตว์เท่านั้น ประเสริฐยิ่ง ในขณะนั้นพระโพธิสัตว์เท่านั้น โลดขึ้นแล้ว ลอยแล้ว ว่องไวแล้ว ประเสริฐยิ่ง เทวบุตรทั้งหลายที่อยู่บนอากาศได้กล่าวคำประพันธ์ตั่งต่อไปนี้

      26 และท่านทั้งหลายผู้ทำกายและจิตทำให้เบา โปรดฟังความวิเศษของพระกุมารนั้นผู้ว่องไวตลอดโกฏิกัลป ด้วยประกอบคุณคือการบำเพ็ญพรตและตบะ ด้วยการสำรวมระวังด้วยกำลังแห่งการอดกลั้น ด้วยการฝึกตนให้อยู่ในอำนาจ และด้วยเมตตา ฯ

      27 ท่านทั้งหลายในที่นี้จงดูพระกุมารผู้เป็นพระโพธิสัตว์ไปสู่บ้านของท่าน พระกุมารนี้แม้จะไมในทิศทั้ง 10 ในขณะนี้ คนทั้งหลายมีประมาณไม่สิ้นสุดในโลกธาตุจะประทำอามิษบูชา (บูชาด้วยสิ่งของ) ด้วยแก้วมณีและทองทั้งหลายอันวิจิตรเหมือนบูชาต่อพระชินผู้หาประมาณมิได้ ฯ

      28 ท่านทั้งหลาย ไม่รู้ทางไปและทางมาของพระองค์ พระกุมารนี้มีฤทธิ์มาก่อนแล้ว ความพิศวงอะไรจะแล่นไปในโลกนี้ พระกุมารนี้ไม่มีใครเทียม โดยพระกำเนิด ท่านทั้งหลายจงทำความเคารพในพระกุมารนี้

      ศากยทั้งหลายในที่นั้น ต่างก็พูดว่า ในการต่อสู้ พระกุมารต้องประเสริฐก่อนและอยากจะรู้นัก ในที่นั้นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ที่หนึ่ง และศากยกุมารประมาณ 500 เหล่านั้น ก็ต่อสู้กันขึ้นในทันใดนั้น

      กระนี้แหละ ศากยกุมาร 32 คนในสนามกรีฑา ครั้งนั้น ศากยนันทะ และศากยอานันทะ เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ในสนามกรีฑา พระโพธิสัตว์ได้เอามือแตะเขาทั้งสองนั้นเบาๆเขาทั้งสองทานกำลังและเดชของพระโพธิสัตว์ไม่ได้  ถึงกับล้มลงที่พื้นดิน ลำดับนั้นเทวทัตกุมาร วางท่าหยิ่งและถือตัว มั่นคงด้วยมีกำลังมาก และรุนแรงด้วยถือตัวว่าเป็นศากย  ชิงดีและริษยาพระโพธิสัตว์ ทำประทักษิณสยามกีฬาครบถ้วนแล้วเยื้องกรายเข้าไปผลักพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ไม่ซวนเซ จับเทวทัตกุมารด้วยมือขวาอย่างเล่นๆไว้โดยเร็ว แล้วแกร่งไปในอากาศ 3 รอบ เพื่อจะปราบความถือตัว แล้วเหวี่ยงไปที่พื้นดิน โดยไม่มีเจตนาร้าย แต่ด้วยจิตเมตตา และร่างกายของเทวทัตกุมารไม่เป็นอันตราย

      ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า อย่าวิวาทกันเลย ทั้งหมดควรเป็นพวกเดียวกัน บัดนี้ก็ได้มายังสนามกรีฑาแล้ว

      ครั้งนั้น ศากยทั้งหลายมีความยินดีหมดทุกคน แล้วพากันเข้าไปผลักพระโพธิสัตว์ เขาเหล่านั้นถูกพระโพธิสัตว์แตะค่อยๆท่านสง่าราศรี เดช กำลังกาย และเรี่ยวแรงของพระโพธิสัตว์ไม่ได้ พอพระโพธิสัตว์กระทบเข้าเท่านั้น ต่างก็ล้มลงที่พื้นดินเทวดาและมนุษย์ตั้งแสนในที่นั้น ต่างก็ส่งเสียง ฮิ้ว ฮิ้ว ตั้งแสนแสดงความบรรเทิงร่าเริง และเทวบุตรทั้งหลายที่ไปในอากาศ ก็ได้โปรยฝนดอกไม้ลงมาเป้นอันมาก แล้วได้กล่าวเป็นคำประพันธ์เป็นเสียงเดียวกัน ดังต่อไปนี้

      29 สัตว์ทั้งหลายนับจำนวนแสนในทิศทั้งสิบมีประมาณเพียงใด สัตว์ทั้งหลายมีประมาณเพียงนั้นไม่คู่ควรกับนักมวยตัวยง เขาเหล่านั้นเพียงแต่ถูกพระกุมารผู้ประเสริฐกว่าคนทั้งหลายกรกะทบเข้าก็ล้มลงที่พื้นดินทันทีเสียแล้ว ฯ

      30 ภูเขาเมรุที่มั่นคง และจักรวาลที่แข็งแกร่ง และภูเขาอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งในทิศทั้งสิบ พอพระกุมารเอามือไปจับ ก็กลายเป็นแก้วมณีป่นไปเสียแล้ว มันน่าพิศวงอะไรอย่างนี้  ในโลกเป็นที่อาศัยของมนุษย์อันหาสาระมิได้ ฯ

      31 พระกุมารนั้น ผจญมารผู้เป็นนักมวยร้ายกาจมากพร้อมด้วยกำลังเสนามารพร้อมด้วยม้า ที่ควงต้นโพธิอันประเสริฐอันเป็นยอดธงชัยด้วยกำลังแห่งไมตรี เพียงแต่มารจะไปกระทบพระองค์ผู้เป้นเผ่าพันธุ์แห่งพระกฤษณะ พระองค์ก็ตรัสรู้อนุตรธรรม (ธรรมที่ไม่มีอะไรจะยิ่งกว่า) พร้อมด้วยสิ้นเกลศเสีย แล้วดังนี้

      พระโพธิสัตว์เท่านั้นทรงทำได้อย่างนี้ จึงวิเศษ ฯ

      ครั้งนั้น ทัณฑปาณี ได้พูดกับศากยกุมารทั้งหลายว่า สิ่งที่อยากเห็นก็ได้เห็นแล้ว เอาละ บัดนี้พระกุมารจะแสดงการยิงธนู บรรดาศากยกุมารเหล่านั้น ศากยกุมารอานันทะให้เอกกลองเหล็กไปตั้งเป็นเป้าไกล 2 โกรศ(2000วา) ลำดับนั้นศากยกุมารเทวทัตให้เอากลองเหล็กไปตั้งไวไกล 4 โกรศ ศากยสุทรนันทะ ให้เอากลองเหล็กไปตั้งไว้ไกล 6โกรศ ทัณฑปาณีให้เอากลองเหล็กไปตั้งไว้ไกล 2โยชน์ พระโพธิสัตว์ให้เอากลองเหล็กไปตั้งไว้ไกล 10 โกรศ ในระหว่างกลองเหล็กนั้น ยังเอาตาล 7ต้นและรูปหมูประกอบด้วยเครื่องยนต์ไปวางไว้อีก ในที่นั้น ศากยกุมารอานันทะยิงกลองในระยะไกล 2 โกรศ แต่ไม่อาจยิงไกลไปกว่านั้นได้ ศากยกุมารเทวทัตยิงกลองที่อยู่ไกล 4 โกรศ ไม่อาจยิงไกลไปกว่านั้นได้ ศากยสุนทรนันทะยิงกลองที่อยู่ไกล 6 โกรศ ไม่อาจยิงไกลไปกว่านั้นได้ ทัณฑปาณี ยิงกลองที่อยู่ไกล 2 โยชน์ แต่เจาะไม่เข้า และไม่อาจยิงไกลไปกว่านั้นได้ ในที่นั้น ลูกธนูใดๆที่พระโพธิสัตว์ยิงไปแล้ว ลูกธนูนั้นเจาะทะลุทุกลูก ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์จึงตรัสกับพระบิดาว่า ข้าแต่พระนฤบดี จะมีไหมในนครนี้ ธนูอื่นๆที่หม่อมฉันไก่งไม่ไหว และจะต้องใช้กำลังกายเรี่ยวแรงมาก พระราชาตรัสว่า มีซิลูก พระกุมารตรัส นั่นอยู่ที่ไหนพระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า ก็ปู่ของลูกอย่างไรละ ทรงพระนามว่า สิงหหนุ ธนูของพระองค์ท่านนั้น จะต้องเซ่นด้วยของหอมและพวงมาลัยในเทวสถาน ธนูนั้นไม่มีใครสามารถโก่งขึ้นได้สักเล็กน้อย จะป่วยกล่าวไปไยถึงจะโก่งจนเต็มที่ได้ พระโพธิสัตว์ตรัสว่า นำธนูนั้นมาเถิดพระเจ้าข้า หม่อมฉันอยากรู้นัก

      ครั้นแล้วเขาก็นำธนูนั้นมา ศากยกุมารทั้งหลายในที่นั้น ต่างก็พยายามด้วยความอุตสาหะอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่สามารถเพื่อจะโก่งธนูนั้นได้สักเล็กน้อย จะป่วยกล่าวไปไยถึงจะโก่งจนเต็มที่ได้ ต่อจากนั้น ศากทัณฑปาณีกำนำธนูนั้นมา ครั้นแล้วศากยทัณฑปาณี ทำให้เกิดกำลังกายเรี่ยวแรงทั้งหมดเริ่มโก่งธนูนั้น แต่ก็ไม่อาจ ดังนั้น เขาจึงนำธนูไปให้พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทรงถือธนูนั้นไว้ ไม่เสด็จลุกจากอาสนประทับนั่งพับเพียบ พระหัตถ์ซ้ายจับธนูไว้ พระหัตถ์ขวาโก่งธนูด้วยนิ้วพระหัตถ์นิ้วเดียว เมื่อพระองค์โก่งธนู มหานครกบิลพัสดุ์ก็ดังไปทั่ว และคนในนครก็กระเทือนไปหมด ต่างถามกันว่า นี่เสียงอะไรอย่างนี้ อีกฝ่ายหนึ่งพูดว่า พระกุมารสรวารถสิทธโก่งธนูของพระเจ้าปู่อย่างไรละ นี่เป็นเสียงของธนูนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ต่างก็ส่งเสียงเฮฮาตั้งแสนแสดงความบันเทิงร่าเริง และเทวบุตรที่ไปในอากาศได้กล่าวเป็นคำประพันธ์กับพระราชาศุทโธทนะ และหมู่คนเป็นอันมากนั้นว่า

      ธนูนั้น อันพระมุนีโก่งได้เต็มที่แล้ว ด้วยประการใด พระองค์ไม่ได้เสด็จลุกจากอาสน และไม่ทรงเหยียบแผ่นดิน พระมุนี จะถึงความสมบูรณ์ และจะถึงความชนะมารและเสนามารโดยเร็ว ไม่ต้องสงสัยด้วยประการนั้น ฯ

      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์โก่งธนูนั้นได้เต็มที่แล้ว ทรงหยิบลูกธนู ยิงไปด้วยกำลังแรงเห็นปานนั้น ลูกธนูได้ทะลุกลองของศากยอานันทะ ของศากยเทวทัต ของศากยสุนทรนันทะ ของศากยทัณฑปาณี ไปทั้งหมด และทะลุกลองเหล็กของพระองค์เองในระยะไกล  10 โกรศ ทะลุตาล 7ต้น ทะลุรูปหมูเหล็กประกอบด้วยเครื่องยนต์แล้วลูกธนูนั้นเข้าไปยังพื้นดิน ไม่มีรอยให้เห็น สถานที่ลูกธนูเจาะพื้นดิน เข้าไปนั้น เป็นบ่อกลม เรียกกันว่า ศรกูป(บ่อศร)ตราบเท่าทุกวันนี้ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ต่างก็ส่งเสียง ฮิ้ว ฮั้ว ตั้งแสนแสดงความบรรเทิงร่าเริง และหมู่ศากยทั้งหมด พากันพิศวงงงงวย ถึงซึ่งความอัศจรรย์ใจไปตามๆกันว่า น่าอัศจรรย์ พวกเราไม่น่าจะทำได้เลย นี่แหละคือความฉลาดในศิลปเช่นนี้ และเทวบุตรที่ไปในอากาศได้กล่าวกับพระราชาศุทโธทนะ และหมู่คนเป็นอันมากนั้นอย่างนี้ว่า มนุษย์ทั้งหลายมีความพิศวงอะไรในเหตุการณ์นี้ นั่นเพราะเหตุไร?

      33 พระกุมารนั้นประทับแล้วบนอาสนของพระพุทธองค์ก่อนๆบนพื้นแผ่นดิน ทรงถือธนูคือความสงบพร้อมด้วยลูกธนูคือคนอันว่างเปล่า (อนัตตา) ทรงชนะข้าศึกคือเกลศ และทรงทำลายข่ายคือทฤษฎี จะถึงซึ่งบรมคติ ปราศจากอุลีคือเกลศ และปราศจากความเศร้าใจ อันเป็นยอดแห่งความตรัสรู้ ฯ

      เทพบุตรเหล่านั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงโปรยดอกไม้ทิพย์ลงมายังพระโพธิสัตว์แล้วหลีกไป

      พระโพธิสัตว์พระองค์เดียวเท่านั้น วิเศษเด่นกว่าผู้อื่น ในสรรพกรรมและศิลปศาสตร์ทั้งหลายอันเป็นของโลกมนุษย์ เกินกว่าของทิพย์และของมนุษย์ทั้งหลาย ทุกๆอย่างเช่นเป็นต้นว่าก่อนอื่นกระโดดสูงไกล วิชาเขียนหนังสือ คำนวณ เลข วิชาธนู ขี่คอช้าง ขี่หลังม้า ขี่รถ ศิลปศาสตร์ในการใช้ธนู ความทน แรง การใช้แขน การใช้ขอ การใช้บ่วงบาศ การลอดเข้า ลอดออก การดำมุด การต่อย การเตะ การทำรายด้วยจับผมกระชาก การตัดให้ขาด การต่อยให้แตก การขยี้ การผ่า วิธีโขลก วิธีบด วิธีออกเสียง ทุบ การพนันขันต่อ แต่งกาพย์กลอน ร้อยกรอง วาดเขียน เขียนรูป ปั้นรูป ปั้นตุ๊กตา การใช้ไฟ การดีดพิณ ขับร้อง รำ ร้องเพลง อ่าน พูด ตลก แสดงท่ารำฟ้อน แปลงรูป ร้องพวงมาลัย นวดหรือขัดสี ย้อมแก้วมณี ย้อมผ้า เล่นกล ทำนายฝัน ทำนายเสียงนก  รู้ลักษณะสตรี รู้ลักษณะบุรุษ รู้ลักษณะม้า รู้ลักษณะช้าง รู้ลักษณะโค รู้ลักษณะแพะ รู้ลักษณะที่ผสมกันหรือลักษณะที่ปนกัน รู้ลักษณะความเป็นใหญ่ของเกาฏภศาสตร์(ว่าด้วยกริยา อากัป วิกัปของกวีหรือว่าด้วยคัมภีร์ใดที่เป็นประโยชน์ของกวี) รู้นิฆัณฑุศาสตร์ (อักขราภิธานศัพท์) รู้นิคม(ศาสตร์คู่มือพระเวท) รู้คัมภีร์ปุราณ รู้คัมภีร์ประวัติศาสตร์ รู้คัมภีร์พระเวท รู้คัมภีร์ไวยากรณ์ รู้คัมภีร์ศึกษา(การอ่านออกเสียง) รู้การอ่านฉันท์ รู้พิธีการบูชายัญ รู้โชยติศาสตร์ รู้คัมภีร์สางขยะ รู้คัมภีร์โยคะ รู้คัมภีร์ไวศิกะ(มายาหญิง) รู้คัมภีร์ไวเศษิกะ(ตำราตรรกศาสตร์) รู้วิชาเศรษฐศาสตร์  รู้ลัทธิจารวากหรือลัทธิโลกายัต(แนะตามแนวของพระพฤหัสบดีถือวัตถุเป็นใหญ่ ตายแล้วสูญ) รู้ในเหตุการณ์แปลกประหลาด รู้ลักษณะแห่งปีศาจ รู้เสียงเนื้อเสียงนก รู้วิชาว่าด้วยเหตุ รู้วิชาทดน้ำหรือสูบน้ำ รู้วิชาปั้นขี้ผึ้ง รู้วิชาเย็บปัก รู้วิธีทำลาย รู้วิชาปรุใบไม้ รู้วิธีปรุงของหอม

      ครั้งนั้นแล ศากยทัณฑปาณี ได้ยกศากยกันยาชื่อโคปาซึ่งเป็นธิดาของตนให้แก่พระโพธิสัตว์ในคราวนั้น  และเธอนั้นเป็นผู้ที่พระราชาศุทโธทนะได้เลือกให้แล้วแก่พระโพธิสัตว์ตามลำดับ

      ในที่นั้นแล พระโพธิสัตว์ได้ถึงท่ามกลางสตรีแปดหมื่นสี่พันคน พระองค์แสดงตนเป็นผู้มีการเล่นสนุกอันเริงรมย์ มีสตรีคอยปฏิบัติบำเรออยู่ เป็นไปตามกระแสโลก บรรดาสตรีแปดหมื่นสี่พันคนนั้นทั้งหมด ศากยกันยาชื่อโคปา ได้รับการอภิเษกเป็นอัครมเหสี

      ในที่นั้นแล พระนางโคปาศากยกันยาเห้นใครๆแล้วไม่ปิดหน้า ไม่ว่าจะเป็นพระมหาปชาบดี พระราชาศุทโธทนะ หรือนางสนมกำลัล คนเหล่านั้นพากันเพ่งเล็งพระนาง วิพากษ์วิจารณ์กันว่า ธรรมดาว่าสาวหน้าใหม่เขาย่อมซ่อนตัว แต่นี่กลับเปิดเผยทุกเมื่อ ครั้งนั้นพระนางโคปาศากยกันยา ทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงยืนเบื้องหน้านางสนมกำนัลทั้งปวง กล่าวเป็นคำประพันธ์ดั่งต่อไปนี้

      34 คนดีย่อมเปิดเผยปรากฏตัวใน ที่นั่ง ที่ยืน ที่เดิน จึงจะงามเหมือนแก้วมณีส่องแสงอยู่ที่ยอดธง จึงจะสว่าง ฯ

      35 คนดีไปก็งาม มาก็งาม คนดียืนหรือนั่งงามทั้งนั้น ฯ

      36 คนดี พูดก็งาม นิ่งก็งาม เหมือนนกการเวก งามทั้งรูป งามทั้งเสียง ฯ

      37 จะนุ่งห่มด้วยผ้าคากรอง หรือผ้าเลวๆร่างกายจะซูบผอม ขาเป็นผู้มีคุณธรรม ประดาบด้วยคุณธรรม ย่อมงามด้วยเดชของตน ฯ

      38 คนดี ไม่มีบาป ย่อมงามด้วยประการทั้งปวง คนชั่ว ประพฤติบาป ถึงจะประดับประดาสักเพียงไร ก็ย่อมไม่งาม ฯ

      39 ผู้ใด พูดเพราะ แต่มีอกุศลอยู่ในใจของตนเอง เหมือนหม้อน้ำอมฤต แต่หยอดยาพิษไว้ ผู้นั้น มีใจกระด้างเหมือนภูเขาหิน ยากที่จะแตะต้องได้ การเห็นผู้เช่นนี้ เหมือนเห็นงูพิษหรือแมลงป่อง ฯ

      40 ผู้พร้อมที่จะถึงความเคารพทุกอย่าง เป็นผู้อ่อนโยน พึงเป็นที่อาศัยรอดชีวิตของชาวโลกทั้งปวง เป็นดังว่าบุณยสถานในที่ทั้งปวง เป็นคนดีเสมอไป เหมือนหม้อที่เต็มไปด้วยนมเปรี้ยว นมสด การเห้นด้วยจิต บริศุทธซึ่งบุคคลเช่นนั้น เป็นมงคลดี ฯ

      41 ผู้ใดเว้นจากบาปมิตร(เพื่อนชั่ว) ตลอดเวลานาน คบแต่กัลยณมิตร(เพื่อนดี) ที่ประเสริฐ เว้นจากบาป อยู่ในธรรมของพระพุทธ การเห็นผู้เช่นนั้นเป็นมงคลดีมีผล ฯ

      42 ผู้ใด ระวังกาย ระวังโทษทางกายไว้ดีแล้ว ผู้ใดระวังวาจาไม่ใช้วาจาสามหาว(พูดพล่อยๆ)ทุกเมื่อ คุ้มครองรักษาอินทรีย์ และสุภาพเรียบร้อยเป็นอย่างดีมีใจผ่องใส อะไรจะมาปิดหน้าเขาผู้เช่นนั้นได้ ฯ

      43 ถ้าเขาปิดอัตภาพ(ร่างกาย)ด้วยผ้าตั้งพันผืน แต่จิตของเขาเปิดเผย ไม่มีความกระดาก ไม่มีความอาย  และไม่มีคุณธรรมเช่นนี้ ไม่มีวาจาสัตย์ เขาจะเป็นคนเปลือยยิ่งกว่าในโลกเปลือย เที่ยวไป ฯ

      44 หญิงใด คุ้มครองรักษาจิตไว้ สำรวมระวังอินทรีย์อยู่เสมอ ไม่มีใจเกี่ยวข้องในชายอื่น ยินดีในสามีของตน หญิงนั้น ย่อมมีแสงสว่างเปิดเผย  เช่นกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ จะปิดหน้าเช่นนั้นไว้ทำไม ฯ

      45 พระฤษีผู้ใหญ่ยิ่งเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าและของหมู่เทพยดาผู้มีกุศลรู้จิตของผู้อื่น ก็เหมือนจะรู้ว่าข้าพเจ้ามีศีล มีคุณธรรม มีความสำรวมระวัง ไม่มีความประมาท เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจะต้องคลุมหน้าของข้าพเจ้าทำไม ฯ

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาศุทโธทนะ ได้ทรงสดับคำประพันธ์ทั้งหมดเช่นนี้ของพระนางโคปาศากยกันยา อันแสดงถึงปฏิภาณ ครั้นแล้วพระองค์มีความชื่นชม มีพระทัยเฟื่องฟู มีพระทัยยินดี บันเทิงพระทัย บังเกิดปีติโสมมัส  ทรงคลุมพระนางโคปาศากยกันยาด้วยผ้านุ่งผ้าห่มคู่หนึ่ง อันประดับด้วยรัตนะเป็นเอนก มีราคาตั้งแสนโกฏิและพวงมาลัยทองอันประดับด้วยแก้วมุกดาสีแดง มีกำเนิดจากแก้วมุกดาหาร แล้วทรงเปล่งอุทานดั่งต่อไปนี้ ฯ

      46 ลูกชายของเราประดับด้วยคุณธรรมทั้งหลายฉันใด ศากยกันยาผู้นี้ก็ย่อมสวยงามด้วยคุณธรรมฉันนั้น ทั้งสองนั้นเป็นสัตว์บริศุทธยิ่งได้มารวมกันแล้ว ย่อมสมกันเหมือนน้ำมันเนยกับฟองน้ำมันเนยฯ ดั่งนี้ฯ

      (ศากยทั้งหลายมีพระโพธิสัตว์เป็นประมุข ก็หลีกไปสู่บุรีของตนตามลำดับเหมือนครั้งก่อน)

อัธยายที่ 12 ชื่อศิลปสันทรรศนปริวรรต (ว่าด้วยแสดงศิลป) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

 

13 การเตือน

 

อัธยายที่ 13

สํโจทนาปริวรฺต  สฺตฺรโยทศะ

ชื่อ สัญโจทนาปริวรรต(ว่าด้วยการเตือน)

      กระนี้แล       ดูกรภิกษุทั้งหลาย นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร มโหรค(งูใหญ่) องค์ศักร(อินทร์) พรหม โลกบาลทั้งหลายพร้อมด้วยเทวดาเป็นอเนกซึ่งถึงความขวนขวายในการทำบูชาพระโพธิสัตว์ ได้มาแสดงความยินดีด้วยเสียงของตนเองต่อองค์พระโพธิสัตว์ผู้อยู่ในท่ามกลางสนมกำนัล

      ในที่นั้น       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยต่อมา เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร มโหรค(งูใหญ่) องค์ศักร(อินทร์) พรหม โลกบาลทั้งหลายเป็นอันมาก ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า สัตบุรุษพระองค์นี้จะชักช้ามาภายในบุรีนานนักหนอ สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่ได้บ่มมาแล้ว(บำเพ็ญบารมิตา) เป็นเวลานาน ย่อมบัญญัติเทศนาธรรมแก่ผู้บรรลุโพธิด้วยสังคหวัตถุ 4 อย่าง คือ การให้ มีวาจาเป็นที่น่ารัก ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เฉลี่ยประโยชน์ให้เท่ากัน สังคหวัตถุทั้ง 4นี้ เป็นที่รองรับธรรม ตั้งขึ้นทั้งหมดพร้อมกับผู้บรรลุโพธินั้นทีเดียว และพระโพธิสัตว์ ภายหลังจะออกอภิเนษกรมณ์ และจะตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ

      ครั้นแล้ว เขาเหล่านั้น ประกอบด้วยความเคารพ ประกอบด้วยความเอาใจใส่ประนมมือแล้วนมัสการพระโพธิสัตว์ และคำนึงด้วยความปรารถนาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจะเห็นสัตว์บริศุทธประเสริฐยิ่ง ออกอภิเนษกรมณ์ ครั้นแล้วประทับนั่งที่โคนต้นมหาทุมราช(ต้นโพธิ) นั้น บำราบมารพร้อมด้วยแสนามาร แล้วตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ ประกอบด้วยกำลังแห่งพระตถาคต 10 ประการ และประกอบด้วยไวศารัทยะ(*)แห่งพระตถาคต 4 ประการ และประกอบด้วยอาเวณิกธรรม(**) 18 หมวด ซึ่งเป็นธรรมของพระพุทธ ทรงยังจักรคือธรรมให้หมุนเป็นไปอันสูงสุดมีอาการ 12 ทรงยังมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก และอสูรโลกให้ชื่นชมยินดีด้วยสุภาษิตตามอัธยาศัยของสัตว์โดยทำนองลีลาแห่งพระพุทธ

* ไวศารัทยะ มี 4 คือ พระตถาคตไม่เห็นว่าใครๆจักท้วงพระองค์ได้โดยธรรมในฐานะ 4 คือ

      1 ท่านปรติชญาว่าเป็นสัมยักสัมพุทธ ธรรมเหล่านี้ ท่านยังไม่รู้แล้ว

      2 ท่านปรติชญาว่า อาสวะเหล่านี้ของท่าน ยังไม่สิ้นแล้ว

      3 ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าทำอันตราย ธรรมเหล่านั้นไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้ส้องเสพได้จริง

      4 ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชนอย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแห่งคนผู้ทำลาย

** อาเวณิกธรรม คือ ธรรมที่แยกอยู่ต่างหากไม่พัวพันกิน อฏฐารสอาเวณิกาธมมา อาเวณิกธรรม 18 หมวด ในปฏิสัมภิทามัคคปกรณ์ว่า สาวเกหิ อสาธารณนิ ตถาคตนํเยว อาเวณิกานิ ถาณานิ.....ญานเฉพาะพระตถาคตผู้เดียว ไม่ทั่วไปแก่สาวกทั้งหลาย

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในที่นั้น พระโพธิสัตว์ทรงเป็นผู้นำประชุมชนอื่นๆติดต่อกันมาตั้งหลายกัลปนับไม่ถ้วนเป็นเวลานาน ทรงเป็นอาจารย์ด้วยพระองค์เองในธรรมที่เป็นโลกิยและโลกุตรทั้งปว ทรงรู้กาล รู้เวลา รู้สมัยในการประพฤติธรรมที่เป็นกุศลมูลทั้งปวงตลอดเวลานาน ทรงรู้การจุติ(การตาย) ทรงประกอบด้วยอภิชญา 5 พระองค์ ทรงลำพองด้วยฤทธิบาท มีความฉลาดในอินทรีย์ทั้งปวง ทรงรู้กาล และอกาล(กาลควรและไม่ควร) ทรงทันต่อเวลาไม่ล่วงเลยเมื่อถึงเวลา เหมือนคลื่นไม่ล่วงเลยฝั่งมหาสมุทรพระองค์ประกอบด้วยกำลังชญาณแห่งอภิชญา ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยพระองค์เองว่า นี่เป็นคราวที่ข่ม นี่เป็นคราวที่จะยกย่อง นี่เป็นคราวที่จะสงเคราะห์ นี่เป็นคราวที่จะอนุเคราะห์ นี่เป็นคราวที่จะเฉย ที่เป็นคราวที่จะพูด นี่เป็นคราวที่จะนิ่ง(หยุดพูด)  นี่เป็นคราวที่จะออกบวช (เรนษกรมณ์) นี่เป็นคราวที่จะบวช นี่เป้นคราวที่จะสังวัธยาย(ปริกรรมคาถา หรือเจริญภาวนา) นี่เป็นคราวที่จะพิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้วน นี่เป้นคราวที่จะแยกตนออกจากหมู่ นี่เป็นคราวที่พวกกษัตริย์จะเข้าเฝ้า ฯลฯ จนถึงนี่เป็นคราวที่พวกพราหมณ์ คฤบดีจะเข้าเฝ้า นี่เป็นคราวที่พวกเทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร มโหรค องค์ศักร(อินทร์) พรหม โลกบาล ภิกษุ ภิกษุณี  อุบาสก อุบาสิกา  จะเข้าเฝ้า นี่เป็นคราวที่จะแสดงธรรม นี่เป็นคราวสนทนาปราศรัยกัน(คุยกัน) พระโพธิสัตว์ทรงรู้กาลตลอดเวลาในที่ทั้งปวง และทรงทันต่อเวลา

      ก็และครั้งนั้นแล       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้เกิดมาในภพสุดท้าย จำเป็นที่พระพุทธทั้งหลายผู้มีภคะ ซึ่งประทับอยู่ในโลกธาตุทั้ง 10ทิศ พึงตักเตือน ด้วยธรรมที่เป็นประธานอย่างนี้เหล่านี้ ดังว่าบรรลือด้วยสังคีตดุริยางค์ เป็นต้น

      ในที่นี้ มีคำกล่าวไว้ว่า

      1 ผู้ใด เป็นยอดสัตวย์(ยอดคน)เพราะวิเศษในโลก 10 ทิศนั้น ด้วยดุริยางค์ที่น่ายินดีในโลกนั้น คาถาทั้งหลายเหล่านี้อันไพเราะ น่ายินดีที่ขับร้องขึ้นแล้ว ย่อมตักเตือนเขาผู้นั้น ซึ่งเป็นคนประเสริฐดียิ่ง ฯ

      2 พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ เห็นสัตวย์ทั้งหลาย เต็มไปด้วยทุกข์ตั้งร้อยอย่าง จึงทำความเอาใจใส่ต่อสัตว์เหล่านั้นมาก่อนแล้ว เป็นที่หลบหลีก เป็นที่ป้องกันในการทำตนให้เป็นที่พึ่งของโลก กระทำที่พึ่งและประโยชน์อย่างยิ่ง ฯ

      3 เป็นผู้ยังประโยชน์ให้ลุล่วง มีความแกล้วกล้า มีความจำดี ประพฤติดี เอาใจใส่ในประโยชน์แก่โลก ได้มีแล้วในกาลก่อน พระองค์รู้กาล รู้เวลา รู้สมัยของพระองค์ ออกอภิเนษกรมณ์(ออกบวช)เป็นฤษีผู้ประเสริฐยิ่ง ฯ

      4 ทรงสละทรัพย์อันประเสริฐ สละศีรษะ มือ และเท้า แก่ผู้ต้องการในกาลก่อนจะได้เป็นพระพุทธ ผู้ด้ดสันดานมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เป็นผู้เลิศแก่โลก สะสมคุณธรรมตั้งร้อย ฯ

      5 พระองค์ทรงประพฤติพรต และตบะด้วยศีล พระองค์กระทำประโยชน์ให้แก่โลก เพราะความอดกลั้น พระองค์สะสมคุณธรรมอันดีงามด้วยความเพียร พระองค์ไม่เสื่อมทรามในธยานและปรัชญาในไตรภพ ฯ

      6 พระสุคตทั้งหลายซึ่งเป็นผู้ไม่ซาบซ่านด้วยความโกรธ ไม่มาไปด้วยมลทินทั้งปวง ได้มากระจ่างแจ้งในพระองค์ผู้มีพระไมตรี พระสุคตเหล่านั้นได้รู้สิ่งต่างๆในความไม่จริง อันปราศจากคุณธรรมที่ดีงาม ฯ

      7 พระองค์มีพระหทัยสะสมความดีงามในบุณย และชญาน ทรงรู้ในการเข้าธยาน มีตบะ(อำนาจ) ปราศจากธุลีคือเกลศส่องสว่างทั่วทิศทั้ง 10 นี้ ปราศจากมลทิน เหมือนดวงจันทร์พ้นจากเมฆ ฯ

      8 พระสุคตอื่นๆ เหล่านั้น งามหลายอย่าง วาจาซึ่งเป็นเสียงของพระชิน(พระพุทธ) เหมือนจะก้องกังวาลด้วยเสียงดุริยางต์ซึ่งตักเตือนพระโพธิสัตว์ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้วว่า   พระองค์เสด็จอภิเนษกรมณ์นี่เป็นสมัยของพระองค์แล้ว ดังนี้ ฯ

      อนึ่งเล่า       ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในพระราชวัง  ซึ่งเป็นประธานอันประเสริฐนั้น เพียบพร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ทั้งปวงเกิดขึ้นแล้ว อนุกูลแก่การอยู่เป็นสุขตามความปรารถนา เหมือนพิภพเมื่องอมร(เทวดา) มี่ระเบียงประตูซุ้มประตูมีลวดลาย หน้าต่างตำหนัก เรือนยอด และปราสาทอันประเสริฐดียิ่ง ซึ่งแบ่งสันปันส่วนไว้ต่างๆ ล้วนประดับด้วยรัตนะอันวิจิต ประดับด้วยการยกฉัตรธงชัย  ธงปตาก ตาข่าย ลูกพรวนรัตนะเป็นอเนก  ห้อยด้วยพวงมาลัยผ้าไหมจำนวนแสน ระย้าย้อยไปด้วยแก้วมุกดาหาร แซมด้วยรัตนะต่างๆ งามด้วยผ้าประดับรัรตนะอันวิจิตรสลับกัน แขวนเชือกพวงมาลัยผ้าเป็นกลุ่ม มีหม้อเผาเครื่องหอมตลบอบอวล เพดานประดับด้วยผ้าทำเป็นรูปลูกเห็บ ดาษดาไปด้วยดอกไม้ทุกฤดูมีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง และงามดี พื้นน้ำมากไปด้วยบัวขาวและบัวสดๆอยู่ในสระ หมู่นกต่างๆเช่น นกพิราบ นกแก้ว นกสาริกา นกดุเหว่า หงส์ นกยูง นกจากพราก นกดุเหว่าลาย นกการเวก นกกระทาดง เป็นต้น ส่งเสียงร้องไพเราะ พื้นดินล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์เขียว ทุกชิ้นดูเป็นแวววาว น่ารื่นรมย์ ไม่อิ่มตา ทำให้เกิดปีติ และปราโมทย์เป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในพระราชวังซึ่งเป็นประธานอันประเสริฐ อาศัยอยู่ในเรือนคือพระราชวังอันกว้างขวาง มีพระกายไม่สกปรก ไม่เปรอะเปื้อน ปราศจากมลทิน ทรงประดับด้วยพวงมาลัยไข่มุก พระกายลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้มีกลิ่นหอมอย่างประเสริฐ พระสรีระห่อหุ้มด้วยพระภูษาขาวงาม ไม่เปรอะเปื้อน สะอาดปราศจากมลทิน เสด็จขึ้นสู่พื้นพระที่(พื้นที่นอน) อันตกแต่งด้วยเครืองตกแต่งอย่างดี คือผ้าเนื้อละเอียดดังว่าผ้าทิพย์ชั้นจัดไว้ดีแล้ว อ่อนนุ่มสัมผัสสบายนุ่มนวน เหมือนสัมผัสฝักมะกล่ำเครือทรงเผชิญกับนางสนมกำนัลผู้มีรูปงาม ไม่มีโทษ ดูไม่สกปรก ประพฤติกิริยาอาการงามด้วยประการทั้งปวงดังว่านางเทพธิดา ทรงตื่นอยู่ด้วยเสียงบรรเลงสังข์ กลองใหญ่ กลองเล็ก บัณเฑาะว์ กระจับปี่ พิณใหญ่ พิณน้อย ดังกึกก้องดุจจะเย้ยเพลงสวรรค์ และเสียงขลุ่ยโหยหวลก้องกังวาล ประโคมด้วยดนตรีขับกล่อมนานาประการ เหล่านารีก็ปลุกพระโพธิสัตว์ด้วยเสียงขลุ่ยโหยหวลก้องกังวาลซึ่งเป็นเสียงหวาน นุ่มนวล ไพเราะจับใจหมู่นารีเหล่านั้นเตือนพระโพธิสัตว์ด้วยเสียงขลุ่ยและดนตรีอันโหยหวลก้องกังวาลทั้งหลายเหล่านั้น โดยอธิษฐาน(อาศัย)ถึงพระพุทธทั้งหลาย ผู้ประทับอยู่ในทิศทั้ง 10 คำเตือนนั้นเปล่งออกมาเป็นบทประพันธ์ ดั่งต่อไปนี้

      9 นารีใดมีใจยินดี มีจิตผ่องใส ใช้เสียงหวานของขลุ่ยเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดังออกมาเป็นบทประพันธ์ดั่งต่อไปนี้ ซึ่งสละสลวยไพเราะด้วยประการต่างๆ เพราะการดลบันดาลของพระชินผู้สูงสุดประทับอยู่ในทิศทั้ง 10 ฯ

      10 บทประพันธ์เหล่านั้นว่า พระโพธิสัตว์องค์นี้มีความเอาใจใส่ได้ประดับพระองค์ด้วยความเพียร มองดูอยู่เสมอซึ่งประชุมชนผู้หาที่พึ่งมิได้นี้  พระองค์ทรงเศร้าโศกเพราะชรา มรณะ และเพราะทุกข์อื่นๆจึงตรัสรู้ซึ่งบทอันไม่ชรา และไม่เศร้าโศกต่อไป ฯ

      11 เพราะฉะนั้น พระองค์ผู้ยังประโยชน์ให้ลุล่วง เสด็๗อภิเนษกรมณ์จากบุรีอันประเสริฐนี้โดยเร็วเพลัน เสด็จก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่มีพื้นดิน อันประฤษีแต่ปางก่อนแบ่งแยกไว้แล้ว ตรัสรู้แล้วซึ่งชญานของพระชินอันไม่มีใครเที่ยบเทียม ฯ

      12 ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณธรรมอันใหญ่หลวง พระพุทธทั้งหลายแต่ปางก่อนได้เสียสละทรัพย์ รัตนะอันวิจิตร และเสียสละมือ เท้าและชีวิตอันเป็นที่รักมาแล้ว คราวนี้เป็นสมัยของพระองค์ พระองค์จงแจกธรรมดังว่ามหาสมุทรอันหาที่สุดมิได้ในโลก ฯ

      13 ศีลของพระองค์งาม ไม่มีมลทิน ไม่ขาดวิ่น พระองค์ทรงประดับพระองค์ด้วยธรรมอันประเสริฐ ติดต่อกันมาตั้งแต่ก่อน ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณธรรมอันใหญ่หลวง ไม่มีใครเกินหรือเสมอพระองค์ได้ด้วยศีล พระองค์ยังเศร้าโศกเกลศต่างๆในโลกฯ

      14 พระองค์จงประพฤติตั้งร้อยครั้ง (ทำให้มาก)ในกษานติ กษานติของพระองค์มีหลายอย่างในโลก ยากที่จะพูดได้ พระองค์มีความอดทน ความข่มใจ มีใจยินดีในกษานติ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แก่คนทั้งหลาย ขอพระองค์จงกระทำความคิดในการเสด็จอภิเนษกรมณ์ ฯ

      15 ขอให้ความเพียรของพระองค์จงมั่นคงอย่างเคลื่อนที่ อย่าไหวหวั่น พระสุคตทั้งหลายเหล่านั้นเป็นอันมากแต่ปางก่อน ท่านได้ผจญมารผู้โอหังพร้อมด้วยเสนามาร ขอพระองค์จงเหือดแห้ง(เหินห่าง) จากอบายทั้ง 3ทั่วกัน ฯ

      16 พระองค์ประพฤติพรตและตบะเพื่อประโยชน์ของผู้ใด ทรงเผาเกลศที่เป็นโทษและเป็นความหม่นหมอง พระองค์จงหลั่งฝนอมฤตลงมาพึงยังผู้นั้นซึ่งไม่มีที่พึ่ง มีความหิวกระหายมานาน ให้อิ่มหนำสำราญ ฯ

      17 พระพุทธทั้งหลาย คิดถึงถ้อยคำอันประเสริฐในครั้งก่อนนั้น (คือพระธรรม)จึงเสด็จอภิเนษกรมณ์จากบุรีอันประเสริฐโดยเร็ว ได้ตรัสรู้ซึ่งบทอันไม่ตายและไม่เศร้าโศก ขอพระองค์พึงยังผู้ที่เร่าร้อนด้วยควาหิวกระหาย ให้อิ่มหนำสำราญ ในรสอมฤตธรรมฯ

      18 พระองค์มีความฉลาดในการปฏิบัติดูแลด้วยปรัชญา ความรู้ ของพระองค์หนาแน่น กว้างขวาง ไม่มีที่สุด ขอพระองค์จงกระทำความดีงามแห่งแสงสว่างคือปรัชญาแก่คนโง่ทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในคลองแห่งความสงสัย ฯ

      19 พระองค์จงประพฤติตั้งร้อยครั้ง (ทำให้มาก) ในความไมตรี กรุณา มุทิตา และอุเบกษาอันประเสริฐ พระองค์จงประพฤติในความประพฤติอันประเสริฐเพื่อผู้ใด จงแจกความประพฤติของโลก แก่ผู้นั้นเทียว ฯ

      20 คำประพันธ์อันวิจิตรประดับด้วยดอกไม้คือคุณธรรมส่งเสียงดังออกมาเป็นข้อความต่างๆจากดนตรี โดยเดชของพระชินทั้งหลาย ซึ่งประทับอยู่ในทิศทั้ง10 ดั่งนี้ เตือนพระกุมารผู้อยู่ในแท่นบรรทม ฯ

      21 เมื่อใด นางสาวผู้บรรเทิง  กระทำความยินดี สายงามเป็นอย่างดี ส่งเสียงไพเราะ ในการขับร้องพร้อมด้วยดนตรีทั้งหลาย เมื่อนั้น พระชินในทิศทั้ง 10 ผู้ปราบเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายให้เชื่อง ได้ส่งเสียง ตามเสียงอันประเสริฐร้องคลอไปกับดนตรีนั้น ว่า ฯ

      22 พระองค์จงทำประโยชน์ที่พระองค์ได้ทำมาแล้ว แก่คนทั้งหลายมีจำนวนมาก จงประพฤติคุณธรรมของตน ในคติทั้งหลายอันเป็นพระชิน จงระลึก จงระลึก จงประพฤติพรตและตบะที่เคยประพฤติมาแล้วครั้งก่อนๆ  จงไปสู่ต้นโพธิอันประเสริฐโดยเร็ว แล้วสัมผัส(ตรัสรู้) ซึ่งบทอันเป็นอมฤต ฯ

      23 มนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย มีความหิวกระหายเป็นอย่างยิ่งแล้ว ปราศจากคุณธรรมของพระชิน ความรู้ที่มีอยู่ในพระองค์ สามารถที่จะให้รสอมฤต(แก่เทวดา และมนุษย์เหล่านั้น) ได้ ดูกรนฤบดี พระพุทธผู้ทรงพระคุณคือกำลัง 10 อย่าง ที่ชนทั้งหลายบูชาแล้ว จะมอบอมฤตให้ไว้ในพระองค์โดยเร็ว ฯ

      24 เมื่อพระองค์สละได้แล้ว ซึ่งบุรี แก้วแหวนเงินทอง มิตรสหาย ภรรยา บุตร แผ่นดิน พร้อมทั้งนครและชนบท  พระองค์สละแล้วแม้ซึ่งศีรษะมือเท้า นัยน์ตาของตนเอง ผู้ใดกระทำประโยชน์ในโลก  ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ยินดีแล้วในคุณธรรมของพระชิน ฯ

      25 ดูกรนฤบดีผู้เจริญในบุรี ผู้เป็นโอรสแห่งคนประเสริฐ คนใดเขาออกปาก(ขอ)ต่อหน้าพระองค์ว่า จงให้แผ่นดินนี้พร้อมทั้งนครและชนบทแก่ข้าพเจ้า ขอท่านจงสละสิ่งนั้นให้แก่เขาเถิด แล้วจงบรรเทิง อย่ามีใจโกรธเคืองเขาเลย ฯ

      26 ดูกรนฤบดีผู้เจริญในบุรี ผู้ใดเป็นพราหมณ์โดยกำเนิด เป็นครูจงปฏิบัติดูแลผู้นั้น อย่ามีความเกลียดชังอาฆาตเขาต่อไปเลย คนเป็นอันมาก สถาปนา(ตั้ง) พราหมณ์ผู้ประเสริฐไว้ในความสุขสบาย เขาตายไปจากภพนั้นแล้วจะได้ที่อยู่ในเมืองสวรรค์ ฯ

      27 ดูกรโอรสแห่งนฤบดีผู้เจริญในบุรี ผู้เป็นฤษีองค์ประเสริฐ เจ้านายผู้วิวาทบาดหมางพระองค์ใด ตัดพระโลมาของพระองค์(ตัดสัมพันธ์)หรือกระทำกิริยาฉันญาติในพระองค์ พระองค์อย่ามีใจโกรธเคืองเขาเลย ฯ

      28 ขอพระองค์จงคือถึงลูกของฤษี ผู้ที่อยู่ในบุรีของพระองค์ยินดีในการประพฤติพรต แบกของหนักขึ้นภูเขา ถูกพระเจ้าแผ่นดินประหาร ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ดูกรนฤบดี พระองค์จงเอ็นดูเขา อย่ามีใจโกรธเคืองเขาเลย ฯ

      29 ดูกรพระองค์ผู้เจริญในบุรี ผู้ทรงคุณธรรม มาณพผู้เป็นเจ้าแห่งมฤค อยู่ที่ภูเขา ที่แม่น้ำมีน้ำมาก มีใจกรุณาคนที่ทำประโยชน์ให้แก่ พระองค์ วางพระองค์ไว้บนบก พระองค์จงเอาใจใส่ อย่ามีใจโกรธเคือง ศัตรูของพระองค์เลย ฯ

      30 ดูกรพระองค์ผู้ประเสริฐในนคร ผู้เจริญในบุรี เพราะเหตุที่พระองค์สละบุตร แก้วมณีของพระองค์ตกไปในมหาสมุทรอันกว้าง มันจะไหลไปเองหรือขว้างมันไปในมหาสมุทร พระองค์ผู้มีกำลังแข็งแรง ผู้เกรงต่อการเบียดเบียนได้แล้วซึ่งทรัพย์ คือแก้วมณีนั้นคืนมา ฯ

      31 ดูกรพระองค์ผู้เป็นคนดีในบุรีของพระองค์ พราหมณ์เป็นฤษีผู้ประเสริฐเข้าไปหาพระองค์ ขอร้องว่า ขอให้เป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้า เมื่อพราหมณ์ฤษีพูดว่า ขอให้นำศัตรูของข้าพเจ้าไป ถึงพระองค์จะละร่างกายของพระองค์ด้วยตนเอง พระองค์ก็อย่าละพราหมณ์นั้นเสียเลย ฯ

      32 พระองค์จงคิด ฤษีเข้ามาที่ต้นไม้ที่อาศัยในบุรี พูดอย่างสุภาพเพื่อให้นับต้นไม้นี้ว่ามีเท่าไร พระองค์ทราบดีแล้ว นับได้ถูกต้องแล้วว่าหน่อไม้ในที่นั้นมีเท่าไร วาจาของพระองค์แต่งขึ้นไม่คลาดเคลื่อนเป็นอย่างนั้นฯ

      33 ดูกรพระองค์ผู้มีตระกูลดี ผู้ทรงคุณธรรมดี คนที่อาศัยพุ่มไม้ในบุรีถึงจะทรุดโทรม ก็ไม่ละความระลึกถึงในครั้งก่อนได้  ดูกรพระองค์ผู้เป็นเจ้าคน คนเขาจะปราโมทย์เพราะระลึกถึงคุณของพระองค์ เหมือนระลึกถึงพุ่มไม้อันประเสริฐ ซึ่งกระทำมิ่งขวัญให้ในครั้งก่อน ฯ

      34 ดูกรพระองค์ผู้มีคุณมาก ผู้ทรงคุณธรรม เพราะประพฤติในทางคุณความดี พระองค์จงสละแผ่นดินพร้อมด้วยนครเสีย เวลานี้เป็นเวลาของพระองค์ พระองค์จงยังโลกให้ตั้งอยู่ในการประพฤติคุณธรรมของพระชินโดยเร็วเถิด ฯ

      35 การยินดีในหญิงสาว เสื้อผ้าอันดีงาม ร่างกายอันประดับแล้วดนตรีอันดียิ่งจับใจในการร้องประสานเสียง  คำประพันธ์วิจิตรอันพระชินทั้งหลายตรัสมาจากทิศทั้ง 10 ความก้องกังวาลแห่งเสียงอันไพเราะในการบรรเลงด้วยเสียงดนตรีทั้งหลาย ย่อมมีด้วยประการนี้แล ฯ

      36 ความตั้งใจของพระองค์ เป็นแสงสว่างของโลกมาหลายกัลปแล้ว พระองค์จะได้เป็นผู้คุ้มครองป้องกันในโลกอันตกอยู่ในอำนาจของชรา และมรณะ ดูกรพระองค์ผู้เป้นนรสิงหะ(คนมีความองอาจ) ขอพระองค์จงระลึกถึงความตั้งใจครั้งก่อนๆ ซึ่งได้ประดับพระองค์แล้ว ดูกรพระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย เวลานี้เป็นสมัยของพระองค์เพื่อเสด็จอภิเนษกรมณ์ ฯ

      37 ทานเป็นอันมาก พระองค์ก็ได้ให้มิใช่น้อยในโลกนี้ ตลอดเวลาหลายพันโกฏิภพ เงิน ทอง แก้ว ผ้าอย่างดี รัตนะอันวิจิตร มือ เท้า นัยน์ตา ลูกที่รัก พระองค์ก็ได้ให้แล้ว ราชอาณาจักรอันมั่งคั่ง พระองค์ได้สละแล้ว และพระองค์ไม่กริ้วโกรธผู้ขอเลย ฯ

      38 ดูกรพระองค์ผู้เป็นราชามาตั้งแต่เป็นเด็ก พระองค์เคยเป็นหมูป่าอาศัยอยู่ในดวงจันทร์ มีใจประกอบด้วยความสงสาร และความกรุณา มีแก้วมณีเป็นปิ่น มีดวงจันทร์เป็นประทีป พระองค์เป็นประมุขมามากแล้ว ด้วยประการฉะนี้ เป็นผู้กล้าหาญมั่นคง เป็นยอดดวงตาของพระราชา(พระบิดา) เป็นพระราชามามากหลายพันโกฏิ ยินดีแล้วในการให้ทานพระองค์ได้ทำทุกอย่างมาแล้ว ฯ

      39 พระสุคตทั้งหลายยังพระองค์ให้ประพฤติในการรักษาศีลตลอดหลายกัลป  ศีลของพระองค์บริศุทธเหมือนแก้วมณีปราศจากมลทินความประพฤติของพระองค์เหมือนจามรี(ระวังรักษาขน) จงรักษาศีล ให้เหมือนรักษาเด็ก พระองค์จงกระทำซึ่งประโยชน์อันไพบูลย์ในโลกนี้ด้วยความยินดีในศีลเถิด ฯ

      40 พระองค์เป็นช้างประเสริฐในโลกนี้ ศัตรูผู้เป็นพรานยิงเอาด้วยธนู พระองค์เกิดมีความสงสาร กรุณาในพรานผู้โหดร้าย ปิดอุโมงค์ไว้(พรานซ่อนอยู่ในอุโมงค์ พระโพธิสัตว์เอาเท้าปิดไว้ไม่ให้ช้างอื่นเห็น) พระองค์สละงางามน่าปรารถนาให้แก่พรานนั้น แต่ไม่ยอมสละศีล พระองค์ทรงเป็นประมุขมามากแล้วด้วยประการฉะนี้ ทรงรักษาศีลเพื่อเขาเหล่านั้น เป็นอันมาก ฯ

      41 ชนทั้งหลายพร้อมด้วยพระองค์มีความทุกข์ตั้งหลายพัน ได้รับคำพูดเผ็ดร้อนเป็นอันมาก ได้รับการฆ่าและการจองจำ เพราะยินดีในกษานติ(ความอดทน)ชนเหล่านั้นประพฤติตามเดิม คือมีกษานติ กลับได้รับความสุขกันหมด การฆ่าและการจองจำของพระองค์เหล่านั้น ไม่มีในที่นี้อีกเลย และนั่นคือกษานติของพระองค์ ฯ

      42 คราวใดหมีผู้เป็นที่พึ่งเจริญในภูเขาอันเป็นที่อยู่ประเสริฐดาษดาไปด้วยหิมะและน้ำ ในกาลนั้น คนจับพระองค์ผู้กลัวภัย พระองค์ประพฤติด้วยความสุขสบาย โดยผลไม้และเผือกมันต่างๆ หมีนั้นนำผู้ฆ่าไปจากพระองค์โดยเร็ว และนั่นคือกษานติของพระองค์ ฯ

      43 พระองค์มีวีรยะ(ความเพียร) ตั้งมั่นไม่ไหวหวั่นไม่กระเทือน มีพรตตบะ มีคุณธรรมและชญานต่างๆแสวงหาความตรัสรู้มารวศวรรดี (ทำให้ตกอยู่ในอำนาจ) ก็หมดกำลังด้วยกำลังความเพียรของพระองค์ ดูกรพระองค์ผู้เป็นนรสิงหะ (คนมีความองอาจ) ในโลกนี้ในเวลานี้เป็นสมัยของพระองค์เพื่อเสด็จอภิเนษกรมณ์ ฯ

      44 ม้าประเสริฐของพระองค์ในบุรีนี้ มีสีงามเหมือนสีทอง พระองค์เกิดความกรุณาขี่ม้าเสด็จไปทวีปรกษสในทางอากาศโดยเร็ว ช่วยคนที่ถึงความวิบัติในที่นั้นให้อยู่ในทางปลอดภัย  พระองค์เป็นประมุขมามากแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ทรงกระทำความเพียรเพื่อเขาเหล่านั้นเป็นอันมาก ฯ

      45 ยอดแห่งผู้เข้าธยานคือการระงับปราบปรามเกลศด้วยทมะ(การข่มใจ)และศมถะ พระองค์ทรงข่มจิตที่ไหวหวั่นฉับพลัน ที่ยินดีและโลเล (ไม่มั่นคง) ด้วยอารมณ์ทั้งหลาย ทรงประกอบด้วยคุณธรรม ของพระองค์ในโลกนี้ ด้วยทรงยินดีในการเข้าธยานเพื่อประโยชน์แก่โลก ดูกรพระองค์ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ ในโลกนี้ เวลานี้เป็นสมัยของพระองค์เพื่อเข้าธยาน ฯ

      46 พระองค์เป็นฤษีในครั้งก่อน ตั้งอยู่ดีแล้วในความยินดี เข้าธยาน มนุษย์ทั้งหลายเมื่อไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน ได้ช่วยกันอภิเษกพระองค์ในราชสมบัติ พระองค์ก็ยังมนุษย์เหล่านั้นให้มีศีล 10 เขาเหล่านั้นได้ตั้งอยู่แล้วในทางแห่งพรหม(พรหมจรรย์) ครั้งนั้น พวกมนุษย์เหล่านั้นตายแล้วได้ไปบังเกิดเป็นพระพรหมสิ้นด้วยกัน ฯ

      47 พระองค์ทรงรู้วิธีในอาคติชญาน(รู้ที่มา)ต่างๆในทิศน้อยทิศใหญ่ทั้งหลายทรงประพฤติในความรู้เสียงทั้งหลาย ในความรู้อินทรีย์ทั้งหลายในโลก พระองค์จบฝั่งในแนวเขตที่สุด ในวินัยอันเป็นเครื่องนำไปซึ่งเกลศให้พินาศ ดูกรพระองค์ผู้เป็นโอรสกษัตริย์ เวลานี้ เป็นสมัยของพระองค์ เพื่อเสด็จอภิเนษกรมณ์ในโลกนี้ ฯ

      48 ครั้งก่อน ชุมนุมชนทั้งหลายผู้มีความเห็นผิด ตกยากอยู่ในทุกข์ต่างๆเป็นอันมาก มีชรา มรณะ เป็นต้น เกิดอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ครั้นพบพระองค์เข้าแล้วต่างก็ติดตามไปด้วยตนเองในหนทางตรง พระองค์ผู้มีประโยชน์อันใหญ่ยิ่งในโลกนี้ จงกำจัดความมืดคือโมหะ ฯ

      49 บทประพันธ์ประกอบด้วยคุณมีความไพเราะต่างๆ อันวิจิตรด้วยประการนี้ ครั้นแล้ว เมื่อเสียงทั้งหลายดังออกมาพร้อมด้วยเสียงดนตรีทั้งหลาย ด้วยอำนาจของพระชิน ปลุกพระโพธิสัตว์ผู้กล้าหาญว่า พระองค์ เห็นชุมนุมชนผู้เพียบไปด้วยความทุกข์ในโลกนี้แล้ว อย่าทรงเพิกเฉย เวลานี้เป็นสมัยของพระองค์เพื่อเสด็จอภิเนษกรมณ์ เพื่อตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐในโลกนี้ ฯ

      50 นารีทั้งหลายแต่งตัวด้วยผ้าอันวิจิตร รัตนะ ไข่มุก เครื่องหอม และพวงมาลัย มีจิตผ่องใส  มีความรัก มีความยินดี ปลุกพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นยอดสัตว์ ด้วยการบรรเลงดนตรีทั้งหลาย ดนตรีกับคำประพันธ์ผสมเป็นรูปเดียวกันเปล่งออกมาด้วยอานุภาพของพระชิน ว่า ฯ

      51 พระองค์เป็นผู้บริจาค ได้บริจาคแล้วเพื่อประโยชน์แก่เขาผู้นั้น มิใช่กัลปเดียว เป็นการบริจาคได้ยาก เป็นผู้รอบรู้ มีศีล มีกษานติ มีวีรยะ มีธยาน เจริญปรัชญา เวลาของพระองค์เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่โลกพระองค์ได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว ณ กาลบัดนี้ ข้าแต่พระนายก(ผู้นำ) พระองค์จงคิดรู้การเสด็จอภิเนษกรมณ์โดยเร็ว อย่าชักช้าอยู่เลย ฯ

      52 พระองค์เป็นผู้บริจาค มีพระเกศาประดับด้วยรัตนะ พระภูษาประดับด้วยทองและเงิน พระองค์บูชายัชญมาแล้วในชาตินั้นๆ มิใช่ชาติเดียว บริจาคแล้วซึ่งภรรยา บุตร ธิดา ร่างกาย ราชสมบัติและชีวิต พระองค์บริจาคหาประมาณมิได้ อันยากที่ใครจะบริจาค เพราะเหตุแห่งการตรัสรู้ ฯ

      53 พระองค์ได้ประดับแล้ว ซึ่งบุณยอันไม่อนาถา(บุญที่มั่งคั่ง) ดูกรราชา พระองค์มีสง่าราศีอันลือนาม พระองค์เป็นผู้สืบสายราชาอีกษวากุ และทรงไว้ซึ่งผู้สืบสายราชาอีกษวากุ เป็นเผ่าพันธุ์พระกฤษณะ และเผ่าพันธุ์พรหมทัต เป็นราชสีห์ ทรงบูชายัชญตั้งพัน ทรงคิดแต่ธรรม มีสง่าราศีดังว่าเปลวไฟ มีทรัพย์มั่นคง คิดถึงประโยชน์เป็นอย่างดี ผู้ใดเป็นสัตว์อนาถา พระองค์ก็บริจาคให้แก่ผู้นั้นซึ่งยากที่ใครบริจาคได้ ฯ

      54 พระองค์เป็นสุดโสมบัณฑิต มีความเพียรรุ่งเรือง มีบุณยเป็นรัศมี พระองค์เป็นผู้มีการบริจาคใหญ่ยิ่ง มีกำลังมาก เป็นผู้มีกฤตัชญ เป็นราชฤษีมีพระรูปโฉมงามเหมือนดวงจันทร์ เป็นผู้กล้าหาญ เป็นผู้เจริญในความสัตย์ ดูกรพระราชา พระองค์แสวงหาคำสุภาษิต และยินดียิ่งในแนวความคิดที่ดี ฯ

      55 พระองค์มีรัศมีเหมือนดวงจันทร์ เสด็จไปสู่สถานที่ประเสริฐยิ่งเป็นปรกติ มีผงจันทน์หอม เป็นใหญ่ในทิศ เป็นผู้กล้าให้ เป็นราชาแคว้นกาศี มีรัตนะเป็นปิ่น บรรลุถึงความสงบระงับ ดูกระพระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระองค์บริจาคให้แก่ผู้อื่นที่มาหา ยากที่ใครจะบริจาคได้ เหมือนเม้ดฝน คือการบริจาคของพระองค์ที่โปรยลงมานั่นได้แก่เม็ดฝนคือธรรมแลฯ

      56 พระองค์เห็นสัตว์ผู้เป็นสาระ(พระพุทธ)ในครั้งก่อนๆ อุปมาเหมือนทรายในแม่น้ำคงคา กระทำพุทธบูชาต่อสัตว์ผู้เป็นสาระ(พระพุทธ) เหล่านั้น ด้วยความคิดหาประมาณมิได้ พระองค์กำลังแสวงหาความตรัสรู้อันเลิศประเสริฐ เพราะเหตุแห่งความหลุดพ้นของสัตว์ทั้งหลาย นี่ก็ถึงเวลาแล้ว ดูกรพระองค์ผู้กล้าหาญ พระองค์จงเสด็จอภิเนษกรมณ์ จากบุรีอันสูงสุดเถิด ฯ

      57 ครั้งแรก พระองค์บูชาพระพุทธอโมฆทรรศี ด้วยดอกศาละ ต่อมาพระองค์เห็นพระพุทธวิโรจนะแล้วมีจิตเลือมใส พระองค์ถวายผลสมอผลหนึ่ง แล้วประโคมด้วยเสียงกลองใหญ่ พระองค์ชูคบเพลิงถือไว้ให้เห็นเรือนไม้จันทน์(พระคันธกุฎี) ฯ

      58 พระองค์เข้าไปในบุรีแล้วเห็นผงจันทน์หอม จึงสาดกำแห่งผงจันทน์ ถวายสาธุการ (แสดงความนับถือ) แก่พระพุทธผู้เป็นใหญ่เพราะธรรม ซึ่งแสดงธรรมแล้ว พระองค์เห็นพระพุทธสมันตทรรศี แล้วกล่าววาจาว่า นโม นมะ (ขอนมัสการอย่างมีเกียรติ) ได้ซัดพวงมาลัยทองไปยังพระพุทธผู้มีพระกายรุ่งเรืองเหมือนเปลวไฟด้วยจิตยินดี ฯ

       59 พระองค์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ได้จูงมือสองกุมารให้แก่ธรรมธวชีเฒ่าขอทานที่ริมฝั่งสระ และถวายดอกอโศกแก่พระพุทธชญานเกตุ ถวายเครื่องดื่มคือข้าวยวาคุแก่พระพุทธสารถิ ถวายทานดวงประทีปแก่พระพุทธรัตนสิขี ถวายผลไม้ล้มลุก(ผัก) แก่พระพุทธปัทมสัมภวะ และถวายแก้วมุกดาหารแก่พระพุทธสรรพาภิภู ถวายทานดอกบัวแก่พระพุทธสาคระ ฯ

       60 ถวายทานด้วยกั้นเพดานแก่พระพุทธปัทมครรภิ ถวายที่นอนในฤดูฝนแก่พระพุทธสิงหะ ถวายทานน้ำมันเนยแก่พระพุทธศาเลนทรราช ถวายนมสดแด่พระพุทธปุษปิตี ถวายดอกบานไม่รู้โรยแดงแก่พระพุทธยโศทัตตะ ถวายอาหารแก่พระพุทธสัตยทรรศี นอบน้อมร่างกายแก่พระพุทธชญานเมรุ ถวายจีวรแก่พระพุทธนาคทัตตะ ฯ

       61 ถวายไม้จันทน์หอมอันดียิ่งกำมือหนึ่งด้วยความปรารถนาเพื่อบูชาถวายแก่พระพุทธอัจยุตคามิ ถวายทานดอกบัวแก่พระพุทธมหาวิยูหะ ถวายพระพุทธรัศมิราชะด้วยรัตนะทั้งหลาย และถวายทองกำมือหนึ่งแก่พระศากยมุนี(องค์ก่อน) และสรรเสริญพระพุทธอินทรเกตุ ถวายต่างหูแก่พระพุทธสูรยานนะ และถวายแผ่นทองแก่พระพุทธสุมตี

       62 ถวายแก้มณีแก่พระพุทธนาคาภิภู ถวายที่นอนปูผ้าแก่พระพุทธปุษยะ ถวาย ร่มประดับรัตนะแก่พระไภษัชยราชะ ถวายอาสนะ(ผ้าปูนั่ง) แก่พระพุทธสิงหเกตุ ถวายข่ายแก้วแก่พระพุทธกาศยปผู้ทรงพระคุณอันดียิ่ง ผู้ตรัสได้ทุกอย่าง ถวายผงจันทน์หอมอย่างดี ไข่มุก และดอกมะลิแก่พระพุทธอรรจิเกตุ ฯ

       63 ถวายเรือนยอด และพวงมาลัยแก่พระพุทธอักโษภยราช ผู้ที่โลกบูชาแล้ว บริจาคราชสมบัติ และของหอมทั้งปวงยากที่ใครจะเอาชนะได้แก่พระพุทธตครสิขิ บริจาคตนเองประทีปใหญ่และเครื่องประดับแก่พระพุทธปัทโมตตระ ถวายดอกไม้งาม และประทีปทำด้วยดอกอุบลแก่พระธรรมเกตุ ฯ

       64 สัตว์ผู้เป็นสาระ(พระพุทธ)องค์อื่นๆใดเสด็จมา พระองค์ก็เคยบูชามาแล้ว การบูชาอันวิจิตรมีชนิดต่างๆ พระองค์ก็ได้ทำมาในชาติอื่นๆแล้ว พระองค์ จงระลึกถึงการบูชาของพระองค์ต่อพระพุทธในอดีตซึ่งเป็นพระศาสดา จงออกอภิเนษกรมณ์ อย่าเพิกเฉยต่อสัตว์อนาถาผู้เต็มไปด้วยความโศกเลย ฯ

       65 เพียงแต่เห